สถานการณ์รอบโลก วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน

0
12

โจ  ไบเดนไปยุโรปอออกต่างประเทศครั้งแรก

วันพุธที่ 9 มิถุนายนเวลาของวอชิงตันดี.ซี.(ตรงกับไทยวันที่ 10 มิถุนายน) โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐและคณะเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อ 20 มกราคม 2021 เขาจะเข้าพักที่เมือชายทะเล (the seaside village of St. Ives) เมืองCornwall อันเป็นสถานที่ประชุมยอดของ the G7การประชุมนี้จะมีเรื่องวัคซีน,การค้า,ความเปลี่ยนแปลงของอากาศ,สหรัฐคงเสนอเรื่องการต่อต้านจีนที่มีอิทธิพลมากขึ้นต่อที่ประชุม

ที่นี่โจ ไบเดน จะพบกับบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรังกฤษด้วยเพื่อสร้างความสัมพันธ์เพิ่มเติมกรณีอังกฤษ ออกจากสหภาพยุโรป(Blexit )

หลังประชุมจี-7 แล้วโจ ไบเดนพร้อมภรรยา จิล ไบเดน จะเข้าเฝ้าควีนส์เอลิซาเบธที่ 2 ที่Windsor Castle โจ ไบเดนเคยเข้าเฝ้าควีนส์มาครั้งปี 1982 ขณะเป็นวุฒิสมาชิกรัฐ Delaware

จากนั้นไบเดนจะไปต่อที่ Brussels,เบลเยียมเพื่อประชุมร่วมกับผู้นำประทศ NATO และ the European Union 

ไบเดนปิดท้ายทริปนี้ที่ Geneva , สวิสฯ ประชุมกับวลาดิมีร์ ปูติน ก่อนที่จะกลับวอชิงตันดี.ซี.รวมแล้ว 8 วัน

ก็ต้องรอผลการประชุม แต่ละประเด็นจะออกมาอย่างไร

สหรัฐซื้อวัคซีนจากไฟเซอร์ 500 ล้านโดสแจก 100 ประเทศ

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวคนหนึ่งว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ซื้อวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของบริษัท ไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค จำนวน 500 ล้านโดส และวางแผนจะบริจาคให้ชาติต่างๆ ราว 100 ประเทศทั่วโลกภายใน 2 ปี โดยประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะประกาศเรื่องนี้ในที่ประชุมสุดยอดผู้นำ จี7 ที่เมืองคอร์นวอลล์   ซึ่งมีขึ้นในสัปดาห์นี้

รัฐบาลจีนส่งวัคซีน’ซิโนแวค’ล็อตใหม่จำนวน 1 ล้านโดสถึงไทยแล้ว

10 มิถุนายน สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข่าวดีว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน วัคซีนซิโนแวคล็อตใหม่จำนวน 1 ล้านโดสส่งมาถึงประเทศไทย จนถึงปัจจุบัน จีนได้ส่งออกและบริจาควัคซีนซิโนแวคให้แก่ไทยทั้งหมด 10 ล็อต รวม 7.5 ล้านโดส

จากสถิติเบื้องต้น บริษัทซิโนแวคได้จัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้แก่เกือบ 40 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลกรวมถึงประเทศจีน โดยมีจำนวนมากกว่า 600 ล้านโดส และการฉีดวัคซีนซิโนแวคสะสมทั่วโลกมีมากกว่า 430 ล้านโดส

เครื่องบินทหารเมียนมาดิ่งตกใกล้มัณฑะเลย์ ดับ 12 ศพ มีรอด 2 ราย

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หน่วยดับเพลิงในเมืองมัณฑะเลย์ของเมียนมา เผยผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า เกิดเหตุเครื่องบินทหารของกองทัพเมียนมาประสบเหตุตกใกล้กับเมืองมัณฑะเลย์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 รายสถานีโทรทัศน์เมียววดี สื่อทางการรายงานว่า เครื่องบินทหารลำนี้บินออกจากกรุงเนปยีดอ เมืองหลวง ไปยังเมืองปยีนอูลวีน แต่เครื่องบินประสบเหตุตกขณะจะทำการลงจอด โดยตกอยู่ห่างจากโรงงานเหล็กแห่งหนึ่งไปราว 300 เมตร

บนเครื่องบินทหารลำนี้มีเจ้าหน้าที่ทหาร 6 นาย และคณะพระสงฆ์ที่กำลังจะเดินทางไปร่วมงานที่วัดแห่งหนึ่ง

อย่างไรก็ดีในเหตุการณ์นี้ ไม่มีรายงานประชาชนที่อยู่บนพื้นดินเสียชีวิต แต่มีรายงานว่านักบินและผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องบินทหารลำนี้ 1 ราย ที่รอดชีวิตและได้ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลทหารแล้ว

ยังไม่มีรายงานถึงสาเหตุของเหตุเครื่องบินทหารตก ขณะที่ภาพเหตุการณ์ที่แพร่ในโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นสภาพส่วนลำตัวเครื่องบินเสียหายหนัก

ซีดีซีสหรัฐฯ ผ่อนคลายคำเเนะนำเรื่องโควิด 110 ประเทศ – ไทยยังคง ‘เสี่ยงสูง’

สำนักงานป้องกันและควบคุมโรคสหรัฐฯ  (U.S. Centers for Disease Control and Prevention= CDC  ) ผ่อนคลายคำเเนะนำต่อชาวอเมริกันเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศ 110 ชาติและเขตเเดนทั่วโลกรวมถึงญี่ปุ่น ที่จะเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปลายเดือนกรกฎาคมนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าซีดีซีนำข้อมูลการจัดขั้นความเสี่ยงของประเทศต่างๆ ลงเว็บไซต์เมื่อวันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน โดยมี 61 ประเทศและเขตปกครองที่ถูกจัดลำดับลดจากระดับ “ความเสี่ยงสูงสุด” ในระดับที่สี่ หรือ Level 4 นอกจากนี้ยังมี 50 แห่งที่ถูกลดระดับความเสี่ยงมาสู่ Level 2 และ Level 1

สำหรับประเทศไทย วีโอเอดูข้อมูลย้อนหลังและพบว่า ยังคงอยู่ในระดับที่ 3 หรือ High Risk (ความเสี่ยงสูง) ตั้งเเต่เดือนพฤษภาคม โดยระดับดังกล่าวเท่ากับของหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส สเปน สวิตเซอร์เเลนด์ เม็กซิโก รัสเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เป็นต้น

ขณะนี้ มีประเทศที่อยู่ในระดับที่ 4 ซึ่งมี “ความเสี่ยงสูงมาก” ตามนิยามของซีดีซีทั้งหมด 61 แห่ง เช่น อินเดีย บราซิล สวีเดน เมียนมา มัลดีฟส์ และเอธิโอเปีย เป็นต้น

ในส่วนของประเทศและดินเเดนที่อยู่ในกลุ่ม Level 1 ซึ่งเป็นลำดับที่ต่ำสุดตามเกณฑ์ของซีดีซี ประกอบด้วยสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน อิสราเอล และไอซ์แลนด์เป็นต้น

ดอน เยือนจีน ควงแขน หวัง อี้ ย้ำมิตรภาพแบบครอบครัวเดียวกัน

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน  สถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความ ผ่านเฟซบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ถึงการพบปะกันระหว่างนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และนายหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่นครฉงชิ่ง เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พร้อมกับภาพนายดอน ขวงแขน กับนายหวังอี้ ยืนยันพร้อมร่วมมือต่อสู้โควิ-19 และ ร่วมกันสร้างสรรค์ “สายแถบและเส้นทาง”

นายหวัง อี้ กล่าวว่า จีนและไทยเป็นพี่น้องที่ดี เป็นหุ้นส่วนที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันต่อสู้กับโควิด-19 ร่วมกันรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในศตวรรษ ทำให้มิตรภาพแบบ “ครอบครัวเดียวกัน” ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ปีนี้เป็นปีครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และจีนได้เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ในการสร้างประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่อย่างรอบด้าน ประเทศไทยกำลังผลักดันนโยบาย “รวมไทยสร้างชาติ” และมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือจีน-ไทยมีอนาคตกว้างไกล ฝ่ายจีนยินดีร่วมมือกับไทยเพื่อสร้างสรรค์ “สายแถบและเส้นทาง” อย่างมีคุณภาพเพื่อเป็นพลวัตใหม่ ๆ สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและภูมิภาคต่อไป

วุฒิสภาสหรัฐฯผ่านร่างกม.ทุ่ม 240,000 ล้านดอลลาร์ ต้านภัยคุกคามเทคโนโลยีจีน

วอชิงตัน (รอยเตอร์ส/บีบีซี นิวส์) –  วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนตามเวลาท้องถิ่น อนุมัติร่างกฎหมายหลายฉบับที่รวมเป็นชุดเดียวกัน ที่จะทุ่มลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาลรวม 240,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยมากกว่า 7.4 ล้านล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในด้านการแข่งขันกับเทคโนโลยีจากจีน โดยจะลงทุน  190,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และเตรียมอนุมัติงบเพิ่มต่างหากอีก 50,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มการผลิตและการวิจัยในด้านเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม

หลังผ่านการอนุมัติวุฒิสภาแล้ว  จะต้องผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนสหรัฐฯ ด้วย จึงส่งต่อไปให้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ลงนามเป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์

วุฒิสภาลงมติผ่านชุดร่างกฎหมายหลายฉบับพร้อมกันครั้งนี้ ด้วยคะแนน 68 ต่อ 32 เสียง 

ไบเดนก่อ Trade War รอบใหม่ ปลุกไทยตื่นเตรียมรับผลกระทบ

ดร.อัทธ์  พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยให้ความเห็นว่า ล่าสุดสหรัฐฯได้ออกพระราชบัญญัติพญาอินทรีย์ (EAGLE Act : Ensuring American Global Leadership and Engagement Act) และพระราชบัญญัติการแข่งขันเชิงกลยุทธ์ (Strategic Competition Act) ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้มีเนื้อหาคล้ายๆ กัน และมีผลบังคับใช้แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความเป็นผู้นำของโลกในทุกด้านของสหรัฐฯ รวมถึงถ่วงดุลอำนาจกับจีนในอินโด-แปซิฟิก โดยการสร้างกฎเกณฑ์และระเบียบคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การค้า การลงทุน สังคมและเทคโนโลยี ที่สอดคล้องกับค่านิยมและผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา และพันธมิตร

นอกจากนี้สหรัฐยังได้มีความร่วมมือทางดิจิทัลและความปลอดภัยทางไซเบอร์กับประเทศพันธมิตร โดยตั้งกองทุนต่อต้านจีนปีละ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 9,300 ล้านบาท ) ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ (2565-2569)โดยทำข้อตกลงซื้อขายสินค้าดิจิตัลกับญี่ปุ่น ไต้หวัน ยุโรป การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัย และปกป้องทรัพย์สินทางเทคโนโลยี เป็นต้น

รวมถึงประเด็นอื่นๆ เช่น ต่อต้านอิทธิพลพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยตั้งกองทุนปีละ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ยุทธศาสตร์ทางการทูตเน้นอินโด-แปซิฟิก โดยมี ญี่ป่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน นิวซีแลนด์และไทยเป็นพันธมิตร ใช้ 3 กรอบคืออาเซียน เอเปคและ “Quad” (อินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย) เป็นพื้นที่ทำการด้านความมั่นคง และยุทธศาสตร์ภูมิภาคต่อต้านจีน สร้างค่านิยมสหรัฐฯ ต่อฮ่องกง และซินเจียง สร้างค่านิยมทางเศรษฐกิจผ่านการค้าแบบตลาดเสรี

ห้าม 59 บริษัทจีนระดมทุนในสหรัฐระบุเกี่ยวข้องกับกองทัพ

ล่าสุดประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ลงนามในคำสั่งห้ามบริษัทจีน 59 รายระดมทุนในสหรัฐซึ่งเป็นการสานต่อมาตรการเดิมที่ริเริ่มในสมัยของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยสั่งห้ามบริษัทจีนข้างต้นที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับกองทัพจีนหรือมีบทบาทในอุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฮเทคที่ใช้ในการสอดแนมหรือการเฝ้าระวังซึ่งอาจมีการนำไปใช้ละเมิดสิทธิมนุษยชน เข้าไประดมทุนในตลาดสหรัฐ และห้ามบริษัทอเมริกันลงทุนในบริษัทเหล่านี้ ในจำนวนดังกล่าวรวมถึงบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ และบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของจีนอีก 3 รายด้วย(ไชน่าโมบายล์ ไชน่ายูนิคอม และไชน่าเทเลคอม) โดยคำสั่งดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 สิงหาคม 2564 โดยนักลงทุนมีเวลา 1 ปีเพื่อถอนการลงทุนอย่างเต็มรูปแบบ

ดร.อัทธ์ กล่าวว่า ในปี 2564 เป็นปีที่สหรัฐฯ เตรียมแผนและกฎหมายเพื่อต่อต้านจีน และหลังจากนี้อีก 5 ปีข้างหน้า (2565-2570) จะเห็นสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งไทยและอาเซียนจะต้องวางนโยบายหรือยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องและเท่าทันในทุกด้านกับจีนและสหรัฐฯ“ไทยต้องปรับตัวให้รู้เท่าทันกับข้อพิพาทสหรัฐฯ และจีนที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้ ซึ่งหากสินค้าหรืออุตสาหกรรมใดที่เราอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของสหรัฐและจีนอาจจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม”

พยาบาลนิวซีแลนด์ 3 หมื่นคนหยุดงานขอเพิ่มรายได้ 17 %

พยาบาลในนิวซีแลนด์กว่า 30,000 คน ร่วมหยุดงานประท้วงเป็นเวลา 8 ชั่วโมงทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1100-19.00 น.เวลาท้องถิ่นของวันที่ 9 มิ.ย. หลังการเจรจาเพื่อขอขึ้นค่าจ้างและปรับปรุงสภาพการทำงานล้มเหลว ซึ่งรัฐบาลกล่าวว่าไม่สามารถจ่ายได้ตามข้อเรียกร้องที่ขอค่าแรงเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 แต่ให้คำมั่นที่จะดำเนินการเจรจาต่อไป

ขณะที่นายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น ถูกวิจารณ์ ว่าไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่เหมาะสมในประเด็นดังกล่าว แม้เศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเกินคาดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่บรรดาพยาบาลต่างต้องทำงานอย่างหนักจนอ่อนล้าเกิดภาวะหมดไฟและยังได้รับค่าตอบแทนน้อยเกินไป ทั้งที่ต้องเสี่ยชีวิตในการดูแลผู้ป่วย.

คุก 3 ปี อดีตเภสัชกรสหรัฐฯ จงใจทำลายวัคซีนต้านโควิด

สำนักข่าว ซีบีเอสนิวส์ รายงานว่า นาย สตีเวน แบรนเดนเบิร์ก วัย 46 ปี อดีตเภสัชกรในรัฐวิสคอนซิน ของสหรัฐฯ ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกเป็นเวลา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here