‘สถาพร’เต็งหนึ่ง
ศึกเลือกอธิการราม
ขุมทรัพย์ “การศึกษา”

0
694

ลูกเขย “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม”
เสียงแผ่ว “ศึกเลือกอธิการราม”
สถาพร “มามืด” เต็งหนึ่ง

“จับกระแสเลือกอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เช็กนโยบายแคนดิเดต“ ดร.สถาพร สระมาลีย์ หมายเลข 2 ”มาแรงหลังเปิดนโยบาย “ ทำไว ทำได้จริง 100 % ในขณะที่ตัวเต็ง ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ เบอร์1 ลูกเขย อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม สุพจน์ ทรัพย์ล้อม โชว์วิสัยทัศน์ไม่เข้าตา พลังเสียงอ่อน เหมือนขาดความมั่นใจ ทำให้คะแนนเสียงสนับสนุนแผ่วปลาย ส่วนหมายเลข 3 ดร.ปรัชญา ชุ่มนาเสียว ยังหน้าใหม่ ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ถึงกับออกตัวว่า เพราะทำงานด้านอื่นเยอะ เลยไม่ดังในรามคำแหง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากเมื่อวันที่ 29 ก.ย.63 ได้มีการเปิดแถลงนโยบายของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้จัดให้มีการแถลงนโยบายของผู้สมัครเข้ารับการสรรหา เป็นอธิการบดี ต่อบุคลากรสายคณาจารย์ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างฯ และนักศึกษา

โดยมีผู้สมัคร 3 ราย ประกอบด้วย ผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ หมายเลข 1 ผศ.ดร.สถาพร สระมาลีย์ หมายเลข 2 และ รศ. ดร.ปรัชญา ชุ่มนาเสียว หมายเลข 3

ผศ.ดร.สถาพร แถลงนโยบาย ชูสโลแกน ทำได้ไว ทำได้จริง 100 % มุ่งพลิกโฉมมหาวิทยาลัย สร้างความเป็นเลิศ กระจายงาน กระจายรายได้ของบุคลากร การสร้างสวัสดิการเป็นรายได้นอกจากเงินเดือน พร้อมเรียกคืนสิทธิจ่ายเต็มเงินเดือนของพนักงานสายอาจารย์ คืนสิทธิ์ค่าคุมสอบ ปรับค่าคุมสอบให้กลับมาเช่นเดิม การคืนสิทธิการเรียนภาษาจ่ายคืน 5,000 บาท และภาษาที่ 2 จะได้เพิ่มอีก 5,000 บาท รวมถึงการจัดสรรงบประมาณการทำวิจัยแก่คณะอาจารย์ คณะละ 3 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน มีนโยบายนักศึกษาจบไว ด้วยการสอบ eTesting ยุคใหม่ ให้นักศึกษาสาขาวิทยบริการฯในต่างจังหวัด ค่าหน่วยกิตเหลือ 25 เท่ากับส่วนกลาง มหาวิทยาลัย พร้อมจัดตั้ง ”ตู้ลงทะเบียนเรียนอัจฉริยะ” เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักศึกษาที่ไม่สะดวกในการใช้สมาร์ทโฟนและ On line หรือสำหรับผู้มาลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัย ตลอดจนดำเนินโครงการ ”เรียนรามวันแรกมีงานทำ” จัดหารายได้ให้นักศึกษาโดยทำข้อตกลง กับ ภาคเอกชนเจ้าของกิจการ หาตลาดแรงงาน รองรับภายหลังสำเร็จหลักสูตรการอบรมระยะสั้น ส่วนลูกจ้างมหาวิทยาลัยเกษียณรับบำเหน็จ 5 เท่าของเงินเดือน นอกจากนี้ ยังระบุว่าจะนำทุกอาคารกลับมาใช้งานโดยไม่ทิ้งร้าง และเอาผิดทางอาญาและแพ่งกับผู้ที่สร้างความเสียหาย

ขณะที่ ผศ.ดร.สืบพงศ์ ประกาศ นโยบายการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ มุ่งเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการ ผลักดันโครงการวิจัยหลังโควิด-19 รวมถึงสวัสดิการแก่บุคลากร ลูกจ้าง

ด้าน ผศ.ดร.ปรัชญา หาเสียงด้วยการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการศึกษาและการบริการ เชิงวิชาการของมหาวิทยาลัยรามคำแหงให้เข้ากับนโยบายของรัฐบาล การกระตุ้นยอดนักศึกษาให้เรียนต่อปริญญาโททันที การเพิ่มความหลากหลายของนักศึกษา ด้วยการเจาะกลุ่มผู้สูงอายุ ทหารเกณฑ์ให้เข้ารับการศึกษา พร้อมมีนโยบายอยากสอบเมื่อไหร่ก็สอบ เพื่อผ่อนภาระและความแออัดการสอบลง

สำหรับการสรรหาอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหงครั้งนี้มีคนขอใบสมัคร 13 ราย แต่มีผู้ยื่นใบสมัครเพียง 4 คน ถูกตัดสิทธิ์ 1 คน เหลือผู้ชิงตำแหน่ง 3 คน โดยดร.สถาพร สระมาลีย์ และ ดร.ปรัชญา ชุ่มนาเสียว เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ขณะที่ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ เป็นนักวิชาการ และเป็นลูกเขย นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดคมนาคม ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำเหน่งทางเมืองมีคำพิพากษาจำคุก เป็นเวลา 10 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ในคดีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ และพ้นโทษออกจากเรือนจำเมื่อกลางปี 2562 ได้ร่วมชิงตำแหน่งด้วย

โดยคดีดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2554 มีกลุ่มคนร้ายบุกเข้าปล้นบ้านนายสุพจน์ เลขที่ 77 แขวงวังทองหลาง เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร คนร้ายได้ทรัพย์สิน และนำหลบหนีไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมคนร้ายได้ พร้อมยึดเงิน 18,121,000 บาท และทองคำรูปพรรณหนัก 10 บาท เป็นของกลาง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ผู้ร้อง มีมติว่า นายสุพจน์ ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติและทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ 64,998,587.52 บาท จึงส่งให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ทรัพย์สินจำนวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจำนวน 46,141,038.83 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจำนวน 64,998,587.52 บาท

สำหรับการเลือกตั้งอธิการ ขั้นตอนต่อไปคือ การเปิดให้ใช้สิทธิลงคะแนนหยั่งเสียงสรรหาอธิการบดีในวันที่ 20 ตุลาคม 2563 นี้ ทั้งส่วนกลาง และสาขาวิทยบริการฯ 23 จังหวัด

หลังจากการแถลงนโยบายจบลง ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับอาจารย์เจ้าหน้าที่ถึงผลการแถลงนโยบายต่างก็บอกว่า อ.สถาพร แถลงได้ดี หนักแน่น มองเห็นทิศทางในอนาคต รวมถึงทิศทางของวิทยบริการ ส่วน อ.สืบพงษ์ ก็มีนโยบายบางเรื่องน่าสนใจ แต่การอธิบายในเวลาที่มีอยู่ยังไม่ชัดเจนนัก ยังมองไม่เห็นภาพ แต่ได้เปรียบในแง่โครงสร้างอำนาจเก่า ส่วน อ.ปรัชญา มีนโยบายหลายเรื่องคล้ายกับ อ.สถาพร

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here