ตำรวจชลบุรีรู้ตัวคนร้ายชิงทอง 30 บาทแล้ว ตามถึงบ้าน แต่ไหวตัวหลบไปก่อน

0
12

ตำรวจชลบุรีเผย รู้ตัวโจรชิงทอง 30 บาทจากร้านในห้างดังแล้ว หลังคนร้ายทำมือถือตกไว้ ส่งทีมสืบตามดักถึงบ้าน และกดดันตามบ้านเพื่อน แต่ไม่พบตัว คาดว่าคนร้ายรู้ตัว พร้อมจัดการเด็ดขาดหากคิดสู้

จากกรณีคนร้ายเข้าไปชิงทอง ที่ห้างทองตำหนักทอง 5 สาขาโลตัส พลัสมอล อมตะซิตี้ ถนนสุขุมวิท ต.คลองตำหรุ อ.เมือง จ.ชลบุรี เป็นชายอายุประมาณ 40 ปี ทำทีของซื้อทองรูปพรรณ ขอดูสร้อยข้อมือหนัก 5 บาท 2 เส้น หลังจากนั้น ขอดูสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท และทำทีคล้องคอ 2 เส้น รวมทั้งหมด 30 บาท มูลค่า 8.1 แสนบาท และหลบหนีไปได้ แต่หัวขโมยแสบทำโทรศัพท์มือถือหล่นไว้ และมีพลเมืองดีเก็บส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.63 พ.ต.อ.นิทัศน์ แหวนประดับ ผู้กำกับการตำรวจภูธรเมืองชลบุรี กล่าวว่า จากหลักฐานโทรศัพท์มือถือที่คนร้ายทำหล่นไว้ จึงทราบชื่อคนร้ายแล้วจึงนำหลักฐานในที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไปขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดชลบุรีในข้อหาชิงทรัพย์ไว้ก่อน

พ.ต.อ.นิทัศน์ ยังกล่าวว่า จากหลักฐานที่ได้ คือ ขณะที่คนร้ายก่อเหตุแล้ววิ่งหลบหนี แล้วทำโทรศัพท์มือถือหล่น พลเมืองดีจึงเอามาให้ ตร.เป็นหลักฐาน จากนั้นจึงนำไปตรวจสอบเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ ทราบว่าเป็นของนายอุทิศ พวงทอง อายุ 44 ปี แล้วเอาภาพใบหน้าเจ้าของโทรศัพท์ ไปให้พนักงานขายทองในร้านตำหนักทอง 5 ดู ซึ่งต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าใช่ใบหน้าคนร้ายคือนายอุทิศคนก่อเหตุ

จากนั้น ตร.ชุดสืบสวนจึงติดตามทราบว่านายอุทิศ คนร้ายนั้นทำงานแห่งหนึ่งในโรงงานที่ อ.เกาะจันทร์ จ.ชลบุรี ห่างจากร้านที่เกิดเหตุประมาณเกือบ 65 กม. ซึ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนเพิ่งเดินทางเข้ามาทำทีมาดูทองที่ร้านแห่งนี้ บอกว่าโบนัสออกจะมาซื้อทอง และประกอบที่มาร้านทองนี้ เพราะอดีตเมียเคยทำงานอยู่ที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้แต่เลิกกันไปแล้ว และขณะนี้นายอุทิศมีเมียใหม่อายุ 31 ปี ซึ่งมีลูกคนแรกด้วยกัน อายุยังไม่ถึง 1 ปี

ตำรวจชุดสืบสวนติดตามไปที่บ้าน อ.เกาะจันทร์ ปรากฏว่าคนร้ายไม่เข้าบ้าน น่าจะรู้ตัวแล้วว่า ตร.รู้ตัวแล้วว่า เป็นนายอุทิศ เพราะทำมือถือหล่น และ ตร.กดดันไปยังบ้านเพื่อน บ้านญาติพี่น้อง ให้เข้ามามอบตัว ซึ่งยังไม่รู้ว่าอาวุธปืนที่คนร้ายถือมาเป็นอาวุธปืนจริงหรือปลอม หากเจอตัวแล้วทำทีต่อสู้ ตำรวจจะต้องป้องกันตัวเอง ตอนนี้ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดชลบุรี และชุดสืบสวน สภ.เมืองชลบุรี ได้เร่งติดตามคนร้ายอย่างเร่งด่วนแล้ว

ด้าน นางนาริน ไชยพยวน อายุ 32 ปี พนักงานร้านทอง เปิดเผยว่า คนร้ายเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ประมาณวันที่ 8 ธ.ค. 63 ช่วงเย็น คนร้ายทำทีมาขอดูทองที่ร้านราคาทองประมาณ 20 บาท บอกว่าจะซื้อไปเซอร์ไพรส์แฟน แต่ขอดูไว้ก่อน เพราะยังไม่มีเงินพอ ต้องรอโบนัสออกจึงจะมาซื้ออีกครั้ง ตนเองก็ไม่ได้สงสัยหรือเอะใจ เพราะลักษณะท่าทางคนร้ายค่อนข้างนิ่ง และไม่มีพิรุธ

ต่อมาวันที่ 22 ธ.ค. 63 คนร้ายกลับมาที่ร้านอีกครั้งช่วงเวลาประมาณ 18.40 น. และมาถามหาตนเองกับพนักงานคนอื่น ๆ เพราะเคยดูทองกับตนเองไว้ ต่อมาคนร้ายจึงขอดูทอง 10 บาท ประมาณ 2 เส้น กับพนักงานคนอื่น ๆ และมีการยกถาดวางทองของที่ร้านไปให้คนร้ายดู คนร้ายก็อ้างว่าจะซื้อไปเซอร์ไพรส์แฟน จากนั้น คนร้ายใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปทองและคุยโทรศัพท์ มีท่าทีปกติ ช่วงเวลาดังกล่าวมีลูกค้าจำนวนมาก คนร้ายจึงตัดสินใจยังไม่ลงมือก่อเหตุ

แล้วคนร้ายกลับมาอีกครั้ง เวลาประมาณ 19.00 น. เริ่มแสดงท่าทีมีพิรุธ บอกกับตนเองว่าขอให้คิดราคาทองทั้งหมดที่ดูเอาไว้ ทำท่าลองสวมสร้อยคอ แล้วหยิบอาวุธปืนขึ้นมาจากกระเป๋าสะพาย ขึ้นลำปืนทำท่าจะยิง ตนเองยอมรับว่าอึ้งมาก ถึงกับช็อกไปชั่วขณะ ก่อนที่คนร้ายจะนำกำไลทองคำหนัก 5 บาทที่วางอยู่บนตู้โชว์ไปอีก 2 เส้น วิ่งหลบหนีไป

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้ภาพจากกล้องวงจรปิด ช่วงเกิดเหตุ ขณะที่คนร้ายทำทีเป็นขอดูทอง และสวมใส่บนคอ 2 เส้นก่อนที่จะหยิบปืนออกมาขู่ และหยิบกำไลทองคำบนตู้โชว์สินค้าไปอีกสองเส้น วิ่งหลบหนีไป พลเมืองดีวิ่งตามเพื่อที่จะจับตัวคนร้าย แต่คนร้ายหยิบอาวุธปืนออกมาขู่ ทำให้มีพลเมืองดีต้องหลบออกมา

นายต๋อง (นามสมมติ) พลเมืองดี เปิดเผยว่า ตนเองทำงานที่ห้างช่วงที่เกิดเหตุ ได้ยินพนักงานร้านทองร้องขอความช่วยเหลือว่าถูกโจรชิงทอง ตนเองและเพื่อนรวม 4 คน เห็นคนร้ายวิ่งหนีไปทางบันไดเลื่อนจึงรีบวิ่งตามไป ไม่ได้สังเกตว่าคนร้ายมีปืน แต่เท่าที่สังเกตคนร้ายสามารถวิ่งได้ตามปกติ ไม่ทราบว่าขาเป๋ จากนั้น เมื่อตนวิ่งตามไปจนถึงหัวบันไดเลื่อน คนร้ายควักปืนออกมาแล้วชี้ปลายกระบอกมาหาทุกคนที่วิ่งตามไป ตนเองจึงวิ่งหลบทันที

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ สภ.เมืองชลบุรี นายนุกูล ศรีไสยา อายุ 38 ปี นำหลักฐานภาพที่เพจเฟซบุ๊ก และเว็บไซต์นำภาพที่เจ้าตัวใส่หน้ากากอนามัยเดินเข้าประตูห้างไปแชร์ต่อ หลังจากที่เป็นพลเมืองดีวิ่งตามเข้าไปช่วยตามจับคนร้ายที่ใช้ปืนจี้ชิงสร้อยทอง แต่ตามไม่ทัน จึงเดินกลับเข้าประตูห้าง

แต่ปรากฏว่ามีบางเพจเฟซบุ๊กเอาภาพไปลงคู่กับคนร้าย ทำให้ครอบครัวญาติพี่น้องทั้งในและต่างจังหวัด ทำให้ตนเสียหาย จึงเดินทางนำหลักฐานเข้ามาแจ้งลงบันทึกไว้ที่ สภ.เมืองชลบุรี เพื่อเอาผิดในข้อหาความผิดหมิ่นประมาททางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และลงข้อความอันเป็นเท็จ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here