ที่นี่ สหรัฐอเมริกา วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม

0
13

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ แถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 23 มีนาคมโดยทั้งสองได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และความสำคัญของการใช้ นโยบายทางการเงินและการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พาวเวลล์ ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างมากโดยได้แรงหนุนจากการที่สภาคองเกรสและ Fed ต่างก็ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระนั้นก็ตาม เศรษฐกิจยังคงอยู่ห่างไกลจากคำว่า “ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์”” อัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 6.2% ซึ่งสะท้อนถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังคงอ่อนแอมากกว่าที่คาด
เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลัง แสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐและแผนกระตุ้นของรัฐบาลเพื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 คาดว่าเศรษฐกิจจะมีการขยายตัวและมีการจ้างงานเต็มศักยภาพในปีหน้า(2022) โดยได้ปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเร็ว ๆนี้

ปัญหาของสังคมอเมริกันกำลังเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นจากการระบาดของไวรัส และอื่นๆที่ทำให้คนตกงานมาก  the National Commission on COVID-19 และ Criminal Justice เปิดเผยผลการศึกษาใน 34 เมืองของสหรัฐในปี 2020พบว่าคดีฆาตกรรมเพิ่ม 30 % เมื่อเทียบกับปี 2019 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1,268 ราย (นับว่าเพิ่มมากที่สุดตั้งแต่ปี 1968 ที่การฆาตกรรมเพิ่ม 12.7 % ) เมื่อดูไปที่เมืองใหญ่ 3 เมืองคือ New York, L.A. และ Chicago  ก็ไม่แตกต่างไปจากเมืองเล็กที่อัตราการฆาตกรรมสูงพอๆกันเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์
นิวยอร์กไทมส์รายงานเพิ่มเติมว่าอัตราการฆาตกรรมในปี 2021 ยังคงเพิ่มตามมา โดยรายงานจากตัวเลขของ  the F.B.I.มีข้อมูลที่แตกต่างไปพบว่าการฆาตกรรมเพิ่ม 25% ในปี 2020 หมายความว่ามีการฆาตกรรมผ่าน 20,000 รายนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1995
รายงานพบว่าการขโมยตามบ้านเรือนลด 24 % การขโมยที่มาจากยาเสพติดลด 30%.ขณะที่การขโมยรถยนต์เพิ่ม 13%.
สาเหตุที่เกิดเหตุเพิ่มขึ้นประเมิน ได้ว่า “น่าจะมีความเครียดต่างๆของการระบาดจากไวรัส,การขายปืนที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงวิกฤตและความเชื่อมั่นน้อยลงในตำรวจโดยเฉพาะการสังหาร จอร์จ ฟลอยด์แสดงถึงความโหดร้ายของตำรวจ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเหตุใดอาชญากรรมจึงเพิ่มขึ้นและลดลง แต่ความยากจนและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจดูเหมือนจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ

เพียง 2 วันหลังจากมือปืนบุกยิงคนตาย 10 คนที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเมืองโบลเดอร์ รัฐโคโลรา ตำรวจก็จับกุม Rico Marley อายุ 22 ปีที่ the Publix grocery store เมืองแอตแลนต้าเวลา 13.30 น.ของวันที่ 24 มีนาคม  พบว่าเขาสวมเสื้อเกราะกันกระสุนมีอาวุธปืนยาว,ปืนสั้นและปืนพก 4 กระบอกพร้อมกระสุนอีกจำนวนมาก  ก่อนถูกจับกุมเขาเข้าไปในห้องน้ำของร้าน มีคนเห็นจึงรีบแจ้งตำรวจมาจับกุมได้โดยไม่มีเหตุยิงเกิดขึ้น

องค์กรธุรกิจ 3 แห่งเสนอไปยัง CEO ของบริษัทในสหรัฐอเมริกาให้ช่วยออกคำเตือนหรือกล่าวกับพนักงานเรื่อง hate crimes ที่กระทำต่อ Asian Americans ทั้ง 3 องค์กรประกอบด้วย the Asian American Business Development Center (AABDC), U.S. Black Chambers และ the U.S. Hispanic Chamber of Commerce องค์กรเชื่อว่า CEO ของบริษัทต่างๆมีอิทธิพลในการเป็นผู้นำทางความคิด
the 2021 Edelman Trust Barometer พบว่า 86% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองหาซีอีโอเพื่อเป็นผู้นำในประเด็นต่างๆเช่นผลกระทบของ COVID-19, การตกงานและปัญหาอื่น ๆ ,การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติ จดหมายฉบับนี้ยังเรียกร้องให้นายจ้างทุกคนสร้างความเท่าเทียมกันทางเชื้อชาติและเลิก hate crime ต่อชนกลุ่มน้อยทั้งหมดถือเป็นวาระสำคัญซึ่งสามารถทำได้ผ่านการพูดคุยและจัด “การประชุมรับฟังความคิดเห็น” กับพนักงานของตน ซึ่งจะช่วยได้

คนเอเชียถูกทำร้ายหนัก Jung Kim วัย 59 ปี สตรีชาวเกาหลีเปิดร้านขายอุปกรณ์เสริมความงามของสตรีที่ Harris County รัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 17 มีนาคม มีสตรีผิวดำ 5 คนเข้ามาในร้านเธอพร้อมกับทำลายวิกผมที่ตั้งแสดงเพื่อจำหน่ายในร้านก่อนที่จะออกจากร้านไป  แต่มี 2 คนกลับเข้ามาทำลายในร้านเพิ่มเติม มีอยู่คนที่ทำร้ายด้วยการชก จุง คิม สตรีตัวเล็กๆถึง 8 ครั้งเพราะดูจากกล้องวงจรปิดของร้านพร้อมกับใช้วาจาผรุสวาท  ใบหน้าของเธออาบเลือด จมูกแตก ต้องผ่าตัด ลูกชายของเธอ Sun Jung Lee ก็ถูกทำร้ายที่บริเวณใบหน้า ขณะเข้าไปช่วยแม่ สตรีผิวดำที่เข้ามาทำร้ายระบุว่า “คนเอเชียไม่ควรจะเข้ามาขายของในตลาดคนดำ” ภายหลัง 2 คนถูกจับกุมทราบชื่อว่า Keaundra Young และ Daquiesha Williams ทั้งสองต้องถูกดำเนินคดี

สำนักข่าวเอพีและรอยเตอร์รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 มีนาคมว่า เจ้าชายแฮร์รี่ รัชทายาทลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์วินด์เซอร์ของอังกฤษ เข้าทำงานกับบริษัทเบทเทอร์อัพ (BetterUp) บริษัทให้บริการคำปรึกษา เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตของบุคลากรในองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ มีสำนักงานใหญ่อยู่เมืองซานฟรานซิสโก โดยจะรับตำแหน่งประธานคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลกระทบ หรือ ซีไอโอ (Chief Impact Officer) คนแรกของบริษัท

อเล็กซี โรบิโช ซีอีโอ บริษัทเบทเทอร์อัพ กล่าวว่า ดยุคแห่งซัสเซกส์มีความเหมาะสมกับตำแหน่งงานของบริษัท เนื่องจากทรงเป็นแรงบันดาลใจ และส่งผลกระทบต่อความคิดของประชาชนเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น พระองค์ยังเป็นผู้ก่อตั้ง อินวิคตัส เกมส์ การแข่งขันกีฬาทหารผ่านศึก รวมทั้งพิการหรือบาดเจ็บ จากการปฏิบัติหน้าที่ และก่อตั้งเซนเทเบล องค์กรการกุศลในแอฟริกา สนับสนุนเด็กและเยาวชนที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี
เจ้าชายแฮร์รี่จะเข้าทำงานที่สำนักงานใหญ่ ในเมืองซานฟรานซิสโก โดยจะมีหน้าที่หลักช่วยส่งเสริมงานด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาบุคลากร และเป็นตัวแทนบริษัทในงานกิจกรรมหรือการกุศลข้างนอก อย่างไรก็ตาม บริษัทปฏิเสธที่จะเปิดเผยวันเวลาการทำงานของเจ้าชาย รวมทั้งเงินเดือนค่าตอบแทน
บริษัทเบทเทอร์อัพ ก่อตั้งเมื่อปี 2013 ให้บริการที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต แก่องค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานรัฐ ใน 66 ประเทศ ด้วยภาษาต่างๆ 49 ภาษา โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญในสังกัดประมาณ 2,000 คน บริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นลูกค้ารวมถึง เชฟรอน สแนป อิงค์ และเอทีแอนด์ที เป็นต้น

อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัทเทสลา ประกาศผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่า “คุณสามารถใช้ บิตคอยน์ ซื้อ รถยนต์ของเทสลา ได้แล้ว” ข้อเสนอดังกล่าวใช้กับลูกค้าในสหรัฐอเมริกาก่อน หลังจากนั้น ลูกค้าที่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐจะสามารถใช้บิตคอยน์ซื้อรถยนต์ของเทสลาได้ภายในปี 2021   โดยซีอีโอของเทสลายังไม่ได้ระบุชัดเจนว่า จะเป็นลูกค้าในประเทศใดบ้าง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here