เปิดตัว 10 ดีพเทคสตาร์ทอัพ เติมเต็มระบบนิเวศธุรกิจในอีอีซี ด้วยเทคโนโลยีจากคนตัวเล็ก

0
31

สตาร์ทอัพ ในความคิดและการนิยามของใครหลายคน มักหมายถึงผู้ประกอบธุรกิจที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ เป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีทุนหนาแต่มีความทุ่งหวังอย่างแรงกล้าที่จะเห็นธุรกิจของตนเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการนำเสนอสินค้าและบริการที่โดนใจผู้บริโภคหรือความต้องการของตลาด โดยเครื่องมือสำคัญของเหล่านักรบสตาร์ทอัพเหล่านี้ คือ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่จะสร้างความแตกต่างและความน่าสนใจให้กับสินค้าและบริการนั้นๆ ซึ่งในยุคนี้ เทคโนโลยีทั่วไปธรรมดาอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้สินค้าและบริการเป็นที่สนใจของตลาดปัจจุบัน สตาร์ทอัพยุคนี้จึงต้อง “อัพเลเวล” ด้วยการเป็น ดีพเทคสตาร์ทอัพ ที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกมาสร้างสรรค์สินค้าที่แปลกใหม่กันแล้ว

ยิ่งในปัจจุบัน เรามีพื้นที่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับประเทศอย่าง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งมีสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศทางการทำธุรกิจที่พร้อมให้เหล่า ดีพเทคสตาร์ทอัพ มาบุกเบิก ก็ยิ่งถือว่าเป็นปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้สตาร์ทอัพทุกด้านประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงร่วมกับองค์กรพันธมิตรเปิดตัว “โครงการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” (EEC) โดยมีกิจกรรมบ่มเพาะสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึก หรือ NIA Deep Tech Incubation Program@EEC เพื่อสร้างโอกาสให้ ดีพเทคสตาร์ทอัพ ได้พัฒนาทักษะและศักยภาพ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อต่อยอดสู่การขยายธุรกิจในพื้นที่ EEC

ดีพเทคสตาร์ทอัพ
โดย พื้นที่ EEC นับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเอื้อต่อการทำงานร่วมกันกับองค์กรพันธมิตรในพื้นที่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรรมและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาใหม่ๆ เชื่อมโยงเครือข่ายเข้าร่วมเป็นดำเนินทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP) ได้

ทั้งนี้ โครงการนี้ได้มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงลึก ในกลุ่ม ARI-Tech 3 ด้าน ได้แก่ หนึ่ง Artificial Intelligent (AI) สอง Robotics และ สาม Immersive IoT โดยร่วมดำเนินงานกับ 12 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น เกษตร อาหาร การขนส่ง ที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมตอบสนองความต้องการของพื้นที่ในหลากหลายอุตสาหกรรมเป้าหมายของ EEC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการของ NIA นี้ เปิดรับสมัคร สตาร์ทอัพ สาย Deep tech เข้าร่วมรับโอกาสดีๆนี้มาตั้งแต่ไตรมาศที่ 2 ของปี 2564 จนกระทั่งมาในวันนี้ ทางคณะกรรมการผู้พิจารณาโครงการ NIA Deep Tech Incubation Program@EEC ได้ประกาศ 10 ทีม ดีพเทคสตาร์ทอัพดาวรุ่ง ที่จะมาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ในพื้นที่ EEC แล้ว จะมีใครกันบ้าง รู้ได้จากบทความนี้เลย


ดีพเทคสตาร์ทอัพ จิ๊กซอว์ที่มาเติมเต็มการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC ให้ก้าวไปอีกขั้น

ก่อนจะไปอัปเดตรายชื่อของ 10 ดีพเทคสตาร์ทอัพ ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมบ่มเพาะในโครงการดีๆของ NIA มีข้อมูลทางสถิติและมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาสตาร์ทอัพสาย Deep Tech จาก พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (เอ็นไอเอ) มาบอกกันก่อน

“เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เปรียบเหมือน sandbox รองรับกลุ่มสตาร์ทอัพที่จะนำเทคโนโลยีและแนวคิดการแก้ไขปัญหามาตอบสนองความต้องการของพื้นที่ตลอดห่วงโซ่อุปทานของหลากหลายอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

PPPU
“ด้วยความเชื่อมั่นนี้ ในปี 2564 NIA จึงได้เริ่มดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพใน EEC ด้วย “กิจกรรมบ่มเพาะสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึก(ดีพเทค) หรือ NIA Deep Tech Incubation Program@EEC” ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อสร้างโอกาสให้ดีพเทคสตาร์ทอัพ”
“โครงการนี้มุ่งตอบโจทย์การใช้ศักยภาพเชิงพื้นที่เชื่อมโยงการทำงาน เพื่อนำเสนอและทดสอบผลิตภัณฑ์ ที่เน้นไปที่กลุ่ม ARITech ดีพเทคสตาร์ทอัพ ได้แก่
  • เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ได้สร้างมูลค่าทั่วโลกแล้วถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ และในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์
  • หุ่นยนต์ ในปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในอีก 5 ปีจะมีมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์
  • เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนสําหรับบุคคล (Immersive IoT) ในปัจจุบันมีมูลค่าหลักพันล้านดอลลาร์ ในอีก 5 ปี จะขึ้นไปถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์

“โดยมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีบทบาทมากในกลุ่มบริการและการท่องเที่ยว รวมแล้วในอีก 5 ปีข้างหน้าเทคโนโลยี 3 กลุ่มนี้จะมีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ทีเดียว”

“และปัจจุบันไทยต้องซื้อเทคโนโลยีทั้ง 3 กลุ่มนี้ปีละกว่า 1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 1% ของจีดีพี คาดว่าภายใน 3 ปี จะเห็นผู้ที่จะเข้ามาเป็นดีพเทคสตาร์ทอัพกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

“เพื่อเตรียมการณ์ให้พร้อมรับโอกาสนี้ เราจึงต้องสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมที่เอื้อต่อการเติบโตของวิสาหกิจเริ่มต้นในพื้นที่ EEC และตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างตรงจุดที่สุด”


เปิดลิสต์ 10 สตาร์ทอัพสาย Deep tech พร้อมเติมเต็มความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC

ล่าสุด NIA ได้ประกาศผลคัดเลือก ดีพเทคสตาร์ทอัพ 3 กลุ่ม ในพื้นที่ อีอีซี เพื่อพัฒนาแล้ว 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีเอไอ รองลงมาเป็นหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนสําหรับบุคคล

สำหรับ ดีพเทคสตาร์ทอัพทั้ง 10 ราย แบ่งเป็นด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และจัดการข้อมูล ได้แก่

  • 1. ZEEN การใช้ AI ในการตรวจจับวัตถุเพื่อทำนายวัตถุที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ
  • 2. Crest Kernel DeepEyes ระบบรักษาความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีการประมวลผลภาพจากกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์
  • 3. Verily Vision ระบบประตูอัตโนมัติสำหรับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์
  • 4. AltoTech Energy Edge : แพลตฟอร์มการประหยัดพลังงานอัตโนมัติสำหรับงานโรงแรมและอาคาร
  • 5. AUTOPAIR การบริหารจัดการด้านอะไหล่ยานยนต์ โดยใช้ Big Data หรือ Data Analytics
  • 6. Move Max แพลตฟอร์มบริหารงานกิจกรรมการขนส่งผ่านระบบออนไลน์แบบเรียลไทม์
ส่วนด้านหุ่นยนต์ และ Immersive IoT คือ
  • 7. GENSURV รถฟอร์คลิฟท์ไร้คนขับ นำทางด้วยเลเซอร์ สำหรับการขนย้ายพาเลตในคลังและสายการผลิตด้านเทคโนโลยีเสมือนจริง
  • 8. Blue Ocean Technology ระบบ Simulation ที่สามารถสร้างประสบการณ์เสมือนจริงที่ใกล้เคียงกับการฝึกอบรมจริงที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการฝึกซ้อมด้านไอโอที
  • 9. ENRES IoT และ AI platformสำหรับการบริการจัดการพลังงานเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย
  • 10. IFRA-Machine เครื่องมือที่ช่วยวิศวกรในโรงงานเก็บข้อมูลจากเครื่องจักรและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง

EEC

จับคู่ต่อยอดทางธุรกิจ กับบริษัทพันธมิตรชั้นนำใน EEC ส่ง Deep tech startup ให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น

และเพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ดีพเทคสตาร์ทอัพใน EEC โครงการนี้ยังได้สร้างความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรชั้นนำใน EEC โดยร่วมเป็นที่ปรึกษาทางด้านธุรกิจผ่านประสบการณ์และมุมมอง เพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาร่วมแก้ปัญหาและต่อยอดทางธุรกิจ ตั้งเป้าที่จะพัฒนาศักยภาพสตาร์ทอัพให้มีความพร้อมและสามารถขยายธุรกิจในต่างประเทศต่อไป

โดยในขณะนี้มีบริษัทพันธมิตรเข้าร่วมแล้ว 7 ราย ได้แก่ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยซัมมิท ฮาร์เนส จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบริษัท ปตท.

“ดีพเทคสตาร์ทอัพทั้ง 10 ราย จะมีเอกชนรายใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นโมเดลสำคัญที่ต้องมีตลาด และข้อมูลเชิงลึกเข้ามาสนับสนุน ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ก็จะเติบโตมาเป็นแค่บริษัททำวิจัยเท่านั้น”

อย่างไรก็ดี แม้ว่าประเทศไทยจะมีสตาร์ทอัพไอเดียสร้างสรรค์มากมาย แต่ก็ยังมีอุปสรรคอยู่หลายด้าน โดยล่าสุด สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมสตาร์ทอัพให้กับ ใน 2 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่

ยกเลิกการกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทที่ต้องเป็นคนไทยมากกว่า 51% จึงจะได้รับการส่งเสริมจากรัฐอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการเงินและอื่นๆ โดยควรกำหนดเพียงเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในไทยและส่งเสริมสตาร์ทอัพออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะตลาดในไทยมีมูลค่าจำกัดหากไม่ออกไปต่างประเทศได้ ก็จะก้าวไปเป็นยูนิคอร์น (มีมูลค่าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์)

ที่มา : www.Salika.co

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here