สถานการณ์รอบโลก วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม

0
12

เวียดนามต้อนรับรมว.กลาโหมสหรัฐ-เผยกมลา แฮร์ริส จะเยือนเร็วๆนี้

ประธานาธิบดีเวียดนาม เหงียน ซวน ฟุก ต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลอยด์ ออสติน ในวันพฤหัสบดีที่ 29 ก.ค.ที่ทำเนียบประธานาธิบดี พร้อมกล่าวว่ากำลังรอต้อนรับรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ คามาลา แฮร์ริส ที่จะเดินทางเยือนเวียดนาม “เร็ว ๆ นี้”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อเมริกันที่เดินทางไปเวียดนามร่วมกับคณะของรัฐมนตรีออสตินมิได้ยืนยันกำหนดการดังกล่าว และขอให้ VOA สอบถามไปทางทำเนียบขาวโดยตรง

รัฐมนตรีลอยด์ ออสติน ถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของคณะรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน คนแรกที่เดินทางเยือนเวียดนาม ในขณะที่เวียดนามกำลังรับมือการระบาดของโคโรนาไวรัสระลอกใหม่

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้เสนอกระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับเวียดนามท่ามกลางการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ ซึ่งเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่กล่าวอ้างกรรมสิทธิ์บางส่วนในน่านน้ำบริเวณนี้เช่นกัน

ผู้แทนของสองประเทศยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการช่วยเหลือเวียดนามเพื่อค้นหาและระบุตัวตนของชาวเวียดนามที่ถูกสังหารหรือสูญหายในช่วงสงครามเวียดนาม โดยภารกิจค้นหานี้จะได้รับการสนับสนุนจากฐานข้อมูลที่สร้างโดยมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด และมหาวิทยาลัยเท็กซัส เทค

เมื่อไม่กี่วันก่อน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จัดส่งวัคซีนโควิดจากบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) จำนวน 3 ล้านโดสให้แก่เวียดนาม และทำให้จำนวนวัคซีนที่เวียดนามได้รับจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านโดสแล้ว

ไบเดนประกาศแผนกระตุ้นฉีดวัคซีน ทุ่มเงินจูงใจกว่า 3 พันล้านบาท

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน อัดฉีดเงินจูงใจมูลค่ารวม 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,289 ล้านบาท เพื่อให้คนอเมริกันเร่งเข้ารับการฉีดวัคซีน ท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสหรัฐที่พุ่งสูงขึ้นจนเป็นอันดับหนึ่งของโลกอีกครั้ง

เงินดังกล่าวจะได้รับการจัดสรรจากกองทุนบรรเทาโรคระบาดมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์สำหรับรัฐบาลระดับรัฐและระดับท้องถิ่น เป็นส่วนหนึ่งของแผน American Rescue Plan ที่ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสเมื่อต้นปีนี้ โดยมลรัฐจะจัดการจ่ายให้ผู้มาฉีดวัคซีนรายละ 100 ดอลลาร์

ไบเดนยังประกาศกฎคุมเข้มเกี่ยวกับวัคซีนต้านโควิด-19 ใหม่ต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง (Federal Employee)ซึ่งถือเป็นลูกจ้างกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศที่มีอยู่ราว 2 ล้านคน ว่า ทุกคนต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ไม่เช่นนั้นก็จะถูกจับตรวจหาเชื้อโควิดและต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย 

ทำเนียบขาวหวังว่ากฎระเบียบที่นำมาใช้กับลูกจ้างของรัฐบาลกลางจะเป็นตัวอย่างสำหรับลูกจ้างอื่นทั่วประเทศ โดยไบเดนยังออกมาพูดถึงทฤษฎีที่แพร่หลายในกลุ่มอนุรักษนิยมว่า วัคซีนไม่ปลอดภัย โดยเขาย้ำว่าเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวกับวัคซีนไม่ใช่เรื่องการเมือง

จากข้อมูลทางการของสหรัฐ ขณะนี้มีชาวสหรัฐไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่ได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดส และเกือบ 70% ที่ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส ขณะที่ผลศึกษาเมื่อเดือนก่อนชี้ให้เห็นว่า 99% ของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 คือกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้เข้ารับวัคซีน

 วอชิงตันสั่งคนที่อยู่ในอาคาร สวมหน้ากากอนามัย

นางมูเรียล บาวเซอร์ นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดีซี ออกคำสั่งให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ภายในอาคารอีกครั้ง แม้จะได้รับการฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม เนื่องจากยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

ประชาชนในกรุงวอชิงตัน ดีซี ที่มีอายุเกิน 2 ปี จะต้องสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะเมื่ออยู่ภายในอาคารอีกครั้ง โดยไม่คำนึงถึงสถานะการฉีดวัคซีน และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 05:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม

ลาควนดร้า เนสบิตต์ ผู้อำนวยการกระทรวงสาธารณสุขประจำวอชิงตันเปิดเผยว่า พบอัตราผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้น 5 เท่าในเดือนกรกฎาคม

 อัตราผู้ติดเชื้อดังกล่าวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอายุ 5-14 ปี และในกลุ่มผู้ใหญ่วัย 20-34 ปี พร้อมเสริมว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวนมากมีความเชื่อมโยงกับการเดินทาง การไปรับประทานอาหารนอกบ้าน และกิจกรรมทางสังคมเป็นกลุ่ม

วัคซีนไฟเซอร์ล็อตแรก 1.5 ล้านโดสสหรัฐบริจาคให้ถึงไทยแล้ว

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก U.S.Embassy Bangkok ระบุ ถึงการส่งมอบวัคซีนไฟเซอร์ล็อตแรกจำนวน 1.5 ล้านโดสที่รัฐบาลสหรัฐมอบให้แก่ไทยไปเป็นที่เรียบร้อย หลังจากวัคซีนล็อตดังกล่าวถูกส่งมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเวลา 04.30 น.ที่ผ่านมาด้วยสายการบิน AeroLogic โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนรัฐบาลรับมอบว่า

สหรัฐฯเพิ่งจะมอบวัคซีนโควิด- 19 ของไฟเซอร์ จำนวน 1.5 ล้านโดส ให้กับประเทศไทย โดยเป็นส่วนหนึ่งของคำสัญญาที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ให้ไว้ว่าจะช่วยเหลือเพื่อน หุ้นส่วน และพันธมิตรของเราในการต่อสู้กับโรคระบาดใหญ่ในทั่วโลกนี้

ไมเคิล ฮีท อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ยืนยันว่าสหรัฐจะส่งวัคซีนมาให้อีก 1 ล้านโดส แน่นอนแต่ตัวเขาไม่ทราบว่าจะเป็นวัคซีนยี่ห้อใด 

นายกฯโปรตุเกสประกาศเตรียมยกเลิกมาตรการโควิด คืนเสรีภาพเต็มร้อยให้กับประชาชน

(วันที่ 29 ก.ค.) อันโตนิโอ คอสตา นายกรัฐมนตรีโปรตุเกส ประกาศว่า รัฐบาลกำลังเตรียมผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันโควิด-19 เพื่อนำไปสู่ “เสรีภาพเต็มที่” เมื่อประชาชนได้รับวัคซีนครบโดสกันที่ 70% ของกลุ่มเป้าหมายอายุ 16 ปีขึ้นไป ในช่วงปลายฤดูร้อนนี้ หรือในอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้า

ผู้นำโปรตุเกส กล่าวว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่โปรตุเกสจะได้ก้าวไปอีกขั้น และรัฐบาลกำลังพยายามให้เศรษฐกินกลับมาเดินหน้าต่ออีกครั้งแบบค่อยเป็นค่อยไป ขนานไปกับตัวเลขการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน โดยรัฐบาลได้กำหนดแผนผ่อนคลายมาตรการ 3 เฟสในช่วง 3 เดือนข้างหน้า

กระทรวงสาธารณสุขโปรตุเกสเปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้มีประชาชนได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว 5.4 ล้านราย หรือคิดเป็น 52% ของจำนวนประชากรกลุ่มเป้าหมาย คาดว่าจะถึง 70% ในอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้าและครบตามเป้าหมาย 85% ในเดือน ต.ค.นี้

ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เริ่มลดลงต่อเนื่องตั้ เมื่อวันที่ 29 ก.ค.มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียง 3,000 ราย อัตราการติดเชื้อต่อประชากร 100,000 คนลดลงมาอยู่ที่ 428 คนในช่วง 14 วันที่ผ่านมา

เมียนมาคุมขังนักข่าวมากที่สุดในโลก

เมื่อ 28 ก.ค. รายงานของคณะกรรมการคุ้มครองสื่อ (ซีพีเจ) เปิดเยผยว่า นับแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารวันที่ 1 ก.พ. ทำให้มีผู้สื่อข่าวถูกกักขังแล้วจนถึงขณะนี้ไม่น้อยกว่า 32 คน ทั้งด้วยข้อหาอ้างว่ารายงานข่าวเป็นเท็จหรือไม่ถูกตั้งข้อหาใด ถือว่าตลอดช่วงระยะเวลาเพียง 6 เดือน ทำให้เมียนมาจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่จับขังผู้สื่อข่าวมากที่สุดในโลก

ขณะที่สมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง (เอเอพีพี) องค์กรไม่แสวงผลกำไร เผยว่า นับแต่เกิดการรัฐประหารที่มีผู้ชุมนุมออกมาประท้วง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 900 ราย และอีก 5,400 คนถูกจับกุม ตั้งข้อหาซึ่งรวมถึงผู้สื่อข่าวหลายสิบคน

สหรัฐ-จีนอัดกันเรื่องการคุกคามสื่อ

นายเน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่29 ก.ค.ว่า”สหรัฐกังวลอย่างยิ่งกับการสอดแนม ข่มขู่ คุกคามผู้สื่อข่าวสหรัฐและผู้สื่อข่าวต่างชาติอื่นๆ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ที่กำลังเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ รวมถึงผู้สื่อข่าวต่างชาติที่กำลังรายงานข่าวน้ำท่วมใหญ่ครั้งล่าสุดในมณฑลเหอหนานที่สร้างความเสียหายหนักและคร่าชีวิตประชาชน

รัฐบาลจีนอ้างว่ายินดีต้อนรับและสนับสนุนการทำงานของสื่อต่างชาติ แต่การกระทำบอกเล่าเรื่องราวแตกต่างกันออกไป

ถ้อยแถลงของนายไพรซ์เกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากรัฐบาลปักกิ่งกล่าวหาบีบีซีรายงาน “เฟคนิวส์” เรื่องน้ำท่วมใหญ่ที่มณฑลเหอหนานเมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมระบุว่า ผู้สื่อข่าวของตนถูกอาฆาตมาดร้าย ผ่านทางออนไลน์ ขณะที่ผู้สื่อข่าวภาคสนามจากสำนักอื่นถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง

นายเจ้า หลี่เจี้ยน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน เรียกบีบีซีว่า “บริษัทกระจายเฟคนิวส์” ที่โจมตีและป้ายสีจีน ผิดมาตรฐานวารสารศาสตร์อย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ บีบีซีรายงานข่าวน้ำท่วมเมืองเจิ้งโจวเมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 14 คน ผู้โดยสารกว่า 500 คนติดอยู่ในระบบรถใต้ดินที่ถูกน้ำท่วมในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ด้านลบต่อจีน

ปัญหาขาดชิพยืดเยื้อถึงปี 2565 กระทบการผลิตรถยนต์ถึงอิเล็กทรอนิกส์

ข้อมูลจาก World Semiconductor Trade Statistics เปิดผยว่า เมื่อปีที่แล้วตลาดอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกมีมูลค่าถึง 440,300 ล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้นเกือบ 50% จากช่วง10 ปีก่อนหน้านี้

มีความเป็นไปได้ที่การขาดแคลนชิพที่กำลังเป็นปัญหาต่ออุตสาหกรรมรถยนต์และการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกจะยืดเยื้อถึงปีหน้า โดยที่บริษัทแอ๊ปเปิ้ลคาดการณ์ว่าการขาดแคลนชิพกำลังส่งผลกระทบถึงกระบวนการผลิตไอโฟน

ตั้งแต่ต้นปีมานี้ เกิดปัญหาสภาพอากาศหนาวจัดจนทำให้กระแสไฟฟ้าในหลายพื้นที่ทั่วรัฐเท็กซัสถูกตัดขาด โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์หลายแห่งในรัฐกลายเป็นอัมพาต ต่อมาเกิดเหตุไฟไหม้ที่โรงงานผลิตนากาของบริษัทเรเนซาส์ อิเล็กทรอนิกส์ในญี่ปุ่น ทำให้ระบบห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้รับผลกระทบระลอกใหม่

แม้ว่าตอนนี้บรรดาโรงงานผลิตที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆที่กล่าวมาจะฟื้นตัวดีขึ้นเป็นส่วนใหญ่แต่ความหวังที่ว่าการผลิตชิพจะกลับมามีปริมาณปกติภายในปลายปีนี้ดูจะเลือนลางมากขึ้น ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

อิสราเอลใช้ ระบบ Green Pass  ก่อนเข้าร้านอาหาร ,ใช้พื้นที่สาธารณะ และร่วมกิจกรรมต่างๆ

(30 ก.ค.)กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอล ประกาศนำระบบกรีนพาส (Green Pass) เพื่อแสดงหลักฐานฉีดวัคซีนโควิด-19 กลับมาใช้ใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ท่ามกลางยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น

ภายใต้ระบบกรีนพาส ผู้ที่มีอายุมากกว่า 12 ปีขึ้นไปจะต้องแสดงเอกสารหลักฐานรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 ก่อนเข้าใช้สถานที่หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 100 คนขึ้นไป รวมถึงโรงยิม ร้านอาหาร สถานที่ประชุม สถานที่ท่องเที่ยว โบสถ์ชาวยิว สุเหร่า และโบสถ์คริสต์

ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนจะต้องแสดงผลทดสอบโควิด-19 เป็นลบ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมข้างต้น แต่จะยกเว้นมาตรการดังกล่าวให้กับผู้ที่หายป่วยจากโรคโควิด-19 แล้ว

ประชากรของอิสราเอล 62% จากทั้งสิ้น 9.3 ล้านคนในประเทศได้รับการฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส และมีประชากรราว 57% ได้รับวัคซีนครบทั้ง 2 โดสแล้ว ซึ่งอิสราเอลใช้วัคซีนจากไฟเซอร์เป็นหลัก

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here