สถานการณ์รอบโลก วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน

0
6

ไทย-กัมพูชา กระชับความร่วมมือดิจิทัล เดินหน้าธุรกิจอีคอมเมิร์ซ 

กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ และศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ ร่วมมือสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย ได้จัดการสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “การเชื่อมโยงโอกาสทางดิจิทัล ระหว่างไทย – กัมพูชา” (Connecting Digital Opportunities between Thailand and Cambodia) เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเติบโตอย่างครอบคลุม และการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังยุคโควิด-19

นางสาวอาจารี ศรีรัตนบัลล์ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กล่าวย้ำความสำคัญของความร่วมมือในการก้าวสู่ยุคดิจิทัลไปด้วยกัน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและประชาชน โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งผู้ประกอบการรุ่นใหม่

ในการสัมมนาครั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอให้มีการจัดทำความตกลงทวิภาคีด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ระหว่างไทย กับกัมพูชา

ขณะที่ผู้ร่วมสัมมนา เห็นพ้องว่า ไทย และกัมพูชา ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และโลจิสติกส์ รวมถึงระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์และการจัดเก็บภาษีธุรกิจดิจิทัล ตลอดจนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงทางไซเบอร์

ภาคเอกชนต่างเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ซึ่งเกิดจากปัจจัยเกื้อหนุน ได้แก่ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ทางเลือกในการชำระเงินที่มากขึ้น และบริการขนส่งสินค้า

อย่างไรก็ตาม ผลการสัมมนาและข้อเสนอแนะข้างต้นจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (JC) ไทย – กัมพูชา ครั้งต่อไปในช่วงปลายปี 2564

ฝรั่งเศสเรียกทูตสหรัฐ-ออสเตรเลียกลับประเทศเพราะ AUKUS

นายฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยอง รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศสเปิดเผยแถลงการณ์ในวันศุกร์ที่17 ก.ย.ว่า ฝรั่งเศสได้ตัดสินใจเรียกเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสหรัฐและออสเตรเลียกลับประเทศ หลังจากออสเตรเลียยกเลิกสัญญาซื้อเรือดำน้ำของฝรั่งเศส และหันไปซื้อเรือดำน้ำของสหรัฐแทน

นายเลอ ดริยองระบุในแถลงการณ์ว่า “ผมได้ตัดสินใจทันทีที่จะเรียกเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสหรัฐและออสเตรเลียกลับประเทศ ตามที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสเรียกร้อง โดยการตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลมาจากการประกาศของออสเตรเลียและสหรัฐเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา”

สื่อของฝรั่งเศสรายงานว่า นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสที่ทำการตัดสินใจเรียกทูตสหรัฐและออสเตรเลียกลับประเทศ

นายเคลมองต์ โบน รมว.ต่างประเทศฝ่ายกิจการยุโรปเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสไม่สามารถไว้วางใจออสเตรเลียในการเจรจาการค้าที่ดำเนินอยู่กับสหภาพยุโรป (EU) หลังออสเตรเลีย, สหราชอาณาจักร และสหรัฐเปิดเผยข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงใหม่ที่เรียกว่า AUKUS (Australia-UK-US) เมื่อวันพุธที่ 15 กันยายน

ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงไตรภาคีดังกล่าว สหรัฐและอังกฤษจะส่งมอบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้กับออสเตรเลีย (8ลำ)ขณะที่ย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 นั้น ออสเตรเลียได้ลงนามในสัญญาเพื่อซื้อเรือดำน้ำพลังงานเชื้อเพลิงดีเซลและไฟฟ้า 12 ลำจากฝรั่งเศส

ไต้หวันแถลงสนับสนุน AUKUS

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. กระทรวงต่างประเทศไต้หวัน ออกแถลงการณ์ ขอแสดงความขอบคุณจากการสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐฯและออสเตรเลีย พร้อมจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆที่มีแนวคิดร่วมในการสร้างที่ยืนแก่ไต้หวันในเวทีประชาคมโลก พิทักษ์ประชาธิปไตยและคุณค่าร่วมกัน พร้อมรักษากฎระเบียบสากลและสันติภาพ ความมั่นคงและความมั่นคงของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คำประกาศของไต้หวันมีขึ้น 1 วัน หลังรัฐบาลสหรัฐฯ อังกฤษ และออสเตรเลีย บรรลุข้อตกลง “ออคัส” (AUKUS) ยกระดับความร่วมมือสามประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แบ่งปันข่าวกรอง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์แก่ออสเตรเลีย ที่จะทำให้ออสเตรเลียกลายเป็นประเทศที่ 7 ของโลก ที่ครอบครองอาวุธดังกล่าว พร้อมเปิดช่องให้ออสเตรเลียได้รับสิทธิในการจัดซื้อขีปนาวุธจากสหรัฐฯและอังกฤษ

ฝรั่งเศสเผยถูกแทงข้างหลังสั่งยกเลิกงานเลี้ยง

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง โดยนายแอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้แจงว่าฝรั่งเศส เป็นหุ้นส่วนที่สำคัญ และเราทำงานกันใกล้ชิดอย่างมาก ภายหลังที่นายฌอง อีฟ เลอ ดรียง นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส กล่าวโจมตีว่า การลงนามข้อตกลงออคัสถือเป็นการแทงข้างหลังอย่างร้ายกาจ ไม่ต่างกับสมัยนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมสั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสหรัฐอเมริกา ยกเลิกงานเลี้ยงฉลองความสัมพันธ์ฝรั่งเศส-สหรัฐฯ เพราะข้อตกลงออคัสจะทำให้โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจากฝรั่งเศส 12 ลำ มูลค่า 66,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 2.19 ล้านล้านบาท ถูกยกเลิกไป

จีนเตือนออคัสคือจุดเริ่มพัฒนาเรือดำน้ำนิวเคลียร์

เช่นเดียวกัน ส.ส.ในสภาอังกฤษ ก็ต่างตั้งคำถามว่านายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะทำเช่นไร หากถูกลากไปทำสงครามกับจีน ซึ่งนายกฯอังกฤษก็ปฏิเสธที่จะให้คำมั่นว่า สงครามกับจีนจะไม่เกิด ส่วนประเทศจีนก็แสดงท่าทีไม่พอใจ ต่อข้อตกลงร่วมมือสามฝ่าย โดยโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนระบุว่า เป็นข้อตกลงที่มาจากแนวคิดในยุคสงครามเย็น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ระหว่างประเทศ ตามด้วยนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่กล่าวต่อมาว่า อำนาจต่างชาติไม่ควรได้รับอนุญาตให้มาแทรกแซงกิจการภายใน อนาคตและการพัฒนาประเทศควรขึ้นอยู่กับคนในชาติของเราเอง ขณะที่สื่อรัฐบาลจีนโกลบอล ไทมส์ รายงานว่า ข้อตกลงออกัสเป็นจุดสตาร์ตของการแข่งขันพัฒนาเรือดำน้ำนิวเคลียร์ พร้อมเตือนว่า มีแนวโน้มที่ทหารออสเตรเลียจะตายเป็นคนแรก หากถูกกองทัพจีนตอบโต้.

จีนหนุนเงินหยวนเป็นสกุลเงินสากล

ธนาคารกลางจีน (PBOC) เตรียมขยายการใช้สกุลเงินหยวนในการชำระเงินข้ามพรมแดนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามที่รัฐบาลจีนต้องการผลักดันให้เงินหยวนได้รับการยอมรับในระดับสากล

รายงานที่แบงก์ชาติจีนเปิดเผยวันที่ 18 ก.ย.ว่า การลงนามในความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งจะส่งเสริมการค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะช่วยเพิ่มโอกาสในการใช้สกุลเงินหยวนในกิจกรรมทางการค้าและการลงทุนให้มากยิ่งขึ้น

ข้อมูลในรายงานยังระบุว่า จีนจะขยายขอบเขตการใช้สกุลเงินหยวนในธุรกิจอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศให้มากขึ้น โดยต่อยอดจากการชำระเงินสินค้าโภคภัณฑ์ในสกุลเงินหยวน ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสนับสนุนให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินสากล จีนจะแสวงหาทางเลือกอื่นๆ เพิ่มเติมในด้านการลงทุนและการจัดหาแหล่งเงินทุนในสกุลเงินหยวน ยกระดับความร่วมมือด้านการชำระเงินในสกุลเงินหยวนกับประเทศอื่นๆ ตลอดจนปรับปรุงระบบโครงสร้างในการชำระและหักบัญชีเป็นสกุลเงินหยวน

UN เตือน แผนลดโลกร้อนกำลังไปผิดทาง จี้ทุกชาติรีบหั่นก๊าซเรือนกระจก

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติหลายคนได้วิเคราะห์แผนรับมือปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ของรัฐบาลมากกว่า 100 ประเทศ และได้ข้อสรุปว่า กำลังไปผิดทาง

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งออกมายืนยันว่า เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของภาวะโลกร้อน ทั่วโลกจำเป็นต้องตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 45% ของระดับปัจจุบัน ภายในปี 2030( 2573) แต่ผลการวิเคราะห์ใหม่กลับพบว่า ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงเวลาดังกล่าวกลับเพิ่มขึ้นถึง 16%

หมายความว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นจากยุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 2.7 องศาเซลเซียส ไกลกว่าขีดจำกัดที่ทั่วโลกขีดเอาไว้ที่ 1.5 องศาฯมาก “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึง 16% นั่นเป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก” นางแพทริเซีย เอสปิโนซา หัวหน้าผู้แทนเจรจาด้านสภาพอากาศขององค์การสหประชาชาติกล่าว

ทั้งนี้ การเปิดเผยล่าสุดสะท้อนให้เห็นขนาดของความท้าทายที่นานาชาติต้องเผชิญที่การประชุมสุดยอดด้านภูมิอากาศครั้งที่ 26 (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์ในอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้า โดยภายใต้ความตกลงปารีส ชาติที่เข้าร่วมต้องอัปเดตแผนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของประเทศทุกๆ 5 ปี

ผลการศึกษาโดยองค์กรอิสระด้านแผนสภาพอากาศ ‘Climate Action Tracker’ พบว่า มีไม่กี่ประเทศเท่านั้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้ง 20 (G20) รวมทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ที่เพิ่มเป้าหมายการตัดลดก๊าซเรือนกระจก ขณะที่จีน, อินเดีย, ซาอุดีอาระเบีย และตุรกี ซึ่งมีอัตราปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมถึง 33% ของปริมาณทั้งหมด ยังไม่ได้ยื่นแผนอัปเดต ด้าน บราซิล, เม็กซิโก และรัสเซีย ยังมีแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้น

ผู้นำสำคัญหลายประเทศไม่ร่วมประชุม climate forum กับโจ ไบเดน

ผู้นำที่สำคัญของโลกจำนวนหนึ่งไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับสภาพอากาศในเช้าวันศุกร์ที่ 17 กันยายนกับประธานาธิบดีโจ ไบเดนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แห่งจีน และนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ซึ่งเป็นตัวแทนของทั้งสองประเทศที่ชุมชนวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นหัวใจหลักในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม the Major Economies Forum on Energy and Climate ผู้นำทั้งจีนและอินเดียร่วมในฟอรัมแรกที่จัดโดยทำเนียบขาว

ประธานาธิบดีฝรั่งเศส นายเอ็มมานูเอล มาครง, นายกรัฐมนตรีเยอรมนี อังเกลา แมร์เคิล และประมุขแห่งรัฐอื่นๆ ของยุโรป ก็ไม่ได้เข้าร่วมเช่นกัน แม้ว่าชาร์ลส์ มิเชล ประธานสภายุโรปและประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยนจะเป็นตัวแทนจากทวีปนี้

ผู้เข้าร่วมที่เหลือตามเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ได้แก่ ประธานาธิบดีอัลแบร์โต เฟอร์นันเดซ แห่งอาร์เจนตินา นายกรัฐมนตรีชีค ฮาซินาแห่งบังกลาเทศ ประธานาธิบดีโจโก วิโดโดแห่งอินโดนีเซีย ประธานาธิบดีมุน แจอิน แห่งเกาหลีใต้ ประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์แห่งเม็กซิโก นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน แห่งสหราชอาณาจักร และ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ  รัฐมนตรีต่างประเทศแอนโทนี บลิงเคน และผู้แทนประธานาธิบดีพิเศษด้านสภาพอากาศ จอห์น เคอร์รี  พูดในนามของสหรัฐอเมริกา

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยว่าแม้ว่า Xi, Merkel และ Modi จะไม่เข้าร่วมในการประชุมระดับประธานาธิบดี แต่ตัวแทนจากจีน เยอรมนี อินเดีย และรัสเซียเข้าร่วม  ในการประชุมระดับรัฐมนตรีหลังจาก  Biden กล่าวในพิธีเปิด คนที่ทำหน้าที่ต่อคือ John Kerry

มีผู้ตั้งข้อสังเกตุว่าเป็นไปได้ที่เกิดความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐ/ออสเตรเลียและฝรั่งเศสกับสหภาพยุโรปกรณี AUKUS

เนเธอร์แลนด์ยึดโคเคนได้ล็อตใหญ่ มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท

วันที่ 17 กันยายน สำนักงานอัยการของเนเธอแลนด์เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ทำการจับยึดโคเคนน้ำหนัก 4,022 กิโลกรัม มูลค่าราว 301 ล้านยูโร (11,749 ล้านบาท) ได้ที่ท่าเรือรอตเทอร์ดามของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งนับเป็นการยึดยาเสพติดล็อตใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ

ยาเสพติดที่แอบนำเข้ามาถูกพบเมื่อคืนวันที่ 16 กันยายน อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here