สถานการณ์รอบโลก วันพุธที่ 22 กันยายน

0
7

ไบเดนวอนขอเอกภาพ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างชาติพันธมิตร

( 21 กันยายน) ในการขึ้นกล่าวถ้อยแถลงครั้งแรกต่อที่ประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์ก นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เรียกร้องความเป็นเอกภาพและความร่วมมือจากนานาประเทศ ท่ามกลางทศวรรษแห่งความขัดแย้งในโลก

การออกมาร้องขอเอกภาพของผู้นำสหรัฐมีขึ้นขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับชาติพันธมิตรพุ่งสูงในหลายประเด็น ตั้งแต่การที่สหรัฐถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน ไปจนถึงการเผชิญหน้าทางการทูตกับฝรั่งเศสเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงออคุส ( AUKUS)  ที่นำโดยสหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลีย ทำให้เกิดการล้มดีลซื้อเรือดำน้ำจากฝรั่งเศสตามมา

โจ ไบเดน ยืนยันว่าเขาไม่ได้แสวงหาสงครามเย็นครั้งใหม่กับจีน และเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน เนื่องจากโลกจะต้องเร่งจัดการกับปัญหาสำคัญตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“เราเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของการดำเนินการทางการทูตอย่างไม่ย่อท้อ ที่จะใช้อำนาจของเราในการให้ความช่วยเหลือและพัฒนา เพื่อลงทุนในวิธีใหม่ที่จะยกระดับผู้คนทั่วโลกขึ้น” ไบเดนกล่าว

ผู้นำสหรัฐยังสัญญาที่จะให้การสนับสนุนทางการเงินต่อชาติยากจนในการเปลี่ยนแปลงไปใช้พลังงานสะอาด และความพยายามในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เป็น 11.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ดอนประชุมสหประชาชาติ-นายกฯเตรียมร่วม 25 กันยายน

 (21 กันยายน 2564) นายดอน ปรมัติวินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เข้าร่วมพิธีเปิดการอภิปรายทั่วไป การประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 76 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก การสร้างแรงความยืดหยุ่นด้วยความหวัง เพื่อฟื้นตัวจากโควิด-19 สร้างกลับคืนขึ้นมาใหม่อย่างยั่งยืน ตอบสนองความต้องการของดาวโลก เคารพสิทธิของประชาชนและเสริมพลังสหประชาชาติ โดยได้รับฟังการอภิปรายของประธานาธิบดีบราซิล ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงทักทายกับผู้นำและรัฐมนตรีรายท่าน

ในส่วนของไทย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีพลเอกประพยุทธ์ จันทร์โอชา กำหนดกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศ ผ่านระบบการประชุมทางไกลในวันที่ 25 กันยายน เวลาประมาณ 14.15 น. . (หรือเวลา 01.15  น. ตามเวลาในประเทศไทย)

ดอนคุยกับรัฐมนตรี 4 ประเทศ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าต่างประเทศ 4ประเทศ ดังนี้

นางมาริส เพย์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย ทั้งสองยินดีกับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีพลวัต ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19รวมทั้งแลกเปลี่ยนความเห็นประเด็นในภูมิภาคและประเด็นระหว่างประเทศ

ร. อับดุลละฏีฟ บิน รอชิด อัซซัย รัฐมนตรีต่างประเทศบาห์เรน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องส่งเสริมความร่วมมือที่มีใกล้ชิด มีพลวัต รวมทั้งจัดตั้งกลไกเพื่อติดตามโครงการที่สองประเทศดำเนินร่วมกัน โดยนายดอนได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศบาห์เรนเยือนประเทศไทยอีกด้วย และพร้อมสนับสนุนการเป็นประธานกรอบความร่วมมือเอเชีย Asia Cooperation Dialogue (ACD) ของบาห์เรนในปี พ.ศ. 2564-2565 โดยเห็นพ้องในการผลักดันประเด็นความมั่นคงทางสุขภาพ

นายบุ่ย แทงห์ เซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามแจ้งการให้ความช่วยเหลือของไทยในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งย้ำแสดงความพร้อมในการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 5

นายเปเตอร์ ซิยาร์โท รมว.กต.และการค้าฮังการี แสวงหาความร่วมมือทางสาธารณสุขการจัดหาวัคซีนโควิด-19 และอุปกรณ์ทางการแพทย์จากฮังการี และขอให้ฮังการีสนับสนุนการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) Thai-EU โดยส่งเสริมการส่งออกยางพาราเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตยางรถยนต์และเชิญชวนมาลงทุนในโครงการ EEC ในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญ

(ที่มา: กระทรวงการต่างประเทศ)

ผู้นำ ‘จีน-สหรัฐ’ ประกาศคำมั่น ร่วมแก้โลกร้อน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐ และประธานาธิบดีจีน-สี จิ้นผิง  ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ 2 อันดับต้นของโลกประกาศคำมั่นสัญญาที่จะช่วยในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ในระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ สมัยที่ 76

ประธานาธิบดีสีกล่าวว่า จีนจะไม่ให้เงินสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศอีกต่อไป พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาที่จะเพิ่มความพยายามในการช่วยโลกรับมือกับวิกฤตโลกร้อน และจะช่วยสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการพัฒนาพลังงานสีเขียวและพลังงานคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้คำประกาศที่จะไม่สนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศของผู้นำจีน ถือเป็นการยุติการสนับสนุนการใช้พลังงานที่ทำให้เกิดความสกปรก และส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดลง

ผลวิจัยชี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารในเอเชียจ่อทะลุ 8 ล้านล้านดอลล์ในปี 2573(2030)

รายงาน Asia Food Challenge Report ประจำปี 2564 ที่จัดทำโดย PwC, โรโบแบงก์ และเทมาเส็ก ระบุว่า ผู้บริโภคชาวเอเชียจะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารมากขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2573 ซึ่งจะทำให้มีโอกาสอย่างมากที่บรรดานักลงทุนจะนำเสนอตัวเลือกด้านอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีความยั่งยืนมากขึ้น

รายงานชี้ว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารในเอเชียจะเพิ่มขึ้นแตะระดับมากกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในต้นทศวรรษหน้า จากเดิมที่ระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2562 จะทำให้ทวีปเอเชียเป็นตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ตัวเลขดังกล่าวมาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภค 3,600 คนในประเทศเอเชียแปซิฟิก 12 ประเทศ รวมถึงการพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงในภาคอุตสาหกรรมอาหาร และการวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทอาหารและเครื่องดื่มกว่า 3,000 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

 ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนใส่ใจสุขภาพและมีความรู้ด้านดิจิทัล ประกอบกับจำนวนประชากรในเอเชียที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่า ภายในปี 2030 ทวีปเอเชียจะมีประชากร 4.5 พันล้านคน และมีชนชั้นกลางคิดเป็น 65% ของโลก

ธนาคาร ADB  ปรับลดเศรษฐกิจเอเชียลงอีก หั่นจีดีพีไทยเหลือโตเพียง 0.8 % ชี้โควิดเป็นเหตุ

เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 22 กันยายนว่า ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) เผยแพร่ผลคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียในปี 2021 นี้ว่า เศรษฐกิจโดยรวมของเอเชียคาดว่าน่าจะขยายตัวลดลงจากประมาณการก่อนหน้านี้ไปอีก หลังจากหลายประเทศในภูมิภาคยังคงประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างหนัก ในขณะที่ไม่สามารถจัดหาวัคซีนป้องกันโรคได้เพียงพอ ทำให้สัดส่วนการกระจายวัคซีนฉีดให้กับประชากรยังอยู่ในระดับต่ำ จนต้องหันมาอาศัยมาตรการเข้มงวดอย่างการล็อกดาวน์ ที่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง

เอดีบี ปรับปรุงการคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจเอเชียในปีนี้ว่า จะขยายตัวอยู่ที่ 7.1 เปอร์เซ็นต์ ลดลงจากการคาดการณ์ครั้งที่ผ่านมาในเดือนเมษายนซึ่งอยู่ที่ 7.3 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจดังกล่าวยังคงเปราะบางและมีความแตกต่างกันมากระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาค

อัตราการฉีดวัคซีนของประเทศในภูมิภาคเอเชียยังไม่สม่ำเสมอ แต่โดยรวมแล้ว จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งภูมิภาคที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันครบทั้ง 2 เข็มแล้ว ซึ่งจัดว่ายังคงล้าหลังอยู่มากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ โดยที่สหรัฐอเมริกาอัตราการกระจายฉีดวัคซีนอยู่ที่กว่า 50 เปอร์เซ็นต์และที่สหภาพยุโรป (อียู) อยู่ที่เกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดแล้ว

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเกิดการแพร่ระบาดอย่างหนัก คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.1 เปอร์เซ็นต์ ลดลงจากที่คาดไว้เดิมที่ 4.4 เปอร์เซ็นต์ โดยมีการปรับลดทั้งของ อินโดนีเซีย,มาเลเซีย, ไทย และเวียดนาม พื้นที่แปซิฟิกที่แต่เดิมคาดว่าจะขยายตัว 1.4 เปอร์เซ็นต์ ถูกปรับลดลงมาเหลือเพียง 0.6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในปีนี้

ในส่วนของประเทศไทย เอดีบี ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจลงจากการคาดการณ์ในเดือนเมษายนถึง 2.2 เปอร์เซ็นต์ ทำให้คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 0.8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นคาดว่าในปี 2022 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.9 เปอร์เซ็นต์

“เอเวอร์แกรนด์” ประกาศชำระหนี้พันธบัตรหยวนในประเทศตรงเวลา 23 กันยายนนี้

 รอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 23 กันยายนว่า เหิงต้า เรียลเอสเตท กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลักในประเทศของ กลุ่มบริษัทเอเวอร์แกรนด์ ทำหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์เสิ่นเจิ้น ระบุว่า พร้อมจะชำระอัตราดอกเบี้ย พันธบัตรเงินหยวนที่จำหน่ายภายในประเทศที่เสิ่นเจิ้น อัตราดอกเบี้ย 5.8 % ครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกันยายน 2025 ตรงตามกำหนดเวลาในวันที่ 23 กันยายนนี้

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของ รีฟินิทีฟ เดตา ระบุว่า ดอกเบี้ยพันธบัตรที่ถึงกำหนดชำระดังกล่าวมีมูลค่ารวม 232 ล้านหยวนหรือราว 35.88 ล้านดอลลาร์

การประกาศดังกล่าว มีขึ้นในขณะที่ เอเวอร์แกรนด์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีน ขยับเข้าใกล้กำหนดเวลาชำระดอกเบี้ยพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์ ที่ครบกำหนดในเดือนมีนาคม 2022 ในวันที่ 23 กันยายน เป็นเงิน 83.5 ล้านดอลลาร์ กับ ดอกเบี้ยพันธบัตรสกุลดอลลาร์ที่ครบกำหนดในเดือนมีนาคม 2024 อีก 47.5 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 29 กันยายนนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า การประกาศชำระหนี้พันธบัตรหยวนครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า เอเวอร์แกรนด์ มีขีดความสามารถในการชำระหนี้ทั้ง 2 ก้อนในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ได้แต่อย่างใด

หากเอเวอร์แกรนด์ไม่สามารถชำระหนี้ดังกล่าวได้ครบ 30 วันหลังจากนั้น ก็จะกลายเป็นการผิดนัดชำระหนี้โดยอัตโนมัติทันที

ขณะที่สำนักข่าว บลูมเบิร์ก ตั้งข้อสังเกตุว่า นอกเหนือจากที่เอเวอร์แกรนด์ต้องชำระหนี้ 2 ก้อนภายในปลายเดือนนี้แล้ว ยังมีหนี้ก้อนอื่นๆ อีกที่ต้องหาเงินมาชำระให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ รวมเป็นมูลค่าสูงถึง 669 ล้านดอลลาร์

กต.เผยสิงคโปร์ส่งวัคซีน AZ 122,400 โดสถึงไทยเสาร์ที่ 25ก.ย.นี้

นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า การแลกเปลี่ยนวัคซีน (vaccine swap) ระหว่างไทยและสิงคโปร์ ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และวัคซีนจำนวน 122,400  โดส จะมาถึงไทยในช่วงสุดสัปดาห์นี้

นายธานี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบเรื่องการรับมอบวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าจำนวน 122,400 โดสจากรัฐบาลสิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในการแลกเปลี่ยนวัคซีนระหว่างกัน เพื่อสนับสนุนการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19  ของทั้งสองประเทศ บนหลักการว่าไทยจะส่งมอบวัคซีนคืนแก่สิงคโปร์ในภายหลัง

ในโอกาสเดียวกันนี้ สิงคโปร์ยังได้มอบชุดตรวจ Antigen Rapid Test จำนวน  200,000 ชุด และก้านเก็บตัวอย่างเยื่อบุโพรงจมูก (nasopharyngeal swab) จำนวน 500,000 ชุดแก่ไทย โดยในชั้นนี้ วัคซีนและเวชภัณฑ์ทางการเเพทย์ดังกล่าว มีกำหนดขนส่งถึงไทยในวันเสาร์ที่ 25 กันยายนนี้ โดยจะมีการส่งมอบแก่ฝ่ายไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิ

เมลเบิร์นยกระดับรักษาความปลอดภัยคุมเข้มเหตุประท้วงเดือด

 ( 22 ก.ย.)สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลีย ยังคงรุนแรง โดยมียอดติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงต่อเนื่อง ขณะที่การประท้วงล็อกดาวน์ยังคงลุกลามติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ทำให้ทางการต้องสั่งยกระดับคุมเข้ม และกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่รักษาความปลอดภัย โดยมีรายงานว่ากลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันที่ศาลากลาง และเดินขบวนทำให้ตำรวจต้องกระจายกำลังเพื่อควบคุมสถานการณ์ ป้องกันเหตุประท้วงรุนแรง โดยไม่มีการเปิดเผยถึงแผนในการควบคุมฝูงชนแต่อย่างใด

 มีรายงานว่าการชุมนุมประท้วงล็อกดาวน์เมื่อวันอังคารที่ 21กันยายน มากกว่า 2,000 คน ได้สร้างความเสียหายให้แก่อาคารบ้านเรือน และมีการปิดกั้นถนน มีการปะทะกันจนมีตำรวจบาดเจ็บ 3 นาย และมีผู้ประท้วงถูกจับกุมมากกว่า 60 คน โดยชนวนเหตุการประท้วงเกิดขึ้นหลังจากมีคำสั่งให้ปิดไซต์งานก่อสร้างเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19  จนถึงขณะนี้เมืองเมลเบิร์นอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์เป็นครั้งที่ 6 แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นเมืองที่มีการล็อกดาวน์มากที่สุดของประเทศ ทางการออสเตรเลียเตรียมจะเปิดนครซิดนีย์ และเมลเบิร์น ทันทีที่สามารถฉีดวัคซีนให้ประชากรวัยผู้ใหญ่ได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะสำเร็จในเดือนหน้า ขณะที่มาตรการคุมเข้มอื่นๆ จะผ่อนคลายลงอีกเมื่อสามารถฉีดวัคซีนให้ประชากรถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดออสเตรเลียมีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 90,300 คน และมีผู้เสียชีวิตสะสม 1,186 ศพ

ซูจีขึ้นศาลคดียุยงปลุกปั่น ตัวยืนยันไม่ได้ทำผิด

นางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ถูกนำตัวขึ้นศาลอีกครั้งเมื่อวันอังคารที่21 กันยายน เพื่อสู้คดีในข้อหามากมายที่ถูกตั้งขึ้น อาจทำให้ซูจีต้องติดคุกไปนานหลายสิบปี

ทนายของซูจีเปิดเผยว่า ซูจียืนยันว่าเธอไม่ได้ทำผิดในข้อหายุยงปลุกปั่น และดูเหมือนว่าสุขภาพของซูจีจะแข็งแรงดี หลังจากที่เธอไม่ได้เข้ารับฟังการไต่สวนมาราวหนึ่งสัปดาห์เพราะไม่สบาย ทั้งนี้ประธานาธิบดีวิน มินต์ ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหายุยงปลุกปั่นด้วยเช่นกัน

ศาลเมียนมายังรับฟังข้อมูลจากอัยการเกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่า ซูจีไม่ปฏิบัติตามข้อห้ามเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งพรรคเอ็นแอลดีของเธอได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในพ.ย.2563

ในเดือนตุลาคม ซูจีจะพบกับการไต่สวนในคดีใหม่เกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่น และยังมีคดีการละเมิดกฎเกี่ยวกับความลับซึ่งเป็นกฎหมายเก่าที่ใช้มาตั้งแต่ยุคอาณานิคมที่ยังไม่ถูกนำมาไต่สวนแต่อย่างใด

จัดระเบียบคาสิโนมาเก๊า-หุ้นร่วงกระจาย

รัฐบาลมาเก๊าประกาศเมื่อวันอังคารที่ 21 กันยายนว่า จะทบทวนกฎหมายที่กำกับดูแลธุรกิจกาสิโน โดยจะใช้เวลา 45 วัน เพื่อเปิดรับฟังความเห็นในประเด็นต่างๆ รวมถึงจำนวนและระยะเวลาของใบอนุญาตประกอบกิจการ รวมถึงการแต่งตั้งตัวแทนของรัฐบาลเพื่อกำกับดูแลผู้ประกอบการ

การประกาศนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจการพนัน ที่เป็นรายได้หลักของศูนย์กลางการพนันที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้  ในช่วงที่เศรษฐกิจของมาเก๊าบอบช้ำอย่างมากจากข้อจำกัดการเดินทางในช่วงการระบาดของ โควิด-19

หุ้นของธุรกิจกาสิโนยักษ์ใหญ่ 6 รายในมาเก๊า มีมูลค่าตลาดดลงไปถึงหนึ่งในสามเมื่อวันพุธที่ 22 กันยายน หรือสูญเงินไปเกือบ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หุ้นของ Wynn Macau ดิ่งลงไป 34% ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และหุ้นของ Sands China ร่วงลงไป 28% นอกจากนี้หุ้นของ Peers MGM China, Galaxy Entertainment, SJM และ  Melco Entertainment  แต่ละรายตกลงกว่า 20%

นอกจากนี้บริษัทกาสิโนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หลายราย ก็มีมูลค่าตลาดลดลง 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันพุธ โดยหุ้นของ  Las Vegas Sands ลดลง 1.7% ต่ำที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ส่วน Wynn Resorts ดิ่งลง 8%  และ MGM Resorts International ลดลง 5%

ก่อนการประกาศของมาเก๊า นักลงทุนก็จับตาด้วยความกังวลแล้ว หลังจากรัฐบาลจีนเดินหน้าจัดระเบียบธุรกิจต่างๆ เช่น เทคโนโลยี สถาบันกวดวิชา เกม เป็นต้น และในช่วงหลายปีนี้มาเก๊าก็เพิ่มการตรวจสอบกาสิโนมากขึ้น โดยมุ่งกวาดล้างการโอนเงินผิดกฎหมาย และการปล่อยสินเชื่อโดยไม่มีการกำกับอย่างเข้มงวด

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here