ACT ระบุชัดตำรวจทุจริตอันดับหนึ่ง
นักการเมืองถ่ายทอดวิชามารให้
‘รุ่นใหม่’ โกงต่อ !

0
40

เลขาธิการ ACT แจงการทุจริตคอร์รัปชันยุครัฐบาลพรรคพลังประชารัฐสูงขึ้น แม้ว่า ‘บิ๊กตู่’ จะพยายามผลักดันมาตรการต่าง ๆ ปราบคนโกงแล้ว ขณะที่องค์กรความโปร่งใสนานาชาติ ประกาศ GCB ชี้ไทยแย่ที่สุดในเอเชีย ‘หวย’ มาออกที่ตำรวจเรียกสินบนอันดับหนึ่ง ขณะที่นักธุรกิจต่างชาติเซ็ง ถูกรีดไถทั้งจาก ตม.-แรงงาน ! หวัง ‘นักการเมืองรุ่นใหม่’ เข้ามาแก้ภาพลักษณ์กลับถูกนักการเมืองรุ่นเก่าถ่ายทอดวิชาจนกลายเป็นทายาทอสูร ยากที่จะแก้ทุจริตได้ ส่วนข้าราชการ ต้องใช้มาตรการเชือดหัวหน้าหน่วยงานด้วยจึงจะสำเร็จ !

รัฐบาล บิ๊กตู่ ที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำกำลังกลับเข้าสู่ยุคแห่งการคอร์รัปชันรุนแรงอีกหรือไม่ ? หากเราย้อนกลับไปก่อนปี 2560 จะพบว่าคนไทยมีความเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการต่อต้านคอร์รัปชันสูงมาก แต่จากข้อมูลการเผยแพร่ล่าสุดเมื่อ 10 กว่าวันที่ผ่านมา ที่นำเสนอออกมาจากองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ หรือ Transparency International (TI) ได้ประกาศมาตรวัดคอร์รัปชันโลก หรือ Global Corruption Barometer (GCB) สถานการณ์คอร์รัปชันไทยตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา พบว่าไทยแย่ที่สุดในอาเซียน

ที่สำคัญเป็นเรื่องของการจ่ายสินบน หรือการจ่ายใต้โต๊ะโดยตรง !

พร้อมกับชี้ไปว่า ‘ตำรวจ’ เป็นหน่วยงานอันดับหนึ่งที่มีปัญหา ประชาชนไม่เชื่อมั่นเลย !

ดร.มานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) : ACT ระบุว่า ในเรื่องการทุจริตที่เกิดขึ้นนั้น ยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ พยายามที่จะจัดการปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนจากประชาชน นักธุรกิจ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศแล้ว ด้วยการออกมาตรการต่าง ๆ ออกมา เพียงแต่ว่ามาตรการต่าง ๆ ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้ได้ดีพอ ทำให้ข้อมูลหลักฐานและความเชื่อมั่นของประชาชนและนักธุรกิจที่มีต่อการคอร์รัปชัน สูงขึ้นกว่าเมื่อ 3 ปีก่อน

โดยเฉพาะข้อมูลของ Global Corruption Barometer ออกมาชัดเจนในเรื่องการเรียกรับสินบนซึ่งเมื่อ 3 ปีก่อนประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในเรื่องความเชื่อมั่นในการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งคนไทยกว่า 72% มีความเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาล แต่ในปีนี้ไทยกลับแย่ที่สุดในเอเชีย พบว่า 73% มองว่ารัฐบาลทำหน้าที่ต่อต้านคอร์รัปชันไม่ดี !

“ข้อมูลที่ ACT ได้รับจากนักธุรกิจและประชาชนยอมรับว่าเจ้าหน้าที่มีการเรียกรับสินบนจากประชาชนลดน้อยลง แต่เรียกจากนักธุรกิจคนไทย คนต่างชาติ โดยเฉพาะต่างชาติที่เป็นระดับ White Collar มนุษย์เงินเดือนหรือผู้บริหาร หรือ Technician ที่เข้ามาทำงานตามโครงการต่าง ๆ กลับถูกเรียกสินบนเพิ่มมากขึ้น”

เลขาธิการ ACT ยืนยันว่า นักธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและผู้ปฏิบัติงานระดับบริหารที่เป็นคนต่างชาติ รู้กันทุกคนว่าต้องจ่ายในราคาเท่าไหร่ จึงจะทำให้สามารถทำงานในประเทศไทยได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ถ้าคนพวกนี้ไม่ยอมจ่ายจะมีปัญหาตามมามากมาย เรื่องนี้ ACT มีข้อมูลเก็บเป็นเอกสารไว้แล้ว

“15,000-20,000 ต่อหัว เป็นตัวเลขหลัก ต่างชาติกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่น ยุโรป ซึ่งเป็นระดับบริหาร เขารู้สึกไม่ดีต่อหน่วยงานไทย เพราะพวกเขาเป็นระดับบริหารยังโดนรีดไถ ต้องมาจ่ายใต้โต๊ะ ส่วนพวกแรงงานระดับล่างนั้นเจ้าหน้าที่รัฐกล้ารีดไถ เพราะรู้ว่าพวกนี้ไม่สู้”

สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องมีการจ่ายสินบนเพื่อเข้ามาทำงานในรูปแบบร่วมลงทุนในการทำการค้า การลงทุนในประเทศต้องจ่าย 2 หน่วยงานชัดเจนคือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. คือด่านแรกที่ต้องจ่ายสินบน ซึ่งวันนี้ยอมรับว่าปัญหาในการจ่ายให้ ตม. ลดน้อยลง แต่ในส่วนของกรมแรงงาน คือตัวปัญหาเยอะที่สุด

“คนทำงานต่างชาติตามสถิติ กรมแรงงานมีหลักล้านคน แต่เป็นพวก White Collar หรือ Technician ก็เป็นหลักแสนคนเหมือนกัน ซึ่งคนพวกนี้มีทั้งเข้ามาทำงานเมกะโปรเจกต์ก็มี และเข้ามาทำการค้า การลงทุน ขนส่ง การนำเข้าและส่งออก ยิ่งถ้าใครมีปัญหาเรื่องใบอนุญาตก็ต้องจ่ายกัน”

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าการทุจริตได้เกิดขึ้นในหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับรากหญ้า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนถึงรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานต่าง ๆ ในระดับกระทรวง และตำรวจก็เป็นหน่วยงานที่ถูกระบุว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันสูงมาก ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคดีบอส อยู่วิทยา และ ‘บ่อนพระราม 3’  ล้วนแต่เป็นปมตอกย้ำให้ประชาชนเชื่อมั่นการทุจริตในวงการตำรวจสูงมาก

อีกทั้งจากข้อมูลที่ได้รับมานั้นพบว่าในอดีตการเรียกรับผลประโยชน์ใต้โต๊ะจากหน่วยงานต่าง ๆ ในโครงการต่าง ๆ จะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 35 ของมูลค่าโครงการ แต่ปัจจุบันลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20%

“ถ้าเราดูจากงบจัดซื้อจัดจ้างที่ภาครัฐใช้งบประมาณรวมกันปีละประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท แต่ ป.ป.ช.ต้องทำคดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้างมากถึงร้อยละ 36.5 ของจำนวนคดีทุจริตทั้งหมดในรูปแบบอื่น รวมเป็นเงิน 2.07 แสนล้านบาท”

ดร.มานะ บอกว่า ในความเห็นส่วนตัวคอร์รัปชันไม่ได้ลดลงเลย แม้ว่ารัฐบาลและองค์กรภาคประชาชนได้พยายามผลักดัน และรัฐบาลก็มีมาตรการกฎหมายใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น แต่มาตรการดังกล่าวไม่ถูกนำไปใช้ จึงเป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้ ซึ่งนักธุรกิจรู้กันดี เรื่องของใบอนุญาตกิจการต่าง ๆ เคยจ่ายอย่างไรก็ต้องจ่ายเหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้าง

แต่ถ้าจะถามว่านักธุรกิจระดับใหญ่ของประเทศในการประมูลเมกะโปรเจกต์ต้องจ่ายสินบนอะไร อย่างไร และสูงเท่าใดนั้น ดร.มานะ ปฏิเสธที่จะตอบ แต่บอกเพียงสั้น ๆ ว่า

“เราไม่ได้รับการยืนยันนะ ว่าลงทุนเมกะโปรเจกต์ต้องจ่ายมั้ย ยังพูดไม่ได้จริง ๆ แต่เท่าที่ฟังมา จะมองในทางลบ และมีปัญหามากในระดับหน่วยงาน”

ดังนั้น โครงการเมกะโปรเจกต์ที่อยู่ในความสนใจต่าง ๆ เช่นโครงการรถไฟฟ้า การพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 โครงการกำจัดขยะ กทม. การแก้สัมปทาน Duty Free ในสนามบิน เป็นต้น จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนและ ACT ติดตามใกล้ชิดว่าจะมีการเอื้อประโยชน์กันขนาดไหน หรือมีการรักษากฎกติกาของประเทศเป็นสำคัญ

แต่ต้องไม่ลืมว่าการคอร์รัปชันจะเกิดขึ้นได้เป็นการร่วมมือของ 3 ประสาน คือ นักธุรกิจ นักการเมือง และข้าราชการ ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุด และแก้ปัญหาได้ง่ายที่สุด ก็น่าจะอยู่ที่นักธุรกิจ หากไม่ยอมจ่าย และดำเนินการทุกอย่างให้ถูกต้อง การคอร์รัปชันก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น

ประเด็นนี้ ดร.มานะ บอกว่า นักธุรกิจมีจำนวนมาก แต่ ACT ก็ยังมีความหวัง เนื่องจากนักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่พยายามยืนหยัดไม่ยอมจ่ายสินบน ซึ่งบางครั้งก็มีปัญหาตามมาเช่นกัน แต่ที่น่าหนักใจที่สุดในเวลานี้คือ ข้าราชการ และนักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิมเห็นชัดๆ คือการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณ เราจะเห็นภาพของการ ‘ตบทรัพย์’ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ใครมีโอกาสก็จะทำกันชัดเจน

“ได้ฟังพรรคการเมืองใหญ่ๆ ต้องการจะแก้ปัญหาด้วยการดึงนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ เข้าไปเป็นกรรมาธิการ แต่ก็พบปัญหาอยู่ที่ว่า เข้าไปแล้วได้ไปเรียนรู้เทคนิคการโกง จากนักการเมืองรุ่นเก่า หรือเข้าไปเป็นเครือข่ายร่วมกับนักการเมืองรุ่นเก่า ตรงนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ หรือเป็นตัวอย่างให้เห็นชัดเจนถึงการสืบทอดพฤติกรรม”

รวมไปถึงข้าราชการ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวจักรสำคัญที่ทำให้เกิดการทุจริตได้ รัฐบาลก็ต้องมีมาตรการเอาผิดกับพวกหัวหน้าหน่วยงานในระดับต่างๆ ใครก็ตามที่ถูกร้องเรียน มีหลักฐานเป็นเรื่องเป็นราว หัวหน้าต้องร่วมรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะแก้ปัญหาได้เช่นกัน

“เราเริ่มมีความหวังจากการเปลี่ยนแปลงที่หลายๆ หน่วยงาน อย่างกรมศุลกากร กรมสรรพากร เอาระบบไอทีเข้ามาใช้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงไปที่ระบบการให้บริการก่อน ในวันข้างหน้าพฤติกรรมของตัวบุคคลที่เรียกรับสินบนก็จะได้รับการแก้ไขไปด้วย การตรวจจับต่างๆ จะง่ายขึ้น ก็ต้องยอมรับความจริงกันว่าตัวบุคคลปัญหาเยอะ อุปสรรคเยอะ”

จากนี้ไปต้องติดตามว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตของหน่วยงานต่างๆ ทั้ง ส.ส. ส.ว และองค์กรภาคประชาชนอย่าง ACT จะมีมาตรการอย่างไรในการล้างภาพลักษณ์การคอร์รัปชันให้ประเทศไทยใสสะอาดได้หรือไม่ !?

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here