ขณะที่แวดวงพลังงานยังคงปูเสื่อรอทิศทางการทำคลอด “แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า” PDP2026 (เวอร์ชั่นที่เท่าไหร่นับไม่ถูก) ปี 2026-2050 ที่มีเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าให้มากกว่า 50%
โดยมุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งโซลาร์ฟาร์ม พลังงานลม และโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อน กฟผ. ทั่วประเทศ ซึ่งมีศักยภาพสูงถึง 5,000 – 10,000 เมกะวัตต์ พร้อมยกระดับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)ให้เร็วขึ้นจากปี 2065 มาเป็นปี 2050 เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานสากล
แม้ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าจะพยายามผลักดันนโยบายการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) แต่ก็ทำได้เพียงโครงการนำร่องของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ 2,000 เมกะวัตต์เท่านั้น สวนทางกับความต้องการของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ที่บางรายอาจใช้ไฟฟ้าเกิน 100 เมกะวัตต์
ล่าสุดนายกอนุทิน ในฐานะประธาน “คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) “ได้ให้นโยบายแก่กระทรวงพลังงานในการเร่งรัดแผนปฏิบัติการด้านพลังงานปี 2567-2580 (ตามแผน PDP2023เดิม) เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางในการดำเนินการด้านพลังงานของประเทศ
รวมทั้งให้กระทรวงพลังงานเร่งศึกษามาตรการในการให้เอกชนสามารถทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA) โดยเปิดให้บุคคลที่สามใช้ระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล
วันวาน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมต.กระทรวงพลังงานออกมายืนยันถึงทิศทางการขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียนของประเทศ โดยยืนยันว่ากระทรวงพลังงานมีแผนการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดโดยจะเร่งพัฒนาระบบซื้อขายไฟฟ้าสะอาด Direct PPA เปิดให้เอกชนใช้โครงข่ายสายส่ง (Third Party Access – TPA)ของ กฟผ.ในราคาเหมาะสม เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการใช้ไฟสะอาด 100% (RE100)
นอกจากนี้ยังจะผลักดันนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของประชาชนที่ประกอบด้วย 1.ทางด่วนโซลาร์เซลล์ 7 วัน รื้อระเบียบการขออนุญาตติดตั้งแผงที่ยุ่งยาก โดยเฉพาะการยกเลิกใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) สำหรับโซลาร์รูฟท็อป และปรับกระบวนการให้ 2 การไฟฟ้าคือ การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ต้องอนุมัติการติดตั้งให้จบภายใน 7 วันจากที่ใช้เวลาเนิ่นนานนับปี
รวมทั้งจะขยายโควตารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์ภาคประชาชน 2.0 โดยขยับโควตารับซื้อขึ้นทีละ 500 เมกะวัตต์ เพื่อส่งเสริมการยืมหลังคาประชาชนเป็นโรงผลิตไฟฟ้ากระจายทั่วประเทศ เป็นการลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาสูงและผันผวน
ทั้งหมดจะดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ล่าสุดที่รัฐบาลและกระทรวงพลังงานประกาศไปก่อนหน้า ที่ทุกครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยจะคิดอัตราไม่กิน 3 บาท ส่วนที่เกิน 200 หน่วยขึ้นไปจะเป็นอัตราก้าวหน้า โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีการใช้ไฟเกิน 500 หน่วยจะต้องจ่ายเกิน 5 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ภาครัฐแนะนำให้ติดตั้งโซลาร์เซลเพื่อประหยัดค่าไฟตนเอง
ทำเอาลายฝ่ายถึงกับ “ช็อกตาค้าง” ตกลงนโยบายรัฐบาลกำลังจะช่วยเหลือครัวเรือนภาคประชาชนหรืออุตสาหกรรมกันแน่ และเหตุใด”ฝันจึงตกไม่ทั่วฟ้า” เพราะโครงสร้างค่าไฟใหม่ดังงกล่าวยังจำกัดแต่เฉพาะในภาคครัวเรือน ไม่รวมถึงภาคอุตสาหกรรมและบริการ
ที่จริง หากภาครัฐจะเร่งเครื่องนโยบายพลังงานสะอาดิย่างจริงจัง ส่งเสริมการติดตั้งและใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากฟอสซิลนั้น หากจะมาตรการส่งเสริมที่กระทรวงพลังงานและรัฐทำคลอดออกไปก่อนหน้าแล้ว ยังมีแนวทางใกล้ตัวที่รัฐบาลสามารถทำได้ไม่ยาก
โดยนายกรัฐมนตรีในฐานะรมต.มหาดไทย (มท.1) เพียงแต่ “ไฟเขียว” ให้นโยบายแก่หน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.)ทุกระดับ (อบต. เทศบาล อบจ.และองค์กรพิเศษ พัทยา กรุงเทพมหานคร) เป็นฟันเฟืองหลักของการขับเคลื่อนนโยบายนี้
เอาแค่ระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาลนำร่องติดตั้งโซลาร์เซลล์ในที่ทำการ อปท.แต่ละแห่งก็มากกว่า 7,000 แห่งแล้ว (อบต. 6,745 แห่ง เทศบาล 1,129 แห่ง) ไม่รวมที่ทำการจังหวัด และอำเภออีกกว่า 900 แห่ง
เฉพาะส่วนราชการภูมิภาคและองค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศก็เฉียด 8,000 แห่งแล้ว แต่ละแห่งไม่ได้มีแค่อาคารเดียว บางแห่งมีตั้ง 2-3 อาคาร หน่วยงานส่วนภูมิภาคและอปท.เหล่านี้ใช้ไฟกันมากโขแค่ไหน เอาเป็นว่าทุกแห่งนั้นต้องใช้แอร์เปิดแอร์ทำงานกันทั้งวี่ทั้งวันนั่นแหล่ะ ค่าไฟฟ้าเดือนละ 30,000-50,000 บาทนั้นเป็นเรื่องปกติ บางแห่งเหยียบแสนบาทหร่อหลายแสนบาทต่อเดือนยังมี
แค่รัฐไฟเขียวให้อปท.แต่ละแห่งจัดทำโครงการติดตั้งโซลาร์เซล โซลาร์รูฟท็อปเพื่อประหยัดค่าไฟของหน่วยงานลง จะขนานไฟ On Grid หรือขายคืนไฟฟ้าหรือไม่ก็แล้วแต่ (กลางคืนไม่ได้ใช้ไฟฟ้าอยู่แล้ว)
จะให้หน่วยงานรัฐด้วบกันอย่าง กฟผ.หรือบริษัทเอกชนที่ได้รับมอบหมายแข่งขันกันเข้าไปเสนอราคาติดตั้งอย่างไร ก็คงเป็นเรื่องของนโยบายภาครัฐ อยู่แล้ว จะเอาแบบโปร่งใส โปร่งแสง หรืออึมครึมแบบที่ผ่านๆ มาก็ว่ากันไปตาม”บริดวก”
แต่ที่แน่ๆ จะช่วยลดค่าไฟฟ้าภาครัฐลงไปมหาศาล ปีละนับ 100 ล้าน หรือ 1,000 ล้านขึ้นไปอย่างแน่นอน!




