-เปิดความ “พิลึกพิลั่น” นโยบายพลังงานบนความล่าช้าของการจัดทำแผนผลิตไฟฟ้า PDP
– ด้านหนึ่งประกาศไล่บี้รื้อสัญญาซื้อขายไฟปลดโซ่เงินกินเปล่า Adder-Fit -ตีปี๊บไฟฟ้าสะอาด
– แต่อีกด้านกลับผุดแผนจัดหาไฟฟ้าIPPจากฟอสซิล/ก๊าซ 1.8 GW จ่อประเคน “ทุนพลังงาน”
เปิดพิมพ์เขียวแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP2026 ท่ามกลางเครื่องหมายคำถามครั้งใหญ่ หลังกรอบเวลาลากยาวมานานกว่า 3 ปี ด้านหนึ่งรัฐประกาศเร่งเครื่องพลังงานสะอาด แต่อีกด้านกลับเปิดช่องจัดหาไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 1.8 กิกะวัตต์ จนถูกตั้งข้อสังเกตว่า กำลังเดินตามเกมที่สอดรับกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานรายใหญ่แบบไร้รอยต่อ ขณะที่บทบาทของฝ่ายค้านกลับยังนิ่งสงบจนน่าหลากใจ
หลังจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ออกมาแถลงความคืบหน้าการยกร่าง “แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า PDP2026” โดยระบุว่า กำลังเดินมาถึงโค้งสุดท้ายของการปรับตัวเลขคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดทิศทางโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพลังงานไทยในอนาคต โดยยืนยันว่าทิศทางการ “เปลี่ยนผ่าน” พลังงาน ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป
หน่วยงานรัฐยอมรับว่า ยังไม่สามารถเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า และการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% จะยังไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นนี้ ดังนั้น แนวทางการเปลี่ยนผ่านจึงต้องรักษา “สมดุล” ระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนเศรษฐกิจ และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศอาจพุ่งไปถึง 71,000-77,374 เมกะวัตต์ ภายใน 25 ปีข้างหน้า จากการเติบโตของธุรกิจ AI, Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมอาจต้องเพิ่มขึ้นถึง 36% เป็น 153 กิกะวัตต์
แม้ สนพ. และคณะทำงานจะพยายามชูจุดเด่นว่า แผน PDP2026 เวอร์ชันใหม่นี้จะพลิกโฉมสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เกินร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตรวม โดยมีโครงการเรือธงอย่าง “โซลาร์ลอยน้ำ” (Floating Solar) ในเขื่อนของ กฟผ. ทั่วประเทศกว่า 10,000 เมกะวัตต์ รวมถึงการศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในช่วงปลายแผนปี 2069
ตั้งปมสังเกต: ทิศทางนโยบายเดินตามแรงกดดันเอกชน?
อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนรอยเส้นทางการยกร่างแผน PDP ที่ลากยาวมามากกว่า 3 ปี นับตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็นเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 จนนำมาสู่การปรับปรุงร่างจากปี 2023, 2024 จนถึงปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าความล่าช้าดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงพลังงานว่า ทิศทางของแผนนโยบายระดับชาติฉบับนี้ กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องการเปิดช่องให้กลุ่มทุนพลังงานเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางเพื่อรักษาผลประโยชน์ในธุรกิจเชื้อเพลิงดั้งเดิมหรือไม่?
โดยเฉพาะคำชี้แจงจากระดับบิ๊กของ สนพ. ที่ย้ำว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลไปอีกอย่างน้อย 1-2 ทศวรรษ ยิ่งทำให้นักวิเคราะห์ประเมินว่า นี่คือจังหวะก้าวสำคัญที่ทำให้โครงสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลดั้งเดิมยังคงมีเสถียรภาพในเชิงรายได้ต่อไป
เมื่อตัวเลขในกระดาษ สอดรับกับพอร์ตธุรกิจ “ทุนใหญ่”
สิ่งสะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือปฏิกิริยาจากตลาดทุน สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ได้ออกรายงานวิเคราะห์ทิศทางธุรกิจพลังงานที่จะได้รับอานิสงส์จากร่างแผน PDP2026 โดยระบุว่า หากมีการจัดสรรกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่สูงถึง 88 กิกะวัตต์ และมีสัดส่วนของโรงไฟฟ้าหลัก (Conventional) ถึง 18 กิกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดสรรให้แก่โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) นั้น กลุ่มบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการประมูลรอบใหม่นี้
ขณะที่นโยบายการเปิดซื้อขายไฟฟ้าเสรี (Direct PPA) เฟสแรกจำนวน 2,000 เมกะวัตต์ รองรับกระแสลงทุนกลุ่ม Hyperscaler เหล่านักลงทุนต่างมองว่า ทั้ง GULF, BGRIM (บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และ WHAUP (บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)) ล้วนเป็นกลุ่มทุนที่มีศักยภาพสูงในการรองรับเค้กก้อนใหญ่นี้ จนส่งผลให้ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น GULF ขึ้นไปถึง 78 บาท/หุ้น
ไม่เพียงแต่โครงสร้างไฟฟ้าระดับมหภาค แม้กระทั่งโครงการโซลาร์ภาคประชาชน (Solar PV Rooftop) รอบใหม่ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อรับซื้อไฟ 500 เมกะวัตต์ ก็ยังส่งแรงบวกไปยังหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดอย่าง GUNKUL (บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)) ซึ่งมีแบรนด์ “GRoof” รองรับตลาดนี้อยู่แล้ว
และที่น่าสนใจคือ GULF เองก็ได้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับกันกุลในนาม “กัลฟ์ กันกุล คอร์เปอเรชั่น” เพื่อรุกตลาดพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะ ดังนั้น ไม่ว่านโยบายจะขยับไปทางพลังงานสะอาดหรือฟอสซิล เม็ดเงินและการเติบโตก็ดูเหมือนจะถูกจัดสรรเข้าสู่พอร์ตของกลุ่มทุนใหญ่เหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญ
ความเชื่อมโยงที่สอดรับกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ยเช่นนี้ จึงเป็นประเด็นแหลมคมที่สังคมกำลังจับตามอง และน่าตั้งคำถามอย่างยิ่งว่า เหตุใดกลไกการตรวจสอบของฝ่ายค้านในสภาฯ ถึงยังไม่มีการขยับขับเคลื่อนเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของแผนพลังงานชาติฉบับนี้อย่างที่ควรจะเป็น!




