วันศุกร์, พฤศจิกายน 6, 2026

PDP 2026 ทำไมไหลเข้าทาง “เจ้าสัวพลังงาน” ฝ่ายค้านไม่เอะใจอะไรบ้างหรือ?

-เปิดความ “พิลึกพิลั่น” นโยบายพลังงานบนความล่าช้าของการจัดทำแผนผลิตไฟฟ้า PDP
– ด้านหนึ่งประกาศไล่บี้รื้อสัญญาซื้อขายไฟปลดโซ่เงินกินเปล่า Adder-Fit -ตีปี๊บไฟฟ้าสะอาด
– แต่อีกด้านกลับผุดแผนจัดหาไฟฟ้าIPPจากฟอสซิล/ก๊าซ 1.8 GW จ่อประเคน “ทุนพลังงาน”

เปิดพิมพ์เขียวแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP2026 ท่ามกลางเครื่องหมายคำถามครั้งใหญ่ หลังกรอบเวลาลากยาวมานานกว่า 3 ปี ด้านหนึ่งรัฐประกาศเร่งเครื่องพลังงานสะอาด แต่อีกด้านกลับเปิดช่องจัดหาไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 1.8 กิกะวัตต์ จนถูกตั้งข้อสังเกตว่า กำลังเดินตามเกมที่สอดรับกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานรายใหญ่แบบไร้รอยต่อ ขณะที่บทบาทของฝ่ายค้านกลับยังนิ่งสงบจนน่าหลากใจ

หลังจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ออกมาแถลงความคืบหน้าการยกร่าง “แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า PDP2026” โดยระบุว่า กำลังเดินมาถึงโค้งสุดท้ายของการปรับตัวเลขคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดทิศทางโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพลังงานไทยในอนาคต โดยยืนยันว่าทิศทางการ “เปลี่ยนผ่าน” พลังงาน ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

หน่วยงานรัฐยอมรับว่า ยังไม่สามารถเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า และการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% จะยังไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นนี้ ดังนั้น แนวทางการเปลี่ยนผ่านจึงต้องรักษา “สมดุล” ระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนเศรษฐกิจ และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศอาจพุ่งไปถึง 71,000-77,374 เมกะวัตต์ ภายใน 25 ปีข้างหน้า จากการเติบโตของธุรกิจ AI, Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมอาจต้องเพิ่มขึ้นถึง 36% เป็น 153 กิกะวัตต์

แม้ สนพ. และคณะทำงานจะพยายามชูจุดเด่นว่า แผน PDP2026 เวอร์ชันใหม่นี้จะพลิกโฉมสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เกินร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตรวม โดยมีโครงการเรือธงอย่าง “โซลาร์ลอยน้ำ” (Floating Solar) ในเขื่อนของ กฟผ. ทั่วประเทศกว่า 10,000 เมกะวัตต์ รวมถึงการศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในช่วงปลายแผนปี 2069

ตั้งปมสังเกต: ทิศทางนโยบายเดินตามแรงกดดันเอกชน?

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนรอยเส้นทางการยกร่างแผน PDP ที่ลากยาวมามากกว่า 3 ปี นับตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็นเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 จนนำมาสู่การปรับปรุงร่างจากปี 2023, 2024 จนถึงปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าความล่าช้าดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงพลังงานว่า ทิศทางของแผนนโยบายระดับชาติฉบับนี้ กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องการเปิดช่องให้กลุ่มทุนพลังงานเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางเพื่อรักษาผลประโยชน์ในธุรกิจเชื้อเพลิงดั้งเดิมหรือไม่?

โดยเฉพาะคำชี้แจงจากระดับบิ๊กของ สนพ. ที่ย้ำว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลไปอีกอย่างน้อย 1-2 ทศวรรษ ยิ่งทำให้นักวิเคราะห์ประเมินว่า นี่คือจังหวะก้าวสำคัญที่ทำให้โครงสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลดั้งเดิมยังคงมีเสถียรภาพในเชิงรายได้ต่อไป

เมื่อตัวเลขในกระดาษ สอดรับกับพอร์ตธุรกิจ “ทุนใหญ่”

สิ่งสะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือปฏิกิริยาจากตลาดทุน สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ได้ออกรายงานวิเคราะห์ทิศทางธุรกิจพลังงานที่จะได้รับอานิสงส์จากร่างแผน PDP2026 โดยระบุว่า หากมีการจัดสรรกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่สูงถึง 88 กิกะวัตต์ และมีสัดส่วนของโรงไฟฟ้าหลัก (Conventional) ถึง 18 กิกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดสรรให้แก่โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) นั้น กลุ่มบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการประมูลรอบใหม่นี้

ขณะที่นโยบายการเปิดซื้อขายไฟฟ้าเสรี (Direct PPA) เฟสแรกจำนวน 2,000 เมกะวัตต์ รองรับกระแสลงทุนกลุ่ม Hyperscaler เหล่านักลงทุนต่างมองว่า ทั้ง GULF, BGRIM (บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และ WHAUP (บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)) ล้วนเป็นกลุ่มทุนที่มีศักยภาพสูงในการรองรับเค้กก้อนใหญ่นี้ จนส่งผลให้ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น GULF ขึ้นไปถึง 78 บาท/หุ้น

ไม่เพียงแต่โครงสร้างไฟฟ้าระดับมหภาค แม้กระทั่งโครงการโซลาร์ภาคประชาชน (Solar PV Rooftop) รอบใหม่ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อรับซื้อไฟ 500 เมกะวัตต์ ก็ยังส่งแรงบวกไปยังหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดอย่าง GUNKUL (บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)) ซึ่งมีแบรนด์ “GRoof” รองรับตลาดนี้อยู่แล้ว

และที่น่าสนใจคือ GULF เองก็ได้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับกันกุลในนาม “กัลฟ์ กันกุล คอร์เปอเรชั่น” เพื่อรุกตลาดพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะ ดังนั้น ไม่ว่านโยบายจะขยับไปทางพลังงานสะอาดหรือฟอสซิล เม็ดเงินและการเติบโตก็ดูเหมือนจะถูกจัดสรรเข้าสู่พอร์ตของกลุ่มทุนใหญ่เหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญ

ความเชื่อมโยงที่สอดรับกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ยเช่นนี้ จึงเป็นประเด็นแหลมคมที่สังคมกำลังจับตามอง และน่าตั้งคำถามอย่างยิ่งว่า เหตุใดกลไกการตรวจสอบของฝ่ายค้านในสภาฯ ถึงยังไม่มีการขยับขับเคลื่อนเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของแผนพลังงานชาติฉบับนี้อย่างที่ควรจะเป็น!

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

3 อดีตรองนายกฯ นครสุราษฎร์ฯ ร้องผู้ว่าฯ สั่งปลดรองนายกฯ ใหม่ ชี้ขาดคุณสมบัติ-จี้ฟันนายกฯ ม.157

https://www.youtube.com/shorts/FREdtkO0iSs อดีต 3 รองนายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานีเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อขอให้ตรวจสอบและมีคำสั่งให้รองนายกเทศมนตรีคนใหม่พ้นจากตำแหน่งทันที พร้อมเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดนายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานีฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีแต่งตั้งบุคคลที่ขาดคุณสมบัติเข้าดำรงตำแหน่ง วันที่ 5 พฤศจิกายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายหัสชัย เรืองนุ้ย หรือ "รองน้อย" อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยอดีตรองนายกเทศมนตรีอีก 2 คน คือ นายศักดา สมบูรณ์ลักขณา หรือ "รองแก๊ป" และนายวิศวชิต ศรีวัชรกาญจน์ หรือ "รองเฟิร์ส" เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ เพื่อให้ตรวจสอบการแต่งตั้งนางสาวสุทธิรัตน์ แซ่โค้ว ขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานี ตามคำสั่งลงวันที่ 28 กันยายน 2569 นายหัสชัย (รองน้อย) เปิดเผยว่า “ในวันนี้ในนามผม...

ชำแหละงบ 148 ล้าน’พรุคลองควาย’ มืดสนิท-พังยับ’วัชระ’ จี้ ป.ป.ช. ฟันทุจริต

https://youtube.com/shorts/MM-qXrE6mbE?si=Fx1Fk_cHgpgJqMbN นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการปรับภูมิทัศน์พรุคลองควาย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบสภาพมืดสนิทและชำรุดหนักแม้ใช้งบเฟสแรกไปแล้ว 148 ล้านบาท พร้อมชื่นชม ส.ท. 12 คน ที่ลงมติไม่รับมอบงาน จี้ ป.ป.ช. และกรมโยธาธิการฯ เข้าตรวจสอบความโปร่งใสโดยด่วน วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 2 ที่ผ่านมา เวลา 20.00 น. นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่บริเวณพรุคลองควาย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่าบรรยากาศโดยรอบมืดสนิท ไม่มีการติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างและไม่มีห้องน้ำให้บริการประชาชน...

ขีดเส้น 7 วัน! “วัชระ” จี้ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี กวาดล้างต่างด้าวตั้งตัวเป็นเถ้าแก่แย่งอาชีพคนไทย รองผู้ว่าฯ รับลูกเร่งจัดการ

https://www.youtube.com/watch?v=Qd0wKjobnb4 อดีต สส.ประชาธิปัตย์ “วัชระ เพชรทอง” ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี แฉขบวนการต่างด้าวสวมรอยเป็นเจ้าของกิจการแย่งอาชีพคนไทยเกลื่อนเมือง ซัดมีเจ้าหน้าที่รัฐรับส่วย-หนุนหลัง ขีดเส้นตายกวาดล้างให้สิ้นซากภายใน 7 วัน ด้านรองผู้ว่าฯ และจัดหางานจังหวัดรับเรื่องพร้อมเร่งลงพื้นที่ฟันผิดทันที เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายจุมพฏ วรรณฉัตรศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียกร้องให้เร่งดำเนินการกวาดล้างจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาลักลอบแย่งอาชีพคนไทยในพื้นที่ หนังสือร้องเรียนระบุข้อเท็จจริงว่า ในพื้นที่ตลาดบ้านดอน เขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี และทุกอำเภอ มีบุคคลต่างด้าวตั้งตนเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม และประกอบอาชีพที่กฎหมายสงวนไว้สำหรับคนไทยอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยนายวัชระตั้งข้อสังเกตว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างราบรื่น เนื่องจากอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานรับสินบน หรือเกรงกลัวอิทธิพลทางการเมือง นายวัชระเรียกร้องให้จังหวัดสุราษฎร์ธานีดำเนินการกวาดล้าง จับกุม และเนรเทศบุคคลต่างด้าวที่ละเมิดกฎหมายให้ออกนอกประเทศภายใน 7 วัน พร้อมระบุเงื่อนไขว่า หากตรวจสอบพบคนต่างด้าวเช่าอาคารสถานที่ของนักการเมืองท้องถิ่น หรือมีข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองรายใดเป็นตัวการหรือให้ความช่วยเหลือ...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.