เป็นอีกความพิลึกพิลั่นของการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า PDP ของประเทศ ที่วันนี้เดินมาถึงร่างแผน PDP2026 แล้ว
แต่กลับเป็นเรื่องน่าแปลก! แทนที่ประชาชนคนใช้ไฟจะแสดงความดีใจ ยินดีปรีดากับแผนผลิตไฟฟ้าใหม่ของประเทศ แบบเดียวกับนโยบาย”ไทยช่วยไทย พลัส”ที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังทำคลอดไปก่อนหน้า
ต่งกันข้าม!ประชาชนคนใช้ไฟและเครือข่ายพลังงาน เครือข่ายภาคประชาชนกลับแสดงความกังวลและตั้ง”ข้อกังขา”กลีบไปยังกระทรวงพลังงานว่า
เนื้อแท้ของแผน PDP ที่ว่าจะไหลไปเข้าทาง “กลุ่มทุนพลังงาน”กลุ่มไหนมากกว่า หรือประชนคนใช้ไฟจะต้องแบกรับภาระค่าไฟกันมากขึ้นหรือไม่?
อะไรมันจะกลับตาลปัตรไปได้ถึงขนาดนี้?ประชาชนคนใช้ไฟจะหวังพึ่งแผน PDP ฉบับนี้ได้มากน้อยแค่ไหน?

@ตั้งแท่นรับซื้อโรงไฟฟ้า IPP บานฉ่ำ!
ที่ผ่านมาแผนผลิตไฟฟ้า PDP เดิมที่พลังงานทำคลอดออกมาไม่รู้จักกี่เวอร์ชั่นนั้น เป็นแผนแม่บทกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศ ทิศทางการผลิตไฟฟ้าของประเทศที่เป็น “รูปธรรม”ได้มากน้อยแค่ไหน?
ระหว่างทางถูกรื้อ ถูกดึงเข้ารกเข้าพงไปไหนต่อไหน ทุกฝ่ายต่างรู้กันอยู่เต็มอก
ยิ่งเมื่อ “นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์” รองผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายเละแผนพลังงาน(สนพ.) ออกมายอมรับกับสื่อก่อนหน้านี้ว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถเลิกใช้เชื้อเพลิง “ฟอสซิล”ได้ในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% จะยังไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นนี้
ดังนั้นแนวทางการ “เปลี่ยนผ่าน”จึงต้องค่อยเป็นค่อยไป โดยต้องรักษา “สมดุล”ระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนเศรษฐกิจ และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
จุดยืนและท่าทีของกระทรวงพลังงานข้างต้นก่อให้เกิดคำถาม แล้วประชาชนคนใช้ไฟจะฝากความหวังไว้กับแผนแม่บท PDPฉบับใหม่นี้ได้แค่ไหน?
เมื่อคลี่ดูไส้ในของแผนผลิตไฟฟ้าของประเทศ ที่มีการคาดการณ์ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ ที่นัยว่าอาจพุ่งไปถึง 71,000- 77,374 เมกะวัตต์ภายใน 25 ปีข้างหน้า จากความต้องการใช้ไฟฟ้าของธุรกิจ AI Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้กำลังการผลิตอาจเพิ่มขึ้นถึง 36% เป็น153 กิกะวัตต์(15,300 MW

ขณะที่สนพ.และคณะทำงานจัดทำแผนตีปี๊บแผน PDP2026 ใหม่จะพลิกโฉมสัดส่วนพลังงานสะอาด ที่ตั้งเป้าใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้เกินร้อยละ50 ของกำลังการผลิต โดยมีแผนจะปลุกป้ำ “โซลาร์ลอยน้ำ” Floating Solar ในเขื่อนกฟผ.ทั่วประเทศสูงถึง 10,000 MW และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ การเร่งไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์ชุมชนและพลังงานลม รวมทั้งการศึกษาการใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR มาใช้ในช่วงปลายแผนปี 2069
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานได้ตั้งข้อสังเกตุต่อร่างแผน PDP2026 ที่ว่านี้ โดยแสดงความกังวลและตั้งข้อกังขาว่า สนพ.และคณะกรรมการจัดทำแผนได้ “เรียนรู้อะไรบ้าง” จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งยังคงคุกรุ่นพร้อมจะปะทุออกมาทุกเมื่อ
แม้สหรัฐและอิหร่านจะเจรจาจัดทำความตกลงยุติสงครามระหว่างกันเพื่อให้แหล่งพลังงานของโลกกลับมาเปิดดำเนินการได้อีกหน แต่ความขัดแย้งระหว่าง 2มหาอำนาจรวมทั้งประเทศอื่นๆในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นไปอย่างเปราะบาง ยังคงมีความคุกรุ่นพร้อมจะปะทุขึ้นมาทุกเมื่อ

ช่วงที่ผ่านมาทุกฝ่ายได้เห็นราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากสงครามตะวันออกกลางที่ปะทุจึ้นมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งจาก 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลล์พุ่งขึ้นไปถึง 120-140 ดอลลาร์ ก่อนจะอ่อนตัวลงซื้อขายเฉลี่ยที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปัจจุบัน
ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปเคยทะยานไปร่วม 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนจะปรับตัวลงมาอยู่ที่ 140-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน
ราคาLNG ที่เคยซื้อขายกัน 3-5 ดอลล่าร์ต่อล้านBTU ก่อนเคลื่อนไหวขึ้นมา 10-12 ดอลล่าร์/ล้านBTUก็พุ่งกระฉูดไปถึง 25-30 ดอลลาร์ต่อล้านBTU ทำเอาราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกปั่นป่วนไปทั้งโลก ประเทศต่างๆรวมทั้งไทยเราต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานทั้งราคาน้ำมันและก๊าซ บางประเทศถึงขั้นต้องปิดประเทศ เพราะเศรษฐกิจพังพาบไม่มีน้ำมันและก๊าซใช้อย่าง เวเนซูลเอล่าเป็นต้น
“สิ่งเหล่านี้ถูกนำไปพิจารณาในแผนพลังงาน และแผน PDP2026 หรือไม่ ทำไมกระทรวงพลังงานจึงยังคงบรรจุแผนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้วัตถุดิบคือฟอสซิล(น้ำมัน-ก๊าซ) ไปได้ถึง 18,000 MW ราวกับว่า “ไม่ได้รู้สี่รู้แปด”ในเรื่องของวิกฤติพลังงานโลกอะไรเลย”

@ประชาชนรับกรรมค่า FTอ่วมเช่นเดิม
การที่สนพ.และพลังงานยังคงบรรจุแผนผลิตไฟฟ้าที่ต้องเดินเครื่องจากพลังงานฟอสซิลหรือโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ในแผนเช่นเดิม และน่าจะมีส่วนส่วนทัดเทียมกับการจัดหาไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนั้น
ผลที่จะตามมาในอนาคต หากรัฐและกกพ.ยังคงตั้งโต๊ะประเคน/ประมูลโรงไฟฟ้า IPP จากเอกชนรายใหญ่ ที่ต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก และต้องนำเข้าLNGจากต่างประเทศต่อไป
นั่นก็แปลว่าประชาชนคนใช้ไฟก็ต่องแบกรับภาระค่าFTไปตลอดสัญญา 25-30ปีต่อไป เผลอๆจะหนักหนาสาหัสกว่าในปัจจุบันไปไม่รู้กี่เท่าตัว
“ก็ให้แปลกใจกับนโยบายรัฐและพลังงานที่ด้านหนึ่งประกาศนโยบายจะดำเนินกานเจรจารื้อสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนในอดีตที่มีการบวกค่า Adder-FIT เอาไว้สูงลิ่วโดยอ้างว่า หากเจรจารื้อสัญญาลงได้จะช่วยลดค่า FTลงมาได้ 10-13 สตางค์ต่อหน่วย
แต่อีกด้านหนึ่งรัฐกลับ”ตั้งแท่น”ประมูลโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบอยู่ต่อไป ผ่านนโยบายรับซื้อไฟจากเอกชนรายใหญ่(IPP) ที่ “เนื้อแท้” ก็คือประเคนโครงการนับแสนล้านไปให้ “กลุ่มทุนพลังงาน”กัน 20-30 ปีผูกขาดสัญญาซื้อขายไฟ 20-40 ปีดีๆ นี่เอง

ทั้งๆ ที่ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างบ่ายหน้าไปสู่พลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทนกันหมดแล้ว โดยเฉพาะการนำเอาพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นของฟรีมาใช้
อย่างประเทศตุรกีที่บ่าสุดเพิ่งเปิดตัว โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ “กัลยอน คาราปินาร์” Kalyon Karapinar ใจกลางทะเลทรายในเขตอานาโตเลียที่กินพื้นที่กว่า 20 ตร.กม.ใช้แผงโซลาร์เซลกว่า 3.5 ล้านแผง มีกำลังผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลสูงกว่า 3,000 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี สามารถให้บริการไฟฟ้าประชาชนได้มากกว่า 2 ล้านคน
ถือเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่สุดของยุโรป และของโลก
ขณะที่ประเทศไทยที่ปราศจากข้อจำกัดการใช้โซลาร์เซลล์ที่ว่านี้ เพราะมีความเสถียรกว่าประเทศอื่นๆ แต่กระทรวงพลังงานและรัฐบาลกลับยังคงสอดใส้เอาไฟฟ้าจากก๊าซเข้ามาบรรจุอยู่ในแผนจัดหาไฟฟ้าใหม่อยู่ต่อไป ทั้งที่มีบทเรียนจากวิกฤตราคาน้ำมันและก๊าซประจักษ์อยู่ตรงหน้า

@ เครือข่ายพลีงงานยังส่ายหน้า
แม้ “นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ุ” รมต.พลังงานจะออกมาประกาศนโยบายปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศที่มีเป้าหมายให้ประชาชนได้ใช้ไฟในราค่ที่ยุติธรรม สะท้อนต้นทุนจริง ไม่ต้องถูกบังคับจ่าย”ค่าไฟทิพย์”
พร้อมยืนยันคณะทำงานปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่ตั้งขึ้น ซึ่งมีการดึงตัวแทนจากเครือข่ายภาคประชาชนเข้าร่วม จะดำเนินการเจรจารื้อสัญญาทาสโรงไฟฟ้า ที่มีการบวกค่า Adder สูงมาก ในอดีต
ทั้งจะกำหนดให้กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากอย่างกลุ่ม Data center เป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟประเภทที่ 9 ที่ต้องจ่ายไฟแพงกว่าปกติ เพราะเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟมาก ทำให้ต้องเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซผลิตที่แพงมาก
“ก็ไหน กกพ.และพลังงานบอกเป็นกลุ่มที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด รัฐ-กกพ.ต้องเร่งปั๊มไฟฟ้าสะอาด -และเร่งนโยบายซื้อขายไฟฟ้าเสรี Direct PPA
แต่ไหงกลับมาลงเอาที่ยังต้องเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าเป็นเชื้อเพลิงเป็นหลักซที่ต้องลากประชาชนเข้าไปร่วมแบกรับภาระไปด้วย แถมล่าสุดเครือข่ายภาคประชาชนยังประกาศ”ถอนตัว”ไม่เข้าร่วมสังฆกรรมกับคณะอนุกรรมการและคณะทำงานปรับโครงสร้างราคาพลังงานืี่ว่าด้วยอีก

เป็นการส่งสัญญานให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากล ของการเจรจาปรับโครงสร้างราคาพลังงานว่ามี”วาระซ่อนเร้น”หรือเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนิย่างแท้จริงหรือไม่
พร้อมข้อกังขาของประชาชนคนใช้ไฟ เหตุใดการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ PDP ในทุกเสอร์ชั่น และการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่รัฐและกระทรวงพลังงานตั้งแท่นดำเนินการอยู่เวลานี้
แทนที่ประชาชนคนใช้ไฟฟ้าจะแสดงความดีอกดีใจแบบเดียวกับนโยบาย”ไทยช่วยไทยพลัส”ที่รัฐและดระทรวงการคลังทำคลอดออกมาด่อนหน้า แต่กลับแสดงความกังวลและกังขาว่า เนื้อแท้จะไหลไปเข้าทางกลุ่มทุนพลังงานกลุ่มไหนมากกว่า ประชนคนใช้ไฟจะต้องแบกรับภาระค่าไฟกันสักกี่มากน้อย
“เรื่องแบบนี้ ฝ่ายค้านยุคนี้ไม่คิดจะล้วงลูกลงมาตรวจสอบกันหน่อยหรือ?
นี่คือนโยบายผูกปิ่นโตปล้นกระเป๋าผู้ใช้ไฟไปชั่วลูกชั่วหลานหรือไม่?
เหตุใดและทำไมแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าPDPจะแผนไหนต่อแผนไหนถึงได้ไหลไปเข้าทางกลุ่มทุนพลังงานเสียหมด แทนจะเป็นรัฐวิสาหกิจอย่าง กฟผ.หรือกฟภ.!




