พลตำรวจโทจิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พรเอมด้วย พลตำรวจตรีโสภณ สารพัฒน์ , พลตำรวจตรีสุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบช.ก. และ พลตำรวจตรีมนตรี เทศขัน ผบก.ป. แถลงข่าวจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “ขยี้มังกรเทา” สามารถจับกุมคนไทยและชาวต่างชาติ 15 ราย พร้อมยึดของกลาง จำนวน 190,000 กว่ารายการ
พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยว่า การจับกุมกางเกง Call Center ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถบุกจับกุมแก็งค์ Call Center ได้และยึดของกลางได้ประมาณ 22,830 ซิมการ์ด และอื่นๆอีกหลายชิ้น จึงทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลจนกระทั่งมีหลักฐานที่แน่ชัด จึงทำการบุกตรวจค้น 21 จุด ในจังหวัดเชียงใหม่
จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัว นางสาวจิราพรรณ อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 5692/2567 และผู้ดูแลอุปกรณ์ภายในจุดติดตั้งในที่พักอาศัย ได้ 14 ราย แบ่งเป็นชายไทย 1 ราย ชาวจีน 5 รายและชาวพม่า 8 ราย ในข้อหา “ร่วมกันทำมีใช้นำเข้านำออกหรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต” และยึดของกลางเป็น ซิมการ์ดไทย 350,000 ชิ้น , ซิมการ์ดฮ่องกง 150,000 ชิ้น และที่เหลือเป็นซิมการ์ดประเทศอื่นๆ รวมมากกว่า 5.9 แสนซิมการ์ด , เครื่อง GSM gateway หรือ simbox จำนวน 642 เครื่อง และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งในแก๊งดังกล่าวยังมีผู้ต้องหาอีก 2 รายอยู่ระหว่างติดตามจับกุมและตรวจค้นสถานที่เพิ่มเติม
จากการสอบสวนทราบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ดังกล่าวมีพฤติกรรมแบบนี้มาเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยให้ นางสาวจิราพรรณ ทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาสถานที่และนำอุปกรณ์ประเภทซิมบ๊อกเข้ามาติดตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ซิมบ๊อกในการประกอบธุรกิจสร้างบัญชีโซเชียลมีเดียปลอม ก่อนนำไปขายให้กับกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดรูปแบบต่างๆ และใช้อุปกรณ์ซิมบ๊อกส่งข้อความผ่านระบบเพื่อยืนยันตัวตนเมื่อได้รับการตอบรับกับผ่านทางโอทีพี ก่อนจะนำไปโพสขายในกลุ่มลับในราคา 1 หยวนหรือประมาณ 5 บาท ก่อนจะนำรหัสโอทรพีมาสร้างตัวตนหรือบัญชีในแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อปลอมเป็นบุคคลอื่นที่มีจริง ก่อนจะใช้อุปกรณ์ดัดแปลงสภาพประกอบกับตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของอัลกอริทึมในระบบรักษาความปลอดภัยของโซเชียลมีเดีย ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าใจว่า บัญชีดังกล่าวเป็นผู้ใช้จริง เป็นการอัพราคาไปอีกระดับหนึ่ง เพื่อให้ผู้ต้องหาสามารถจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่านำมาขายในราคาเท่าไร.