วันที่ 1 ม.ค.69 “ทนายปราบโกง” ประกาศเริ่มต้นแผนการต่อสู้ทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดเป้าหมายแรก อัยการ 9 รายซึ่งถูกประชาชนร้องเรียนกรณีผิดวินัยร้ายแรงและจริยธรรม จากการ ให้การเท็จและส่งรายชื่อเท็จต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ก่อนหน้านี้ อัยการทั้ง 9 รายได้ถูก “ลงดาบแรก” แล้ว เมื่อ ประธาน กอ.มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการอัยการ 1 ทำการสอบสวนเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว แต่ทนายปราบโกงเห็นว่า ยังไม่เพียงพอจึงเตรียมใช้ “ดาบสอง” โดยนำผู้เสียหาย 9 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาต่ออัยการทั้ง 9 รายในข้อหา ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 และ180
คดีดังกล่าวจะยื่นต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางซึ่งเป็นศาลเดียวกับที่เคยพิพากษาให้ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ 34 คนรอดพ้นจากคดีพิเศษเมื่อเดือนมีนาคม 2568 และเป็นศาลที่รับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบาทของอัยการโจทก์และการท่าเรือเป็นอย่างดี ส่วนข้อเท็จจริงสำคัญ
ในคดีใหม่นี้โจทก์ทั้ง 9 คนจะมีพยานปากสำคัญคือ “อัยการฝ่ายคดีแรงงาน” ซึ่งจะเข้าเบิกความต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯในประเด็นการท่าเรือเคยแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนรวม 384 คนพร้อมรายชื่อครบถ้วนโจทก์ทั้ง 9 คนถูกแจ้งความและตกเป็นผู้ต้องหาในคดีพิเศษแล้วตั้งแต่ปี 2560 ต่อมาเมื่อ 12 ก.ค.67 โจทก์ทั้ง 9 คนพ้นจากข้อหาแล้วหลังการท่าเรือตรวจสอบและไม่สามารถเอาผิดผู้ใดได้นอกจากคดีที่เกี่ยวข้องกับ 34 คน
การท่าเรือจึงมีหนังสือแจ้งยุติคดีพิเศษต่อ DSI อย่างเป็นทางการแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 28 พ.ย.68 อัยการคดีละเมิดทั้ง 9 รายกลับให้การเท็จและส่งรายชื่อเท็จต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อสนับสนุนคำให้การดังกล่าวการกระทำนี้มีลักษณะจงใจทุจริตประพฤติมิชอบและมีเจตนาพิเศษเพื่อให้การท่าเรือซึ่งเป็นจำเลย ชนะคดีละเมิด ซึ่ง
ผลจากการให้การเท็จและส่งรายชื่อเท็จนั้น ทำให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้หลงเชื่อว่าโจทก์ทั้ง 9 รายไม่ได้รับความเสียหายจริงแต่กุเรื่องขึ้นมาหลอกศาลเพื่อหวังเงินค่าเสียหายคนละ 4 ล้านบาท การกระทำของอัยการทั้ง 9 รายเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและใช้อำนาจหน้าที่โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ผู้อื่นได้ประโยชน์แต่ทำให้ประชาชนผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นกรณีพิเศษ
จึงจำเป็นต้องนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา และขอให้ศาลพิจารณาลงโทษตามมาตรา 157 และมาตรา 180 ต่อไป




