กสม. ยืนยันผลการพิจารณาขอให้ทบทวนเรื่องนักปกป้องสิทธิฯ ถูกคุกคามจากการแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แจงไม่มีพยานหลักฐานใหม่ทำให้ต้องเปลี่ยนมติ
วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 6/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้
2.กสม. ยืนยันผลการพิจารณากรณีภาคประชาสังคมขอให้ทบทวนเรื่องนักปกป้องสิทธิฯ ถูกคุกคามจากการแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แจงไม่มีพยานหลักฐานใหม่ทำให้ต้องเปลี่ยนมติ
นางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับหนังสือจากขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และองค์กร Protection International ประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ขออุทธรณ์ผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียน กรณีการคุกคามและสร้างความเกลียดชังต่อสองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (นางอังคณา นีละไพจิตร และนายสุณัย ผาสุข) ซึ่ง กสม. มีมติรับไว้เป็นคำร้องประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยขอให้ กสม. ทบทวนมติเพื่อให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน และจัดทำรายงานตามมาตรา 40 และมาตรา 44 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 นั้น
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ขอเรียนว่า กสม. ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว และมีผลการพิจารณาสรุปได้เป็น 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ 1 การปฏิบัติหน้าที่ของ กสม. ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นไปตามหน้าที่และอำนาจที่กำหนดไว้ในมาตรา 26 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 โดยหมวด 2 กำหนดให้ กสม. ประสานหรือแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน และภาคประชาสังคมในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชน นอกจากการตรวจสอบแล้ว กสม. ยังใช้วิธีการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นการแจ้งหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีการร้องเรียนให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรณีเร่งด่วนที่กระทบต่อชีวิตหรือร่างกาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตามระเบียบ กสม. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากหน่วยงานหรือองค์กรที่รับเรื่องไม่แก้ไขปัญหา หรือดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ หรือไม่แจ้งผลการดำเนินการในเวลาอันสมควร กสม. อาจมีมติให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือจัดทำข้อเสนอแนะได้
ประเด็นที่ 2 การพิจารณาเรื่องร้องเรียนการข่มขู่คุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นกรณีที่มาจากการแสดงความคิดเห็นสาธารณะต่อการจัดการปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และมีการสื่อสารโดยสร้างความเกลียดชังอย่างแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ นำไปสู่การข่มขู่คุกคามบุคคลผู้มีความคิดเห็นที่แตกต่าง กสม. ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่าควรดำเนินการเพื่อหยุดยั้งการสร้างกระแสความเกลียดชัง โดยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 กสม. ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อย้ำถึงเสรีภาพทางความคิดและสิทธิของบุคคลที่จะแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซงและต้องเคารพสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น ในขณะเดียวกัน กสม.ได้พิจารณามาตรการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการแก้ไขปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ข่มขู่คุกคามและสร้างความเกลียดชัง โดยเห็นว่าปัญหาดังกล่าวควรได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วนจากหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรง กสม. จึงมีมติรับไว้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยในส่วนการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้มอบให้สำนักงาน กสม. ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และในส่วนการแสดงออกที่สร้างความเกลียดชัง ให้ประสานกับสำนักงาน กสทช. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง กสม. จะติดตามความคืบหน้าเพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าวต่อไป
ประเด็นที่ 3 การจัดทำรายงานตามมาตรา 40 และมาตรา 44 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 กรณีมาตรา 40 บัญญัติให้ กสม.จัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศประจําปี ซึ่งเรื่องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นหนึ่งของการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอยู่แล้ว ดังนั้น กสม. จึงมีมติให้รับไว้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ฯ ซึ่งจะมีข้อเสนอแนะต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีต่อไป ส่วนกรณีมาตรา 44 บัญญัติให้ กสม. ทำหน้าที่ชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้าในกรณีที่มีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม แต่เนื่องจากกรณีดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงว่านักปกป้องสิทธิถูกข่มขู่คุกคามต่อชีวิตและร่างกาย และไม่มีรายงานสถานการณ์ใดที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จึงไม่มีลักษณะต้องดำเนินการตามมาตรา 44
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ในชั้นนี้ จึงยังไม่มีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่ หรือเหตุอื่นใด อันอาจทำให้เรื่องที่พิจารณาและมีมติไปแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ กสม. จึงมีมติยืนยันผลการพิจารณาตามมติเดิม ซึ่งสำนักงาน กสม. ได้มีหนังสือแจ้งผู้ร้องทั้งสองแล้ว







