เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ ตำรวจท่องเที่ยว ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 บช.ทท. (รับผิดชอบพื้นที่ชลบุรี–ฉะเชิงเทรา) สนธิกำลังร่วมกับ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี (ตม.จว.ชลบุรี) สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา (สภ.เมืองพัทยา) พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.ชลบุรี ร.ต.อ.ปราโมทย์ เฟื่องฟุ้ง รอง สว.ตม.จว.ชลบุรี พร้อมด้วย พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สวญ.ส.ทท.4 กก.2บก.ทท.1 พ.ต.ท.อภิชาติ จารุรักษ์ สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 พร้อมกำลัง ตม.ชลบุรี ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา เข้าช่วยเหลือนักธุรกิจชาวจีนวัย 37 ปี หลังถูกกลุ่มชายชาติเดียวกันกักขังภายในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งย่านพัทยาใต้ พร้อมเรียกเงินดิจิทัลมูลค่าประมาณ 100,000 บาท เป็นค่าไถ่ แลกกับอิสรภาพ
ภรรยาร้องขอความช่วยเหลือ
คดีเริ่มเปิดเผยเมื่อ น.ส.ลี่ อายุ 29 ปี ภรรยาของผู้เสียหาย เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมแจ้งว่าสามีถูกควบคุมตัวโดยกลุ่มชายชาวจีน หลังเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายถูกชักชวนไปเล่นการพนันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และอ้างว่าเสียเงินกว่า 300,000 บาท จากนั้นได้ติดต่อภรรยาผ่านแอปพลิเคชัน ขอให้โอนเงินดิจิทัลจำนวน 3,000 USDT (ประมาณ 100,000 บาท) เพื่อชำระหนี้พนัน
ต่อมาผู้เสียหายส่งพิกัดแจ้งว่าถูกพาตัวมายังพื้นที่พัทยา ภรรยาจึงรีบประสานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ
ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
เจ้าหน้าที่สืบสวนจนทราบว่าผู้เสียหายถูกควบคุมตัวอยู่ภายในห้องพักแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึงพบว่าประตูห้องถูกล็อกด้วยแม่กุญแจจากภายนอก และได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากด้านใน
เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจทำลายสิ่งกีดขวางเข้าช่วยเหลือ พบผู้เสียหายนั่งอยู่บนเตียงในสภาพอิดโรย และพบ นายเหลียง เว่ย อายุ 33 ปี สัญชาติจีน อยู่ภายในห้อง จึงควบคุมตัวไว้ทันที
ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุอีก 1 ราย คือ นายจาง อายุ 32 ปี สัญชาติจีน ได้หลบหนีออกจากห้องไปก่อนหน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัวดำเนินคดี
แจ้งข้อหา “ร่วมกันเรียกค่าไถ่โดยกักขังหน่วงเหนี่ยว”
พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา แจ้งข้อหา
“ร่วมกันเรียกค่าไถ่โดยหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น และกระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย”
ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ขณะนี้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ระหว่างขออนุมัติศาลออกหมายจับ และแจ้งหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองเฝ้าระวังการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร
สะเทือนภาพลักษณ์ท่องเที่ยว
เหตุการณ์นี้ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่เกิดกับชาวต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยว สร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันจะเร่งติดตามตัวผู้ร่วมก่อเหตุที่หลบหนี และดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
















