รองฯ เต่า เร่งคดีเงิน 134 ล้าน พระดังเมืองปทุม หลัง “ทนายอนันต์ชัย” จ่อยื่นหลักฐานเพิ่ม พาดพิง 32 ราย ปมธุรกรรมผิดปกติหลายช่วงเวลา สั่งลดเส้นตายชี้แจงเหลือ 7 วัน ยังไม่ชี้ถึงขั้นออกหมายจับ ย้ำต้องชั่งน้ำหนักข้อกฎหมายรอบด้าน ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ก่อนนัดถกสรุปทิศทางคดีต้นสัปดาห์หน้า
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 27 มี.ค. 69 ภายหลังจากที่ นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้เดินทางเข้ามอบหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษพระดังเมืองปทุมพร้อมพวกสะสมรวม 32 คน ในประเด็นความผิดปกติเกี่ยวกับเงินจำนวน 134 ล้านบาท ซึ่งสืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 พระดังเมืองปทุมได้แอบเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นั้น
ทางด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว (รอง ผบช.ก.) ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าในกรณีดังกล่าวว่า ทางทนายอนันต์ชัยมีความประสงค์ที่จะเข้าพบและระบุว่ามีหลักฐานเพิ่มเติมมาส่งมอบให้ ซึ่งตนได้แจ้งไปว่าให้รอประชุมร่วมกับผู้กำกับการที่รับผิดชอบสำนวนคดีและท่านผู้บังคับการอีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่นำมาเพิ่มเหล่านั้นจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปอย่างไร โดยยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะพยายามทำสำนวนคดีนี้ให้มีความรัดกุมและละเอียดรอบคอบที่สุด ส่วนประเด็นที่ว่าคดีจะบานปลายไปถึงขั้นการออกหมายจับ หรือเป็นคดีที่มีความเหลื่อมล้ำหรือไม่นั้น ในขณะนี้ยังไม่อยากระบุไปถึงขั้นนั้น เนื่องจากต้องพิจารณาข้อกฎหมายหลายส่วนประกอบกัน เมื่อทางท่านคึกฤทธิ์หรือพระคึกฤทธิ์ได้เดินทางเข้ามาแสดงตัวต่อพนักงานสอบสวนแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาว่าสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เนื่องจากคดีนี้มีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายหลายกรรม หลายบท และเกิดขึ้นในหลายช่วงเวลา จึงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจตามขั้นตอนกฎหมาย
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า ขอยืนยันว่าการดำเนินการต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งตัวท่านคึกฤทธิ์และฝ่ายผู้ที่มาร้องเรียน โดยต้องพิจารณาจากข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นหลัก ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ในฐานะเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเหมาะสม ไม่ให้ล่าช้าหรือรวบรัดจนเกินไป หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิดจริงก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย แต่หากไม่ผิดก็ต้องยกประโยชน์ให้ท่านไป สำหรับเรื่องการส่งเอกสารคำชี้แจงนั้น ทางตำรวจได้กำชับไปทางท่านคึกฤทธิ์ว่าควรดำเนินการให้รวดเร็วกว่าเดิม เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการนัดหมายระยะเวลานานเกือบ 2 เดือน ซึ่งจากการหารือกับฝ่ายสืบสวนเห็นว่าเป็นการทอดเวลาที่นานเกินไป ตนจึงได้สั่งการให้ปรับลดเหลือเพียง 7 วัน เนื่องจากเชื่อว่าหลักฐานและข้อมูลต่างๆ มีการจัดเตรียมไว้แล้ว ไม่ใช่การเริ่มจัดทำใหม่ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ประสานงานไปแล้วว่าให้ส่งคำชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน ส่วนจะเป็นวันใดนั้นต้องรอดูภายในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่าในช่วงต้นสัปดาห์หน้าจะมีการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อสรุปทิศทางของคดี เนื่องจากมีการร้องทุกข์กล่าวโทษในหลายประเด็น ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2555, 2559 จนถึงช่วงปี 2566-2568 ซึ่งมีความเกี่ยวพันกันและเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ จึงต้องขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่สุด










