ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่สร้างความกังวลให้แก่ประชาชน หลังราคาดีเซลพุ่งสูงถึง 44.24 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซินทะยานแตะ 45-50 บาท ทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่พาเหรดปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนขนส่ง แต่อีกหนึ่งปัจจัยพื้นฐานอย่าง “ค่าไฟฟ้า” กลับยังรักษาเสถียรภาพไว้ได้ส่วนหนึ่ง โดยมีกลไกสำคัญคือการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากสปป.ลาว ที่ช่วยค้ำจุนโครงสร้างราคาไม่ให้พุ่งสูงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกค่ะ
ค่าไฟงวดใหม่ขยับเล็กน้อย ท่ามกลางแรงกดดันสงคราม ล่าสุด คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) งวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2569 เพิ่มขึ้น 1.23 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยขยับมาอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (จากเดิม 3.88 บาท) ซึ่งเป็นการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยหากเทียบกับต้นทุนก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในตลาดโลกที่ผันผวนรุนแรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ระบุว่าความมั่นใจในระบบพลังงานต้องอาศัยการผสมผสานแหล่งเชื้อเพลิงที่หลากหลายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ
เปิดเบื้องหลัง “ไฟเขื่อน” ต้นทุนคงที่คือทางรอด ข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันไทยมีการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 11-12% ของกำลังผลิตรวม โดยจุดแข็งสำคัญคือ “สัญญาซื้อขายระยะยาว” ที่มีราคาคงที่เฉลี่ยเพียง 1.60 – 2.85 บาทต่อหน่วย ตลอดอายุสัญญา 25-35 ปี ตัวอย่างเช่น:
- เขื่อนน้ำเทิน 2: ราคาประมาณ 1.63 บาทต่อหน่วย
- เขื่อนไซยะบุรี: ราคาประมาณ 2.10 บาทต่อหน่วย
- เขื่อนปากลาย (จ่ายไฟปี 2576): ราคาประมาณ 2.69 บาทต่อหน่วย
เปรียบเทียบโครงสร้างราคาไฟฟ้า
เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิตจากก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันที่ผันผวนตามตลาดโลก พลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนจึงกลายเป็น “ฐานที่มั่นคง” ในการพยุงค่า Ft ไม่ให้กระโดดสูงถึง 80-90 สตางค์ หรือทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟหน่วยละ 10-20 บาทในอนาคต แม้จะมีกระแสคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์ในประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่ในเชิงเศรษฐกิจ พลังงานส่วนนี้คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าไฟในมือประชาชนไทยไม่ “ช็อก” ตามราคาน้ำมันในปัจจุบันและอีก 20 ปีข้างหน้า




