กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.5 บก.ปอศ., พ.ต.ท.พิทยา คงเจริญ, พ.ต.ท.เชาวน์วุฒิ เลียบมา รอง ผกก.5 บก.ปอศ.
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ณัฐดนัย บำรุงศิลป์, พ.ต.ต.บัญชา ช่วยรอดหมด
สว.กก.5 บก.ปอศ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ.
ดำเนินคดีผู้ต้องหา รวม 4 ราย ดังนี้
1. นางสาวสุภร (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี สัญชาติไทย
2. นายก้าวหน้า (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี สัญชาติไทย
3. นางสาวกรรณิการ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี สัญชาติไทย
4. นายอลิส (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี สัญชาติไทย
ความผิดฐาน “ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและโอนเงินระหว่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485
พร้อมตรวจยึดของกลาง
1. เครื่องคอมพิวเตอร์พกพา จำนวน 1 เครื่อง
2. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง
3. เครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) จำนวน 1 เครื่อง
สถานที่ตรวจค้น
1. ทาวน์เฮ้าส์สองชั้น ซอยสาธุประดิษฐ์ 15 แยก 2 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงยานนาวา เขตช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร
2. บ้านพัก ซอยพิบูลสงคราม 22 แยก 4 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี
พฤติการณ์ สืบเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการเงินไร้พรมแดนมีการพัฒนาเพื่อยกระดับบริการทางการเงินให้รวดเร็วและเข้าถึงได้ง่าย การโอนเงินระหว่างประเทศสามารถทำธุรกรรมได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น ในขณะเดียวกันยังอาจถูกมิจฉาชีพนำไปใช้เป็นช่องทางในการยักย้ายถ่ายโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) มีนโยบายตัดวงจรอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบครบวงจร ทำลายระบบนิเวศของมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นจนจบ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดย กก.5 บก.ปอศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบปราบปรามความผิดเกี่ยวกับการเงินการธนาคาร ได้ตรวจสอบพบว่ามีการประกาศโฆษณาเปิดรับแลกเงินหยวนและเงินตราต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งการประกอบธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย
จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. พบผู้ให้บริการแลกเงินหยวนออนไลน์ ชื่อ PANDAPAYS (แพนด้าเปย์) มีการโฆษณาชักชวนให้บริการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทั้งในเว็บไซต์ https://pandapays.co/ และเพจเฟซบุ๊ก PANDAPAYS โดยมีการให้บริการรับซื้อแลกเปลี่ยนเงินสกุลหยวนกับเงินบาทไทย, บริการเติมเงินหยวนผ่านช่องทาง Alipay, Wechat และรับฝากสั่งหรือฝากจ่ายสินค้าในแพลตฟอร์ม Taobao, Alibaba หรือ Tmall เป็นต้น โดยลูกค้าจะต้องสมัครสมาชิก และทำการยืนยันตัวตน (KYC) ในเว็บไซต์ https://pandapays.co/ จึงจะสามารถเลือกใช้บริการของ PANDAPAYS ข้างต้นได้ ซึ่งในการให้บริการรับแลกเงินหยวนและฝากสั่งหรือฝากจ่ายสินค้า จะคิดกำไรจากค่าบริการและส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนปกติ ประมาณ 0.10-0.15 บาท ต่อ 1 หยวน โดยจะให้ลูกค้าโอนเงินบาทไทยเข้าบัญชีธนาคารของนายก้าวหน้าฯ จากนั้นจะเติมเงินหยวนกลับเข้าบัญชี Alipay ที่ลูกค้าแจ้ง ซึ่งจากการตรวจสอบไม่พบว่ามีผู้ให้บริการชื่อ PANDAPAYS เคยได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจรับแลกเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบบัญชีธนาคาร ที่ใช้ในการทำธุรกรรมรับแลกและรับจ่ายเงินหยวน จำนวน 6 บัญชี มีเงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท ภายในห้วงระยะเวลาเพียง 7 เดือน โดยมีการรับและโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของบุคคลและนิติบุคคล จำนวนมาก อีกทั้งยังมีการโอนเงินต่อไปยัง ศูนย์ซื้อขายที่ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ซึ่งจากการสืบสวนทราบว่าเว็บไซต์ PANDAPAYS มีการดำเนินกิจการภายในทาวน์เฮ้าส์สองชั้น ย่านถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงยานนาวา เขตช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร และอีกจุดที่บ้านพักย่านตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นคำร้องขอหมายค้นต่อศาล เพื่อเข้าตรวจค้น โดยได้นำหมายค้นเข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งตรวจยึดพยานหลักฐานและพยานวัตถุ รวม 3 รายการ พบผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 4 ราย ได้แก่ นางสาวสุภรฯ และนายอลิสฯ เป็นหุ้นส่วนร่วมกัน ทำหน้าที่บริหารกิจการในภาพรวม กำหนดเรท ราคาเงินหยวนในแต่ละวัน ควบคุมสั่งการในการทำธุรกรรมต่างๆ, นายก้าวหน้าฯ ทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับโอนเงินจากลูกค้าและเป็นผู้ทำธุรกรรมบัญชีธนาคาร และนางสาวกรรณิการ์ฯ ทำหน้าที่เป็นแอดมินตรวจสอบข้อมูลลูกค้า และตอบคำถามลูกค้า จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ต้องหา จำนวน 4 ราย ในฐานความผิด “ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและโอนเงินระหว่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต” นำส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ.
นอกจากนี้ยังพบว่าการดำเนินกิจการของกลุ่มผู้ต้องหายังมีพฤติการณ์รับจ่ายเงินหรือรับชำระเงินแทน ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน พ.ศ.2560 ซึ่งจะทำการสอบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยผู้ต้องหาให้การสอดคล้องกันว่า ตนได้เปิดให้บริการแลกเงินหยวนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ชื่อ PANDAPAYS ตั้งแต่เมื่อประมาณปลายปี 2568 โดยรู้จักกับชาวจีนจึงได้เปิดบัญชี Alipay เพื่อใช้สำหรับโอนเงินหยวนให้กับลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาขอแลกเงิน ซึ่งจะมีการบวกค่าเงินสูงจากอัตราแลกเปลี่ยนปกติเพื่อเป็นกำไร โดยจะได้กำไรมากน้อยขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงนั้นๆ ฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนทั้งในนามนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดให้การยอมรับว่าการดำเนินธุรกิจรับแลกเงินดังกล่าว ไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจริง
สุดท้ายนี้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ขอฝากเตือนภัยถึงประชาชนที่มีความต้องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ควรเลือกใช้บริการจากสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เสี่ยงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่ทำทีเป็นรับแลกเปลี่ยนโอนเงิน แต่เมื่อโอนไปแล้วกลับเสียเงินฟรีๆ และเงินที่ได้รับมามีโอกาสที่จะเป็นเงินที่กลุ่มมิจฉาชีพได้มาจากการกระทำความผิด มีความเสี่ยงที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ อายัดบัญชีธนาคาร หรือดำเนินคดีตามกฎหมาย
อีกทั้งปัจจุบันตรวจสอบพบว่า มิจฉาชีพมีการใช้บริการรับแลกเงินเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศดังกล่าว เป็นช่องทางในการหมุนเวียนเงินที่ได้จากการหลอกลวงหรือธุรกิจผิดกฎหมายเพื่อนำออกไปต่างประเทศ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดย กก.5 บก. ปอศ. จะได้ทำการกวดขันปราบปราม เพื่อเป็นการตัดช่องทางทางการหมุนเวียนเงินนอกระบบและเงินผิดกฎหมายของกลุ่มมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง หากพบเบาะแสหรือพฤติการณ์ต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ท.ณัฐดนัย บำรุงศิลป์ สว.กก.5 บก.ปอศ. โทร. 095-4863368
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”











