วันที่ 7 เม.ย.69 ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สคบ.ชั้น 1 อาคารบี ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ นายยศกร เหล่าโชติธน ทนายความ พร้อม นายสุรเชษฐ์ วงศ์หล่อ หรือโค้ชเชษฐ์ อายุ 50 ปี, นางจิณณพัต วงศ์หล่อ หรือโค้ชนัตตี้ อายุ 35 ปี เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กองขายตรงและตลาดแบบตรง เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีถูกบริษัท เฮอร์บาไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด เลิกสัญญาโดยไม่เป็นธรรม พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินมหาศาลกว่า 1,100 ล้านบาท
โดยบริษัทฯ ดังกล่าวตัดสินใจยกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายของโค้ชเชษฐ์และโค้ชนัตตี้ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “การฝ่าฝืนกฎระเบียบขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์” ซึ่งทางฝ่ายผู้ร้องมองว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อเท็จจริงและขาดความยุติธรรม
การยื่นหนังสือร้อง สคบ.มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ
1. การเลิกสัญญาที่ถูกมองว่า “ไม่สุจริต” ทางผู้ร้องเรียนระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีในการสร้างเครือข่ายและขยายฐานธุรกิจจนเป็นระดับแถวหน้าของประเทศ การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ไม่ได้เป็นการแอบอ้างหรือทำโดยพลการ แต่เป็นสิ่งที่ ได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารระดับสูง มาโดยตลอด และดำเนินการอย่างเปิดเผยสุจริต การที่บริษัทนำเหตุผลนี้มาอ้างเพื่อเลิกสัญญาในภายหลัง จึงถูกมองว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและขัดต่อพฤติการณ์ทางการค้าที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน
2. ปม “มาตรฐานสองมาตรฐาน” กีดกันตัวแทนเพื่อขายเอง หนึ่งในข้อกล่าวหาที่รุนแรงที่สุดคือเรื่อง Double Standard โดยฝ่ายผู้ร้องเรียนตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่บริษัทฯ สั่งระงับสิทธิ์และลงโทษตัวแทนจำหน่ายรายย่อยด้วยข้อหาขายของออนไลน์ แต่ในทางกลับกัน บริษัทฯ กลับลงมาดำเนินการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วยตนเอง พฤติกรรมดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่าเป็นการใช้อำนาจเหนือสัญญาเพื่อกีดกันตัวแทนจำหน่ายออกจากช่องทางตลาด และดึงกำไรกลับคืนสู่บริษัทเพียงผู้เดียวหรือไม่
3. ทนายความฝ่ายผู้ร้องเรียนได้ขอให้ สคบ. ใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าตรวจสอบ คู่มือผู้จำหน่าย (Distributor Handbook) และข้อสัญญาต่างๆ ที่บริษัทกำหนดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว ว่ามีเนื้อหาที่เอารัดเอาเปรียบ ขัดต่อ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่ เนื่องจากข้อสัญญามีลักษณะรัดกุมจนตัวแทนแทบไม่มีอำนาจต่อรอง และเสี่ยงต่อการถูกรังแกทางธุรกิจ
สำหรับการเรียกค่าเสียหายสูงถึง 1,100 ล้านบาท นั้น ทางฝ่ายผู้ร้องเรียนคำนวณจากมูลค่าทางธุรกิจที่สูญเสียไป การขาดรายได้จากเครือข่ายที่สร้างมานานเกือบ 3 ทศวรรษ รวมถึงความเสียหายต่อชื่อเสียงและตราสินค้า WellnessIdol ที่ทั้งคู่สร้างขึ้นจนเป็นที่ยอมรับ “เราไม่ได้สู้เพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องการสร้างบรรทัดฐานให้แก่ตัวแทนจำหน่ายทุกคนที่ทำงานด้วยใจสุจริต ไม่ควรมีใครถูกบริษัทใหญ่รังแกหรือฉีกสัญญาเพียงเพื่อประโยชน์ทางการค้าที่เปลี่ยนไป” หนึ่งในผู้ร้องเรียนกล่าว
กรณีนี้ไม่เพียงแต่เป็นข้อพิพาทระหว่างบุคคลกับบริษัทเท่านั้น แต่กำลังเป็นที่จับตาของเหล่านักธุรกิจขายตรงทั่วประเทศ ว่าแนวทางของ สคบ. จะออกมาในทิศทางใด หากมีการตัดสินว่าสัญญาของบริษัทขายตรงมีเนื้อหาที่ไม่เป็นธรรม อาจนำไปสู่การสังคายนาข้อสัญญาของธุรกิจ MLM (Multi-Level Marketing) คือข้อตกลงระหว่างบริษัทและตัวแทนจำหน่ายที่เน้นการขายสินค้าและการสร้างเครือข่ายเพื่อรับค่าคอมมิชชั่นทั้งระบบในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่การค้าออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลัก
ขณะนี้ทางด้าน บริษัท เฮอร์บาไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังไม่มีการแถลงการณ์ในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการต่อกรณีดังกล่าว ซึ่งโดยในวันนี้ยื่นหนังสือเสร็จ จะต้องรอติดตามและผลการตรวจสอบจากทาง สคบ. ต่อไป












