ภาพการจับมือกันที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ระหว่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และ เจิ้ง ลี่เหวิน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ผู้นำฝ่ายค้านของไต้หวัน ไม่ใช่เพียงแค่การหารือเรื่องความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบตามปกติ แต่คือ “จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์” ที่กำลังส่งแรงกระเพื่อมทั่วภูมิภาค
การพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ ระหว่างผู้นำจีนและหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ สะท้อนจุดยืนเรื่อง “จีนเดียว” ซึ่ง สี จิ้นผิง ย้ำจุดยืนชัดเจนของ “การรวมชาติ” โดยอ้างถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสายเลือดจีนที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยแนวทาง 4 ประการ คือ การประสานทางความคิด, การปกป้องมาตุภูมิร่วมกัน, การส่งเสริมสวัสดิการของประชาชน และ การทำให้การฟื้นฟูชนชาติจีนบรรลุผลสำเร็จ
ขณะที่จุดยืนของฝ่ายค้านไต้หวัน เจิ้ง ลี่เหวิน มุ่งเน้นไปที่การแสวงหา “การปรองดอง” บนพื้นฐานของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกัน โดยมีการเสนอแนะในทำนองว่าจะชะลอการสร้างเสริมกำลังทางทหารของไต้หวันลง เพื่อลดความตึงเครียดข้ามช่องแคบ ซึ่งพรรคก๊กมินตั๋ง ของเจิ้ง ลี่เหวิน กำลังมีท่าทีขัดขวางงบประมาณกลาโหมมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์ของรัฐบาลประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ซึ่งต้องการเสริมสร้างศักยภาพเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากจีน
นักวิเคราะห์มองว่าการพบกันครั้งนี้ เป็นการยกระดับบทบาทของ เจิ้ง ลี่เหวิน ในฐานะตัวแทนฝ่ายที่ใกล้ชิดกับจีนภายในพรรคก๊กมินตั๋ง แต่ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ก็ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการเลือกสื่อสารผ่านพรรคฝ่ายค้านของไต้หวัน แทนที่จะเจรจากับรัฐบาลของ ไล่ ชิงเต๋อ ซึ่งปักกิ่งมองว่าเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดน
ขอบคุณภาพประกอบจากซินหัว



