คมนาคมเร่งตั้งคกก. กลาง ดึง วสท. ร่วมหาข้อยุติทางเทคนิคโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 หลังกลุ่มผู้รับสัมปทานจ่อเรียกค่าชดเชยจากรัฐประมวลมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท เหตุส่งมอบพื้นที่ดีเลย์และมาตรฐานงานถมทะเลไม่ตรงตามข้อตกลงสัมปทาน ขีดเส้นจบใน 60 วัน เพื่อป้องกันผลกระทบงบประมาณรัฐ
นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.กระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ว่า ได้สั่งการให้เร่งรัดหาข้อสรุปแนวทางการดำเนินงานท่าเทียบเรือ F1 และ F2 ในโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 มูลค่ากว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจุบันกำลังประสบปัญหาด้านการส่งมอบพื้นที่และประเด็นทางเทคนิคในงานถมทะเล
มีรายงานว่า บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินิล (GPC) ผู้รับสัมปทาน (ประกอบด้วย กัลฟ์, พีทีที แทงค์ และไชน่า ฮาร์เบอร์ฯ) ได้มีหนังสือถึง กทท. เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยผลตอบแทนที่ลดลง (NPV) วงเงินประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยอ้างถึงความล่าช้าของโครงการที่ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้ รวมถึงค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอื่นๆ
นอกจากนี้ ทางกลุ่ม GPC ยังขอพิจารณาขยายอายุสัญญาออกไปอีก 2 ปี เนื่องจาก กทท. ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่พื้นที่ F1 ได้ตามกำหนด แม้งานถมทะเลเบื้องต้นจะเสร็จสิ้น แต่ทางผู้รับสัมปทานระบุว่ามาตรฐานทางเทคนิค “ค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์” ยังไม่เป็นไปตามที่กำหนดในสัญญาสัมปทาน ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างในระยะยาว
นายสรรเพชญ ระบุว่า ได้มอบนโยบายให้ กทท. ดำเนินการอย่างรอบคอบภายใต้กรอบกฎหมาย โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการคนกลาง ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจาก วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) เข้ามาประเมินแนวทางปรับปรุงคุณภาพดินด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น เสาเข็มแบบสั่น (Vibro Pile) ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับการตอกเข็มแผ่แบบเดิมที่คาดว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 2,000 ล้านบาท
รายงานข่าวระบุว่า ข้อเรียกร้องของกลุ่ม GPC ที่อาจสูงถึง 4,000 ล้านบาทนั้น ครอบคลุมถึงค่าปรับปรุงคุณภาพดินในพื้นที่ F1 และ F2 ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 1,800 – 2,000 ล้านบาท รวมถึงค่าเสียโอกาสจากการขาดรายได้ทางธุรกิจและการปรับเพิ่มของต้นทุนการก่อสร้างส่วนบน (Superstructure) ที่ล่าช้าออกไป
ด้าน นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม ให้ความเห็นว่า ตามหลักเกณฑ์ในสัญญาสัมปทาน เอกชนมีสิทธิยื่นเรื่องพิจารณาค่าชดเชยหากพบว่าเกิดค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มหรือเสียโอกาสจากเหตุที่รัฐไม่สามารถดำเนินการตามกำหนด โดย กทท. มีคณะทำงานเจรจาและนักวิชาการร่วมพิจารณาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายและรักษาผลประโยชน์ของภาครัฐอย่างสูงสุด




