ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หากใครสังเกตความเคลื่อนไหวในแวดวงพลังงานไทย จะพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมกัน นั่นคือการ “ทยอยถอนตัว” ของยักษ์ใหญ่พลังงานข้ามชาติ เริ่มตั้งแต่การขายโรงกลั่น RRC ของกลุ่ม Shell มาจนถึงการปิดดีลประวัติศาสตร์ที่ Esso ขายกิจการทั้งหมดให้กับบางจากเมื่อปีที่ผ่านมา
จนถึงวันนี้เหลือเพียง SPRC (คาลเท็กซ์) เท่านั้นที่ยังเป็นทุนต่างชาติรายใหญ่รายสุดท้ายในระบบโรงกลั่นบ้านเรา
คำถามที่สังคมต้องช่วยกันขบคิดไม่ใช่แค่ “ใครมาใครไป” แต่คือ “ทำไมเขาถึงไม่อยากอยู่ต่อ?”

เมื่อ “ห่าน” ถูกบีบคอด้วยนโยบายระยะสั้น
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าโรงกลั่นคือน้ำมันดิบที่เทใส่ถังแล้วเสกออกมาเป็นเงินกำไรมหาศาล แต่ในโลกความเป็นจริง ธุรกิจนี้คือ “วัฏจักร” ที่มีความเสี่ยงสูงและคืนทุนช้ามาก การลงทุนสร้างโรงกลั่นหนึ่งแห่งใช้เงินหลักแสนล้านและใช้เวลากว่า 10 ปี ถึงจะเริ่มเข้าสู่จุดคุ้มทุน สิ่งที่นักลงทุนกลัวที่สุดไม่ใช่ “ราคาน้ำมันโลก” เพราะนั่นคือกลไกตลาดที่เขาบริหารจัดการได้ แต่สิ่งที่เขากลัวคือ “ความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐ”
ในหลายช่วงเวลาที่รัฐพยายาม “ตรึงราคา” หรือ “ขอความร่วมมือ” เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชน แม้จะเป็นเจตนาที่ดีในการลดภาระค่าครองชีพ แต่มันคือการแทรกแซงกติกาและกลไกตลาดเสรีที่ทำให้ความยืดหยุ่นของธุรกิจหายไป เมื่อกำไรเฉลี่ยในระยะยาวไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ บริษัทข้ามชาติที่มีทางเลือกในการลงทุนทั่วโลกจึงเลือกที่จะ “ย้ายทำเล” ไปยังที่ที่กติกามั่นคงกว่า เช่น สิงคโปร์ หรือเวียดนาม
มาตรฐานที่ต้องแลกด้วยต้นทุนมหาศาล
ขณะที่กำไรถูกกดดันด้วยนโยบาย แต่โรงกลั่นไทยกลับถูกบีบให้ต้อง “จ่ายเพิ่ม” ตลอดเวลา ทั้งการยกระดับมาตรฐานเป็นยูโร 5 เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีให้รองรับน้ำมันดิบที่หลากหลายเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
นี่คือการลงทุนที่มหาศาลและหยุดไม่ได้ เพราะหากโรงกลั่นไทยไม่พัฒนา เราจะไม่สามารถแข่งกับโรงกลั่นขนาดใหญ่ในสิงคโปร์ จีน หรืออินเดียได้เลย สุดท้ายเราจะถูกแทนที่ด้วยการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งนั่นหมายถึงการสูญเสียอำนาจในการควบคุมราคาและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศอย่างสิ้นเชิง
บทเรียนราคาแพงจากการ “ฆ่าห่านเอาไข่ทองคำ”
โรงกลั่นน้ำมันไม่ได้ทำหน้าที่แค่ผลิตน้ำมันใส่ถังรถยนต์ แต่ยังเป็น “อุตสาหกรรมต้นน้ำ” ของปิโตรเคมี ก๊าซหุงต้ม และเชื้อเพลิงโรงงานอุตสาหกรรม เปรียบเสมือน “ห่าน” ที่คอยออกไข่ทองคำหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในภาพรวม
การมองเพียง “กำไรระยะสั้น” ของโรงกลั่น แล้วพยายามดึงกำไรเหล่านั้นกลับมาเป็นส่วนลดค่าน้ำมันในวันนี้ อาจฟังดูหอมหวานสำหรับประชาชน แต่มันคือการทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว เมื่อห่านตัวเดิมถูกบีบคอจนทนไม่ไหวและทยอยจากไป สิ่งที่ทิ้งไว้คือโครงสร้างพลังงานที่อ่อนแอลง
“เสียงสะท้อนจากคนทำโรงกลั่นถึงรัฐบาล: อย่ามองเราเป็นจำเลย แต่ขอให้มองเราเป็นหลังพิงความมั่นคง”
สิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักและทบทวนให้หนัก คือในอนาคตหากกติกาของรัฐยังคงบีบคั้นจนโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพในประเทศอยู่ไม่ได้ หรือไม่กล้าลงทุนต่อ “ไข่ทองคำ” ที่เราเคยผลิตได้เองในราคาที่ยังพอมีกลไกควบคุม จะแปรสภาพกลายเป็น “ไข่นำเข้า” ที่ราคาพุ่งสูงตามใจตลาดโลกอย่างแท้จริง
หากมองข้ามเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการรีดกำไรระยะสั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือความเสี่ยงในวันที่กลไกอุตสาหกรรมโรงกลั่นภายในประเทศไม่สามารถแบกรับภาระต่อไปได้ เพราะเมื่อเสถียรภาพของโรงกลั่นไทยสิ้นสุดลง ต้นทุนมหาศาลที่ระบบเศรษฐกิจและประชาชนทั้งประเทศต้องแบกรับจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า 100% จะสูงกว่ากำไรที่เราพยายามจะเรียกคืนในวันนี้หลายเท่าตัวนัก
ถึงเวลาที่รัฐต้องเลือกว่า จะร่วมกันประคับประคองห่านตัวนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน หรือจะยอมเสี่ยงให้ห่านค่อยๆ หายไปจากแผนที่อุตสาหกรรมไทย จนเหลือเพียงซากของความมั่นคงทางพลังงานที่สายเกินจะเรียกกลับคืน



