วันอังคาร, พฤษภาคม 12, 2026
หน้าแรกอาชญากรรมเกาะไทยในกำมือใคร? "นอมินี" กลืนกิน “สมุย-พะงัน” 4 ฉากทัศน์หายนะ หากรัฐบาลล้มเหลว

Related Posts

เกาะไทยในกำมือใคร? “นอมินี” กลืนกิน “สมุย-พะงัน” 4 ฉากทัศน์หายนะ หากรัฐบาลล้มเหลว

          “แผ่นดินไทยหรือสวรรค์นอมินี? เมื่อเกาะพะงัน-สมุย กำลังถูกกลืนกินด้วยตัวเลขทุนต่างชาติที่พุ่งสูงเกือบ 70% นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการทำธุรกิจ แต่คือสัญญาณอันตรายระดับ “สีแดงเข้ม” ที่กำลังท้าทายอธิปไตยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง หากการลงพื้นที่ของนายกฯ อนุทิน เป็นเพียงแค่ “ไฟไหม้ฟาง” เตรียมพบกับ 4 ฉากทัศน์หายนะ ตั้งแต่การสูญเสียที่ทำกิน ภาวะรัฐซ้อนรัฐที่กฎหมายไร้ความหมาย ไปจนถึงการที่คนไทยต้องกลายเป็นเพียง “ลูกจ้าง” ในบ้านเกิดตัวเอง ถึงเวลาขุดรากถอนโคนทุนสีเทาและกระชากหน้ากากนอมินี ก่อนที่แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกจะเหลือเพียงซากปรักหักพังที่คนไทยไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเหยียบ”

จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่เกาะพะงันในวันที่ 13 พ.ค. 2569 เพื่อติดตามปัญหาการใช้ “นอมินี” หรือการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนคนต่างชาติเพื่อประกอบธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทย ตัวเลขที่น่าตกใจจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าในพื้นที่เกาะสมุยและพะงันมีนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมทุนสูงถึง 67.97% ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่คือ “สัญญาณเตือนภัย” ระดับสีแดงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

หากการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นเพียง “ไฟไหม้ฟาง” และรัฐบาลไม่สามารถขุดรากถอนโคนปัญหานอมินีได้อย่างจริงจัง นี่คือ 4 ฉากทัศน์หายนะที่คนไทยอาจต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้

1. การล่มสลายของห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น เมื่อทุนต่างชาติ (โดยเฉพาะทุนสีเทา) เข้ามาครองสัดส่วนธุรกิจเกินครึ่ง ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป เงินที่ควรหมุนเวียนในท้องถิ่นจะถูก “สูบออก”  ผ่านช่องทางนอมินีและระบบการชำระเงินที่ไม่ได้ผ่านสถาบันการเงินไทยอย่างเต็มรูปแบบ ธุรกิจขนาดเล็กของคนไทยจะถูกบีบให้ปิดตัวลง เนื่องจากไม่สามารถสู้กับอำนาจเงินทุนที่มหาศาลและการบริหารจัดการแบบเครือข่ายข้ามชาติได้ ในที่สุดคนไทยจะกลายเป็นเพียง “ลูกจ้าง” ในบ้านเกิดของตัวเอง

2. ภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ” และอิทธิพลเหนือกฎหมาย ปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะและการประกอบอาชีพอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายที่พบในสมุยและพะงัน คือจุดเริ่มต้นของภาวะรัฐซ้อนรัฐ หากนอมินีสามารถซื้อ “ความคุ้มครอง” ได้ อำนาจรัฐในพื้นที่จะเสื่อมถอย เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มอาจตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุน ทำให้การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอลง ส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรม การพนันออนไลน์ และยาเสพติดตามมาเป็นลูกโซ่

3. ราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าครองชีพพุ่งสูงจนคนพื้นที่อยู่ไม่ได้ การหลั่งไหลเข้ามาของทุนต่างชาติผ่านนอมินีมักมาพร้อมกับการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ เมื่อที่ดินและอาคารในแหล่งท่องเที่ยวถูกถือครองโดยทุนต่างชาติ ราคาที่ดินจะพุ่งสูงเกินกว่าที่คนท้องถิ่นจะเอื้อมถึง ค่าเช่าที่พุ่งขึ้นจะผลักภาระไปที่ค่าครองชีพ ทำให้คนในพื้นที่ต้องอพยพออกไปอยู่ชานเมืองหรือพื้นที่ห่างไกล ทิ้งให้ใจกลางเมืองท่องเที่ยวกลายเป็นเขตเช่าทางเศรษฐกิจของต่างชาติโดยพฤตินัย

4. ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรและการท่องเที่ยวที่ไร้ทิศทาง ทุนสีเทาหรือนอมินีมักมองหาผลกำไรระยะสั้น มากกว่าการเติบโตอย่างยั่งยืน การบุกรุกพื้นที่ป่า การก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรีดเค้นผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เมื่อทรัพยากรพังพินาศและเสน่ห์ของท้องถิ่นหายไป นักท่องเที่ยวคุณภาพจะลดลง ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังทางสิ่งแวดล้อมที่คนไทยต้องแบกรับภาระฟื้นฟูด้วยภาษีตัวเอง

นโยบายของนายกรัฐมนตรีที่เน้นย้ำว่า “รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนที่ถูกต้อง แต่ไม่ยอมให้นอมินีมาตักตวง” คือหลักการที่ถูกต้อง แต่ความท้าทายอยู่ที่การ “ปฏิบัติ” หากรัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่าการตรวจสอบนิติบุคคล 11,426 ราย ในสมุยและพะงัน นำไปสู่การลงโทษและยึดคืนสิทธิ์ทำกินให้คนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ และกู้คืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจก่อนที่จะสายเกินไป แต่ถ้าผลลัพธ์จบลงเพียงแค่การตักเตือนหรือปรับเพียงเล็กน้อย นั่นเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้ทุนนอมินีทั่วโลกทราบว่า “แผ่นดินไทยคือสวรรค์ของการทำผิดกฎหมายที่คุ้มค่าแก่การเสี่ยง”

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts