วันพุธ, พฤษภาคม 20, 2026
หน้าแรกอาชญากรรมตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ปฏิบัติการ The Red Line เส้นตาย สายกดเงิน นายร้อยปอยเปตลวง เสียหายกว่า 123 ล้าน...

Related Posts

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ปฏิบัติการ The Red Line เส้นตาย สายกดเงิน นายร้อยปอยเปตลวง เสียหายกว่า 123 ล้าน พัวพัน 76 คดี

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว, พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา, พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม รอง ผบก.ป., ว่าที่ พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผกก.2 บก.ป., พ.ต.ท.พงศกร ตันอารีย์, พ.ต.ท.พลวุฒิ ผาตินุวัติ, พ.ต.ท.ทัตพร เลขะวัฒนพงษ์, พ.ต.ท.สิทธิพร มีอาษา และ พ.ต.ท.ปรัชญ์ แม้นเดช รอง ผกก.2 บก.ป.

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.วรพล เลิศวิริยะพงศ์, พ.ต.ท.กรพงศ์ วงษาลังกา, ว่าที่ พ.ต.ท.ไพรวรรณ ตั้นหลก, พ.ต.ต.อดิศร อินทิยศ, พ.ต.ต.รชา มากมณี, ว่าที่ พ.ต.ต.หญิงนฤมล กัวซือกุ, ว่าที่ พ.ต.ต.สหรัฐ ยิ่งยวด, ว่าที่ พ.ต.ต.เตมีย์ นาคะวิสุทธิ์, ว่าที่ พ.ต.ต.อิทธิพล อ่ำมาก สว.กก.2 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3
บก.ป. และ กก.4 บก.ป.

ผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 13 ราย
สามารถจับกุมตัวได้ จำนวน 10 ราย
1.น.ส.จงรักฯ อายุ 29 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่525/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ได้ที่บริเวณตำบลโคกกรวด อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 1 และถอนเงินสด จำนวน 499,000 บาท มีประวัติเคสไอดี จำนวน 2 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 2,369,825 บาท
2.นายวินัสฯ อายุ 28 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 526/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ได้ที่บริเวณริมชายหาดแห่งหนึ่ง ซอยสุขุมวิทพัทยา 8 เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 1 และถอนเงินสด จำนวน 310,000 บาท มีประวัติเคสไอดี จำนวน 2 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 2,369,825 บาท
3.นายพัฒนพงษ์ฯ อายุ 32 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 528/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ได้ที่บริเวณห้องพัก (ตู้คอนเทนเนอร์) ริมถนนซอยวังตาลหม่อน 1 ตำบลมาบยางพร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 1 และถอนเงินสด จำนวน 69,000 บาท มีประวัติเคสไอดี จำนวน 4 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 2,404,536 บาท
4.นายทินภัทรฯ อายุ 22 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 529/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ได้ที่บริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่ง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 1 และโอนเงินต่อ จำนวน 758,825 บาท มีประวัติเคสไอดี จำนวน 6 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 2,972,900 บาท
5.นายยงยุทธฯ อายุ 51 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 530/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ได้ที่บริเวณตำบลบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 1 และโอนเงินต่อ จำนวน 45,000 บาท มีประวัติเคสไอดี จำนวน 9 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 3,510,927 บาท
6.นายชนิตกานต์ฯ อายุ 24 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 531/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ได้ที่บริเวณซอยทานตะวัน ถนนเวียงบัว ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 2 และโอนเงินต่อ จำนวน 676,000 บาท
มีประวัติเคสไอดี จำนวน 6 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 4,628,733 บาท
7.นายครรชิตฯ อายุ 37 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 532/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ได้ที่บริเวณริมถนนสาธารณะ ภายในซอยสุวินทวงศ์ 98 แขวงลำต้อยติ่ง เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 2 และถอนเงินสด จำนวน 130,000 บาท
มีประวัติเคสไอดี จำนวน 7 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 6,969,107 บาท
8.นายพัฒนาพรฯ อายุ 39 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 533/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ได้ที่บริเวณหมู่ที่ 4 ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 3 และถอนเงินสด จำนวน 500,000 บาท มีประวัติเคสไอดี จำนวน 12 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 76,959,275 บาท
9.นายณัฐวุฒิฯ อายุ 27 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 535/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ได้ที่บริเวณหน้าห้องเช่าไม่ทราบหมายเลข ซอยอุดมสุข 26 แยก 11 แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 3 จำนวน 10,000 บาท มีประวัติ
เคสไอดี จำนวน 10 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 3,590,859 บาท
10.นายณรงศักดิ์ฯ อายุ 39 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 537/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ได้ที่บริเวณริมบ่อปลา หมู่ 6 ตำบลพระพุทธ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 1 และถอนเงินสด จำนวน 176,100 บาท
มีประวัติเคสไอดี จำนวน 6 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 4,728,975 บาท
ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในคดีอื่น จำนวน 1 ราย
11.นายภาษิตฯ อายุ 37 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 527/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 1 และถอนเงินสด จำนวน 498,000 บาท มีประวัติเคสไอดี จำนวน 6 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 6,435,655 บาท

อยู่นอกราชอาณาจักร จำนวน 2 ราย
12.MISS CHANKHEMA อายุ 25 ปี สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 534/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 3 จำนวน 35,000 บาท มีประวัติเคสไอดี จำนวน 34 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 59,561,846บาท
13.Mr.SOPHORN อายุ 44 ปี สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 536/2569 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน แถวที่ 2 และโอนเงินต่อ จำนวน 35,000 บาท มีประวัติเคสไอดี จำนวน 2 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายรวม 2,369,825 บาท
ความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน, ร่วมกันฟอกเงิน”

พฤติการณ์ สืบเนื่องมาจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รองผู้อำนวยการศูนย์ ได้มีนโยบายเชิงรุกในการเร่งดำเนินการแก้ปัญหาอาชญากรรมเกี่ยวกับการฉ้อโกงออนไลน์หรือเครือข่ายสแกมเมอร์ มอบหมายให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก.2 บก.ป.) ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ในคดีหนึ่งที่มีคุณหมอตกเป็นผู้เสียหาย และได้ร้องทุกข์ผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ (Thai Police Online) กรณีถูกนายร้อยปอยเปต ข่มขู่ว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินพร้อมบังคับให้วิดีโอคอล

โดยแสดงฉากหลังเป็นสถานีตำรวจ และใช้เอกสารหมายศาลและคำสั่งของ ปปง. ปลอม เพื่อสร้างความหวาดกลัวจนผู้เสียหายหลงเชื่อ จากนั้นได้บังคับให้ผู้เสียหายแชร์หน้าจอโทรศัพท์มือถือตลอด 24 ชั่วโมง ตลอด 5 วัน ให้เปิดแอปพลิเคชันธนาคารเพื่อตรวจสอบยอดเงิน และกดดันให้โอนเงินทั้งหมดมาตรวจสอบ โดยกลุ่มผู้ต้องหาใช้บัญชีม้า ได้แก่ ผู้ต้องหาที่ 1, 2, 3, 4, 5, 10, 11 เป็นบัญชีม้ารับโอนแถวที่ 1 ผู้ต้องหาที่ 6, 7, 13 เป็นบัญชีม้ารับโอนแถวที่ 2 และ ผู้ต้องหาที่ 8, 9, 12 เป็นบัญชีม้ารับโอนแถวที่ 3 โดยผู้ต้องหาที่ 1, 2, 3, 7, 8, 10 และ 11 เป็นม้ากดเงินสด ที่มีหน้าที่รอรับคำสั่งให้ดำเนินการถอนเงินสดอยู่ทั่วประเทศ ทันทีที่ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีม้าที่เตรียมไว้ เพื่อตัดความเชื่อมโยงกับขบวนการใหญ่ แล้วส่งมอบเงินสดกลับเข้าสู่วงจรสแกมเมอร์ต่อไป

จากการตรวจสอบฐานข้อมูลของระบบรับแจ้งความออนไลน์ Thai Police Online พบว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้มีประวัติพัวพันกว่า 76 คดี มูลค่าความเสียหายรวมมากกว่า 123 ล้านบาท

พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลอาญาธนบุรี ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 13 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน, ร่วมกันฟอกเงิน”

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปราม จึงได้เปิดปฏิบัติการ The Red Line เส้นตายสายกดเงินในครั้งนี้ โดยสามารถตรวจค้นจับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 10 ราย ในพื้นที่ 8 จังหวัดทั่วประเทศ​

หนึ่งในผู้ต้องหาให้การว่า ตนถูกนายร้อยปอยเปตแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข่มขู่ว่าบัญชีธนาคารเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และเร่งให้โอนเงินออกจากบัญชีเช่นเดียวกันกับผู้เสียหาย พร้อมมอบคลิปวิดีโออัดหน้าจอดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบการให้ถ้อยคำไว้แล้ว เพื่อใช้สืบสวนติดตาม ขยายผลเพื่อนำผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้อง มาลงโทษตามกฎหมาย

ในชั้นจับกุมผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่าตนเองไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการหลอกลวงดังกล่าว

ตือนภัยประชาชน ปัจจุบันมิจฉาชีพได้พัฒนารูปแบบการหลอกลวงไปหลายรูปแบบ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ประชาชนควรให้ความสนใจติดตามข่าวสาร และพึ่งตระหนักไว้เสมอ ว่าตนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ ควรตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้จริง ติดต่อสายด่วน 191, 1441 หรือ www.thaipoliceonline.com

“ความปลอดภัยของคุณ เริ่มต้นที่ปลายนิ้ว… อย่าให้ความกลัว อยู่เหนือสติ”

ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ท.วรพล เลิศวิริยะพงศ์ สว.กก.2 บก.ป.
โทร. 093-1545666

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts