(20 พ.ค.69) เวลา 13.30 น. นายบรรลือ กุลละวณิชย์ ประธานสภาเมืองพัทยา เป็นประธานในการประชุมสภาเมืองพัทยา สมัยสามัญ สมัยที่สอง ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ.2569 ซึ่งถือเป็นการประชุมนัดสุดท้ายก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ ซึ่งมีนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ นายมาโนช หนองใหญ่ นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ และนายดำรงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา พร้อมคณะที่ปรึกษานายกเมืองพัทยา ทีมเลขานุการนายกเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยา ทีมเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมในการประชุม โดยมีนายธีรศักดิ์ จตุพงษ์ ปลัดเมืองพัทยา ทำหน้าที่เลขานุการสภาเมืองพัทยา ณ ห้องประชุมสภาเมืองพัทยา (ตากสิน) ศาลาว่าการเมืองพัทยา
การประชุมครั้งนี้ สภาเมืองพัทยาได้ให้ความเห็นชอบและผลักดันงบประมาณในหลายโครงการสำคัญ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ซึ่งสภาเมืองพัทยาได้ตั้งกระทู้สอบถามความคืบหน้าแนวทางการพัฒนาพื้นที่นาเกลือ โดยนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาพื้นที่นาเกลือ ที่มีความสำคัญในฐานะชุมชนเก่าแก่ที่เป็นรากฐานของการท่องเที่ยวพัทยา ปัจจุบันเมืองพัทยาได้ร่วมกับ อพท. พัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนที่มีอัตลักษณ์ โดยมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ณ สวนสาธารณะลานโพธิ์นาเกลืออย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่ โดยคณะผู้บริหารเมืองพัทยาได้ผลักดัน 12 โครงการสำคัญเพื่อพัฒนาพื้นที่นาเกลือให้เป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (ผลการดำเนินงานตามภาพประกอบ) ภายใต้แนวคิด “Old Town Naklua สีสันวัฒนธรรมแห่งเมืองพัทยา” ซึ่งประกอบด้วย
1.โครงการก่อสร้างอาคารจอดรถสำหรับตลาดจำหน่ายสินค้าของฝาก
2.โครงการปรับปรุงตลาดขายอาหารทะเล บริเวณตลาดลานโพธิ์
3.โครงการปรับปรุงสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ
4.โครงการก่อสร้างเส้นทางเดินชมธรรมชาติ ตลาดลานโพธิ์-จุดชมทัศนียภาพปากคลองนาเกลือและคลองนกยาง (สะพานยาว)
5.โครงการปรับปรุงจุดชมทัศนียภาพปากคลองนาเกลือและคลองนกยาง (สะพานยาว)
6.โครงการก่อสร้างเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าโกงกางคลองนกยาง
7.โครงการก่อสร้างท่าเรือประมงชุมชนนาเกลือ
8.โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองนาเกลือ
9.โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองนกยางและคลองนาเกลือ
10.โครงการพัฒนาศูนย์บริการชุมชน
11.โครงการอนุรักษ์อาคารไปรษณีย์เก่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
12.โครงการก่อสร้างทางเท้าโซนนาเกลือ
นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างกว่า 2,500 ดวงครอบคลุมทั่วพื้นที่เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และร่วมกับ กฟภ. เตรียมจัดระเบียบสายไฟและสายสื่อสารบนถนนพัทยา-นาเกลือ ตั้งแต่วงเวียนโลมา-แยกมุมอร่อย (ถ.สุขุมวิท) เพื่อปรับปรุงทัศนียภาพและยกระดับความปลอดภัยให้แก่ประชาชน
นอกจากนี้นายกเมืองพัทยาได้ตอบกระทู้ถามประเด็นความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสนามฟุตบอลในสนามกีฬาแห่งชาติภาคตะวันออก ว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขโครงหลังคาในระยะที่ 3 ส่วนที่เหลือ งบผูกพัน 3 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยโครงการระยะที่ 3 จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ประมาณเดือนกรกฎาคม 2570 และจะสามารถดำเนินโครงการระยะที่ 4 ต่อไปได้ด้วยงบประมาณที่ได้รับการผลักดันจากสภาเมืองพัทยาล่าสุด ซึ่งโครงการนี้ใช้งบประมาณ 340,680,000 บาท ตามสัญญาเลขที่ 425/2568 สิ้นสุดสัญญา 2 ตุลาคม 2570 โดยบริษัทกรีนทัมบ์ ทั้งนี้หากโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์ จะสามารถรองรับการแข่งขันกีฬาระดับอาเซียนและเอเชียนเกมส์ รวมถึงเป็นประโยชน์แก่ชาวพัทยาในการใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ในที่ประชุมยังได้เสนอญัตติขอรับความเห็นชอบในการผลักดันงบประมาณในหลายโครงการ ซึ่งประธานสภาเมืองพัทยาได้กำชับให้ส่วนราชการต่างๆ ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเด็นสำคัญที่ฝ่ายบริหารขอรับความเห็นชอบเพื่อเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ญัตติขอความเห็นชอบกู้เงินเบิกเกินบัญชีกับธนาคารออมสิน เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการของสถานธนานุบาลเมืองพัทยา จำนวน 50,000,000 บาท (ห้าสิบล้านบาทถ้วน) โดยนายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา เป็นผู้ชี้แจงหลักการและเหตุผล ว่า เนื่องจากปัจจุบันมีประชาชนมาใช้บริการสถานธนานุบาลเมืองพัทยาเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับใกล้เปิดภาคเรียนปีการศึกษาใหม่ทำให้สถานธนานุบาลฯ ต้องหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและเพื่อไม่ให้สถานธนานุบาลขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบในการบริหารงานของสถานธนานุบาล ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือและมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสถานธนานุบาล อันเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดเมืองพัทยา รวมทั้งเป็นเหตุให้เมืองพัทยาต้องขาดรายได้เพื่อใช้พัฒนาท้องถิ่นอีกด้วย เมืองพัทยาจึงมีความจำเป็นขออนุมัติกู้เงินเบิกเกินบัญชีกับธนาคารออมสิน จำนวน 50,000,000 บาท (ห้าสิบล้านบาทถ้วน) ซึ่งเป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กรณีเมืองพัทยาคงเงินฝากไว้กับธนาคารเท่ากับวงเงินที่ขอกู้ (ไม่ได้นำมาเป็นหลักประกัน) เท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน (ราชการ) บวก 1.50% ต่อปี (ปัจจุบันเท่ากับ 0.40% + 1.50% ต่อปี = 1.90% ต่อปี) และมีการพิจารณาทบทวนสัญญาทุกปี
นอกจากนี้ นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา ได้เสนอญัตติขอความเห็นชอบก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายเกินกว่าหนึ่งปีงบประมาณ สำหรับงานจ้างเหมาเดินระบบบำรุงรักษาระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย รวมถึงระบบป้องกันน้ำท่วมเมืองพัทยา เป็นระยะเวลาสามปีงบประมาณ (พ.ศ.2570 – พ.ศ.2572) วงเงิน 40,705,163.40 บาท รวมวงเงินค่าจ้างตลอดสัญญา 122,115,490.20 บาท ซึ่งการดำเนินการนี้เป็นไปตามข้อ 38 แห่งข้อบัญญัติเมืองพัทยา เรื่องวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2545 และมาตรา 62 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้เมืองพัทยามีอำนาจหน้าที่ในการบำบัดน้ำเสีย โดยปัจจุบันเมืองพัทยามีระบบบำบัดน้ำเสีย 2 แห่ง คือ ซอยหนองใหญ่และซอยบุณย์กัญจนา ซึ่งได้จ้างเอกชนดำเนินการบำรุงรักษาและบริหารจัดการ ระบบดังกล่าวมีเครื่องจักรและอุปกรณ์จำนวนมาก มีมูลค่าสูง และระบบการทำงานซับซ้อน ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จึงจำเป็นต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ ซึ่งสำนักช่างสุขาภิบาลมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ประกอบกับข้อจำกัดด้านงบประมาณบุคลากรตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 การจ้างเหมาเอกชนในระยะเวลาสามปีงบประมาณจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้การเดินระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเมืองพัทยา

















