นายไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ตามที่มีการกล่าวหาว่า นางสาวอุษณี พลังอุสาห์ ซึ่งเป็นแม่บ้านทำความสะอาด ได้ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อเอนกประสงค์ยี่ห้อหนึ่งลงในขวดนมให้กับเด็กดื่ม โดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง ได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้กับพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 เพื่อพิจารณา ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ปลอมปนอาหาร ยาหรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใด เพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้ และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ หรือจำหน่าย หรือเสนอขาย สิ่งเช่นว่านั้นเพื่อบุคคลเสพหรือใช้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 และ 236 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท และต่อมาพนักงานอัยการได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้
ภายหลังจากที่ได้รับผลการสอบสวนเพิ่มเติม พนักงานอัยการได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ต้องหาได้ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อจากขวดสเปรย์ที่มีการเจือจางโดยผสมน้ำเปล่าไว้แล้วนั้นลงไปในขวดนม หากบุคคลใดหรือแม้แต่เด็กได้ดื่มเข้าไปย่อมอาจเกิดอันตรายต่อชีวิตได้ เพราะน้ำยาฆ่าเชื้อในขวดสเปรย์ดังกล่าวมีสารเคมีที่อาจเกิดอันตรายต่อชีวิตตามผลรายงานของศูนย์พิษวิทยาฯ ประกอบกับรายละเอียดในสำนวนคดีแสดงให้เห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหามีลักษณะของการกระทำโดยการไตร่ตรอง จึงเห็นว่าการกระทำมีมูลความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 80 หรือมิฉะนั้นก็เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งมีเหตุปัจจัยหรือวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 81 ซึ่งมีอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอำนาจในการพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง
พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 ไม่อาจรับสำนวนคดีนี้ไว้พิจารณาได้ จึงให้คืนสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหาไปยังพนักงานสอบสวน เพื่อสรุปความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้เสร็จสิ้น หากเห็นว่าเป็นความผิดดังกล่าวให้ดำเนินการแจ้งข้อเท็จจริง แจ้งสิทธิ และแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาให้ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก่อนส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการที่มีเขตอำนาจพิจารณาต่อไป
งานโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด21 พฤษภาคม 2569
ข้อมูลเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 236 ผู้ใดปลอมปนอาหาร ยาหรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใด เพื่อบุคคลอื่นเสพย์หรือใช้ และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ หรือจำหน่าย หรือเสนอขาย สิ่งเช่นว่านั้นเพื่อบุคคลเสพย์หรือใช้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 296 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ถ้าความผิดนั้น มีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 289 ผู้ใด (1) ฆ่าบุพการี (2) ฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ (3) ฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่บุคคลนั้นจะช่วยหรือได้ช่วยเจ้าพนักงานดังกล่าวแล้ว (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (5) ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย (6) ฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น หรือ (7) ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอา หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ต้องระวางโทษประหารชีวิต
มาตรา 80 ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 81 ผู้ใดกระทำการโดยมุ่งต่อผลซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด แต่การกระทำนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำหรือเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ ให้ถือว่าผู้นั้นพยายามกระทำความผิด แต่ให้ลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นถ้าการกระทำดังกล่าวในวรรคแรกได้กระทำไปโดยความเชื่ออย่างงมงาย ศาลจะไม่ลงโทษก็ได้




