กสม. ชี้กรณีการย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีไปขังรวมนักโทษเด็ดขาดที่เรือนจำกลางบางขวางเป็นการละเมิดสิทธิ และไม่ได้สัดส่วนกับอัตราโทษ แนะเร่งแก้ไขย้ายกลับ – ตรวจสอบกรณีชาวสวนยาง อ.ด่านซ้าย จ.เลย ถูกยึดที่ทำกินและตัดโค่นต้นยางตามนโยบายทวงคืนผืนป่า แนะชะลอปฏิบัติการและจัดทำข้อมูลแยกประชาชนยากไร้ออกจากกลุ่มนายทุน – มอบรางวัลผู้ชนะการประกวดแนวคิดนวัตกรรมเมืองที่ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ ชื่นชมพลังเยาวชนร่วมขับเคลื่อนสิทธิของผู้สูงอายุ
วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 14.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายภาณุพันธ์ สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 23/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 เรื่องดังนี้
2.กสม. ตรวจสอบกรณีชาวสวนยาง อ.ด่านซ้าย จ.เลย ถูกยึดที่ทำกินและตัดโค่นต้นยางตามนโยบายทวงคืนผืนป่า แนะชะลอปฏิบัติการและจัดทำข้อมูลแยกประชาชนยากไร้ออกจากกลุ่มนายทุน
นายภาณุพันธ์ สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายชาวสวนยางพาราและผู้ยากไร้ที่ทำกินภาคอีสาน (จังหวัดเลย) เมื่อเดือนมกราคม 2568 สรุปว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2558 เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) และหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.2 (ด่านซ้าย) (ผู้ถูกร้องทั้งสาม) สนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจยึดที่ดินทำกิน แจ้งความดำเนินคดี และตัดฟันต้นยางพาราของประชาชนในพื้นที่ตำบลโคกงาม ตำบลปากหมัน และตำบลนาดี อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยไม่แจ้งให้ประชาชนและผู้นำในพื้นที่ทราบล่วงหน้า รวมทั้งไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง โต้แย้งสิทธิ หรือมีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบ ทำให้เกิดปัญหาในการเข้าไปทำกินในที่ดินที่ทำประโยชน์สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน จากนั้นเมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2567 หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.2 (ด่านซ้าย) ได้เข้าไปตัดฟันต้นยางพาราในพื้นที่บ้านนาทอง หมู่ที่ 1 ตำบลปากหมัน ประมาณ 300 ไร่ และมีแผนงานที่จะเข้าไปตัดฟันต้นยางเพิ่มเติมอีกเป็นระลอก ๆ เมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณ ผู้ร้องเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า การเข้าตรวจยึดที่ดินทำกิน แจ้งความดำเนินคดีประชาชน และการตัดฟันต้นยางพาราโดยหน่วยงานผู้ถูกร้องทั้งสาม เป็นการดำเนินงานตามนโยบายทวงคืนผืนป่าและการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ในการเข้าตรวจยึดที่ดินและแจ้งความดำเนินคดี โดยก่อนการเข้าตัดฟันต้นยางพาราซึ่งเป็นการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ได้มีหนังสือและคำสั่งแจ้งให้ออกจากป่าสงวนแห่งชาติ พร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและพืชผลอาสิน รวมถึงมีการแจ้งเตือนก่อนการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง พร้อมกับให้สิทธิผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งสามารถอุทธรณ์หรือโต้แย้งภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ การปฏิบัติการในช่วงเวลาดังกล่าวดำเนินไปภายใต้นโยบายทวงคืนผืนป่าของ คสช. ตามคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 โดยกำหนดให้การดำเนินการใด ๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งมีผลบังคับใช้
กสม. เห็นว่า การที่ผู้ถูกร้องทั้งสามดำเนินการตามนโยบายข้างต้นโดยใช้ข้อมูลนายทุนผู้บุกรุกป่าที่สืบหาในทางลับเพื่อกำหนดพื้นที่ตรวจยึด และกำหนดขอบเขตพื้นที่ตรวจยึดเป็นแปลงใหญ่โดยรวม แต่ไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อจำแนกผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ออกจากนายทุนที่บุกรุกป่าหรือผู้ที่บุกรุกใหม่ไว้อย่างชัดเจน และก่อนเข้าตรวจยึด ยังขาดกระบวนการสำรวจหรือตรวจสอบและจัดทำข้อมูลผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย ผู้ไร้ที่ดินทำกินในพื้นที่ และจำนวนครัวเรือน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับนายทุนหรือผู้ที่บุกรุกใหม่อย่างชัดเจนโดยละเอียด ทำให้การตรวจยึดที่ดินดังกล่าวอาจมีความคลาดเคลื่อนและไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของนายทุนหรือผู้ที่บุกรุกใหม่ และมีความเสี่ยงที่อาจจะกระทบต่อผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน อีกทั้งอาจส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ที่เป็นผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ที่เข้าข้อยกเว้นตามคำสั่ง คสช. เกิดความสับสนเกี่ยวกับเงื่อนไขข้อยกเว้นและอาจขาดโอกาสในการเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินตามนโยบายต่าง ๆ ของรัฐ
การดำเนินการดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับแนวทางตามคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 ที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดถือเป็นนโยบายในการปฏิบัติงานในขณะนั้นซึ่งยังบังคับใช้อยู่ และไม่สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่ให้การรับรองสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินและรับรองให้บุคคลและชุมชนมีสิทธิในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และรัฐพึงกำหนดมาตรการการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม จึงรับฟังได้ว่าหน่วยงานผู้ถูกร้องทั้งสาม มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินการตามนโยบายทวงคืนผืนป่าในพื้นที่ตำบลโคกงาม ตำบลปากหมัน และตำบลนาดี อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกรมป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) และหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.2 (ด่านซ้าย) ผู้ถูกร้องทั้งสาม ให้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง สำรวจหรือตรวจสอบพื้นที่พิพาทในตำบลโคกงาม ตำบลปากหมัน และตำบลนาดี อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เพื่อจัดทำข้อมูลประชาชนที่ทำกินในพื้นที่พิพาท ที่เข้าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 และแก้ไขปัญหาตามกรอบมาตรการดังกล่าว รวมถึงตามนโยบายต่าง ๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดคุณลักษณะของนายทุนหรือผู้ที่บุกรุกใหม่ให้ชัดเจน เพื่อจำแนกออกจากบุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ทั้งนี้ ให้ชะลอการเข้าตัดฟันต้นยางพาราหรือพืชผลอาสินอื่น ๆ ในพื้นที่ตรวจยึดตามเรื่องร้องเรียนไว้ก่อน จนกว่าจะดำเนินการตามข้อเสนอแนะข้างต้นแล้วเสร็จ







