วันจันทร์, มิถุนายน 29, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวจาก "สวรรค์" รง.ทุนจีนเทาสู่...

จาก “สวรรค์” รง.ทุนจีนเทาสู่ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ฤาเมืองไทยจะเป็น”ฮับขยะอิเล็กทรอนิกส์” โลก!

ขณะที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI ) จนทำให้ธุรกิจ “ดาต้าเซนเตอร์”ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้า และน้ำปริมาณมหาศาล จนกลายเป็นวิกฤติแย่งชิงทรัพยากรในเมืองใหญ่ทั่วโลก

ถึงขนาดที่ สถาบันวิจัยน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ(UNU) ออกโรงเตือนก่อนหน้านี้ ว่า AI และ Data Center กำลังเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของโลกยุคปัจจุบัน

ทำให้ประเทศต่างๆ เริ่มใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อกำกับดูแลศูนย์ธุรกิจ Data Center และAI เหล่านี้ โดยมุ่งเน้นควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม การบริหารพลังงาน ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และจริยธรรมของข้อมูล

ล่าสุด “สมาพันธ์เมืองใหญ่”หรือ C40 (Cities40)ได้ร่วมกันจัดทำข้อตกลง “Global Urban Data Centres Pact” เพื่อสร้างกรอบกติกาควบคุมการขยายตัวของธุรกิจ Data Center ที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณูปโภคและวิถีชีวิตผู้คน โดยเรียกร้องให้ธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ต้องใช้พลังงานหมุนเวียน 100% มีระบบระบายความร้อนที่ไม่แย่งทรัพยากรน้ำจากประชาชน และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม

แต่สำหรับประเทศไทยเรากลับตรงข้าม! รัฐบาลไทยกำลังตีปี๊บอ้าแขนรับ “บิ๊กเทค AI” และศูนย์ธุรกิจ Data Center เหล่านี้อย่างไม่ลืมหูลืมตา มองข้ามผลกระทบในวงกว้างที่จะเกิดตามมา

@ ส่งเสริมการลงทุน BOI รับ Big Tech-Data Center

ไม่เพียงรัฐบาลไทยจะงัดมาตรการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ทั้งมาตรการด้านภาษี และมาตรการเสริมที่ไม่ใช่ภาษี ในการดึงดูดบิ๊กเทค AI และธุรกิจ Data Center ทั้งหลายให้เข้ามาลงทุนในไทย

โดยหากเป็นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) 5 กลุ่มในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) นอกจากจะได้รับการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีโดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3/5 ปีสูงสุดไม่เกิน 15 ปี

การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ และผู้บริหารชาวต่างชาติในอัตราต่ำเพียง 17% และยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร วัตถุดิบ และชิ้นส่วนที่นำเข้ามาเพื่อผลิตหรือวิจัยและพัฒนา เป็นต้น

ด้านสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษี อาทิ สิทธิการถือครองที่ดินที่อนุญาตให้นิติบุคคลต่างด้าว สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อใช้ประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม และถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดที่พักอาศัยได้ อนุญาตให้ซื้อและถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดในเขตพื้นที่ EEC ได้เกินสัดส่วนปกติ (สูงสุดถึง 100%)

สิทธิในการนำคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร (EEC Visa)โดยให้สิทธิการทำงานนานสูงสุดถึง 5 ปี สำหรับผู้เชี่ยวชาญและครอบครัว

ด้านการจัดหาสาธารณูปโภคทั้งน้ำ-ไฟนั้น รัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้ประกาศนโยบายเปิดเสรีซื้อ-ขายไฟฟ้าสะอาด Direct PPA ปรับรื้อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP เพื่อปรับร่นแผนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ Data Center และ AI ที่ว่านี้

คำถามที่หลายฝ่ายถามกลับไปยังรัฐบาลก็คือ ประเทศไทยและประชาชนคนไทยได้ “อานิสงส์”อะไรจากการไหลบ่าเข้ามาของยักษ์ AI และ Data Center เหล่านี้บ้าง
ธุรกิจเหล่านี้ก่อให้เกิดการจ้างงานเรือนหมื่นเรือนแสนคน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน ผลักดันให้ GDP ของประเทศขยายตัวแบบ”ก้าวกระโดด”

และประชาชนคนไทยจะรวยกันถ้วนหน้า กลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง High-Income Country ที่ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเกิน 490,000 บาท (15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ)ต่อปี ในระยะ12 ปีข้างหน้า ดั่งที่ “นายกอนุทิน ชาญวีรกุล” ป่าวประกาศได้จริงหรือ?

แค่เศษเสี้ยวของโครงการ Thailand AI Passport ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม “ดีอี” ประกาศเดินหน้าแจก AI Pro- AI Premium ให้คนไทย 5 ล้านคนได้ใช้ฟรีใน 1 ปี รัฐบาลยังต้องถลุงภาษีไปกว่า 1600 ล้านบาทไปแล้วเลย

อนาคตประชาชนคนไทยจะไม่ยิ่งตกเป็น”ทาส”ของธุรกิจเหล่านี้กว่าที่เป็นอยู่หรือ?

@ คนไทยได้อะไรจาก Data Center

สำหรับประชาชนคนไทยที่ยังสับสน ไม่เข้าใจ เราคงต้องถามตัวเราเองว่าการไหล่บ่าเข้ามาของบิ๊กเทค AI แพลตฟอร์มยักษ์จากต่างประเทศและData center เหล่านี้จะสร้างคุณูประโยชน์ให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทยเราจริงหรือ? จะก่อให้เกิดการลงทุนเป็นหมื่นล้าน แสนล้านหรือหลายแสนล้านจริงหรือ?

สิ่งที่ทุกฝ่าย “ต้องตระหนัก” สิ่งที่มาพร้อมกับบิ๊กเทค AI และ Data Center เหล่านี้คือการใช้ทรัพยากรทั้งน้ำ ไฟฟ้า และการใช้ที่ดิน แต่ทิ้งปัญหามลพิษ และ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” เอาไว้มหาศาล

ลำพังแค่การจัดการกับปัญหาการลักลอบตั้งโรงงานรวบรวม คัดแยกและรีไซเคิลขยะพิษ ขยะพลาสติก กากอุตสาหกรรม และขยะอิเล็กทรอนิกส์(E-weste) ของกลุ่มทุนจีนเทาทั้งหลายที่ประเทศไทยกำลัง้ผชิญอยู่ ก็ทำให้ประชาชนคนไทย”หายใจไม่ทั่วท้อง”อยู่แล้ว

เพราะความหย่อนยานในการบังคับใช้กฏหมายของบ้านเรานั้น ไม่อาจสร้างความไว้วางใจให้แก่ประชาชนคนไทยได้เลย

ดูอย่างกรณีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ไฟเขียวให้โรงงานเหล็ก “ซินเคอหยวน” ของกลุ่มทุนจีนกลับมาเปิดดำเนินการได้ล่าสุดนั้น วันนี้สังคมต่างตั้งข้อกังขา กระทรวงอุตสาหกรรมอนุมัติกันไปได้อย่างไร ?

โรงงานผลิตเหล็ก IF ที่ทางการจีนขับไล่พ้นประเทศ ไม่ยอมให้ตั้งในประเทศจีนแล้ว แต่กลับจัดตั้งโรงงานผลิตในไทย แถมได้รับการตรวจสอบว่า “ได้มาตรฐานมอก.”ของไทยด้วยอีก พูดไปใครจะเชื่อ!

ล่าสุด “นายวรภัค ธัญยาวงษ์”อดีตรมช.คลังได้โพสต์ FB ตั้งคำถามให้ทุกฝ่ายได้คิด “ถ้าประเทศไทยเป็นเพียง “ขายที่ดิน, ขายไฟฟ้า, ให้ BOI, ให้ต่างชาตินำเข้าอุปกรณ์ทั้งหมด, ใช้วิศวกรต่างชาติ, (แถมใช้แรงงานต่างชาติ) กำไรขนกลับบริษัทแม่ต่างประเทศแล้ว

Data Center (ที่รัฐบาลตีปี๊บ-เพรียกหา) ก็ไม่ต่างไปจาก“โรงงานอุตสาหกรรมหนักที่กินไฟมาก แต่สร้างการจ้างงานน้อย!

โดยยกตัวอย่าง แม้ศูนย์ Data Center ขนาด 100 MW ที่ลงทุนกว่า 50,000-70,000 ล้านบาท แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วอาจมีพนักงานประจำเพียง 100-300 คน หากดูเฉพาะการจ้างงานโดยตรง อาจไม่คุ้มกับไฟฟ้าที่ใช้ซึ่งเทียบเท่าจังหวัดขนาดกลางจังหวัดหนึ่ง

“สิ่งที่ผมกังวลที่สุดไม่ใช่เรื่อง Data Center มากเกินไป แต่เป็น การใช้ไฟฟ้าราคาถูกอุดหนุนต่างชาติ ถ้า Data Center ใช้ไฟ 200 MW เท่ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หนึ่งโรง หากประชาชนหรือภาคอุตสาหกรรมไทยต้องแบกรับต้นทุนค่าไฟที่สูงขึ้นเพื่ออุดหนุนผู้ประกอบการต่างชาติ อันนี้ไม่คุ้มแน่”

@ ไทยแลนด์แดนสวรรค์ รง.ทุนเทาจีน

ย้อนกลับไปปลายปีก่อน 2568 “ชุดปฏิบัติการสุดซอย”ของกระทรวงอุตสาหกรรม เคยบุกทลาย “รง.ทุนจีน”ที่ระยองซึ่งลักลอบนำเข้ายางรถยนต์ใช้แล้วจากต่างประเทศ ก่อนนำมารีไซเคิลปั๊มเป็นยางรถยนต์ใหม่ส่งขายทั่วประเทศ มีการตรวจยึดเศษยางและยางเก่ากว่า 5,000 ตันมูลค่านับ 100 ล้านบาท

ต้นเดือน พ.ค.69 ที่ผ่านมาก็เกิดเหตุรถบรรทุกสิบลอบขน”แบตเตอรี่ลิเธียม”มาเต็มคันเกิดเหตุระเบิด-เพลิงไหม้ขึ้นบนถนนเทพรัตน์ (บางนา-ตราด) ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสาวไปถึงต้นตอ ซึ่งก็พบว่า ลักลอบขนมาจากโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อนที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่ลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต

สัปดาห์ก่อนชุมชนโดยรอบคลองห้วยตะเข้ คลองเกด และคลองเพียว จ.สระบุรี ก็ต้องผงะกับปัญหาน้ำเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง เมื่อจนท.ลงตรวจสอบก็พบมีการปนเปื้อนสารหนู ตะกั่ว สารเคมีเบนซีน(Benzene) และโทลูอีน (Toluene)ในอุตสาหกรรมน้ำมันและพลาสติก ไม่รู้ป่านนี้อุตสาหกรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสาวไปถึงต้นตอที่ทำให้น้ำเน่าเสียได้หรือยัง?

ปลายเดือนพฤษภาคม 69 ที่ผ่านมา เกิดเหตุหลังคาโรงงานถล่มที่ ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง ชลบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นก็พบว่า เป็นโรงงานของกลุ่มทุนจีนเทาที่ลักลอบซุก “แรงงานเถื่อน” ทั้งจีนและเมียนม่าถึง 25 คนโดยไม่มีเอกสารการจ้างงานใดๆ

ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่ ต.พนานิคม อ.นิคมพัฒนาก็ลุกฮือขึ้นมากระทุ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภูเขาขยะพิษ ที่เป็นกากอุตสาหกรรมกองมหึมา ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ซึ่งก็คาดว่ามาจากโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ของ “ทุนจีนเทา”อีก

ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเครื่องตอกย้ำให้เห็นว่า เมืองไทยเรายังคงเป็น “สวรรค์” ของโรงงานขยะพิษ ขยะอุตสาหกรรม และรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ประชาชนคนไทยได้แต่นั่งทำตาปริบๆ ไม่รู้จะระเบิดตูมตาม ปล่อยมลพิษออกมาเขย่าขวัญกันเมื่อไหร่

เมื่อรัฐบาลไทยยังคงอ้าแขนรับบิ๊กเทค AI และ ศูนย์ Data Center ให้เข้ามาลงทุนในไทยเต็มพิกัด โดยที่ระบบตรวจสอบและกำกับดูแลตลอดจนการบังคับใช้กฏหมายในบ้านเมืองเรา “มีก็เหมือนไม่มี”แล้ว

ในอนาคตอันใกล้เมืองไทยเราคงหนีไม่พ้นที่จะกลายเป็น “ฮับขยะอิเล็กทรอนิกส์”ของโลกอย่างแน่นอน!!!

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

“บิ๊กเต่า” แฉกลโกง “หมุนเงินบาป” ทุจริตสอบท้องถิ่น-โกงที่ดินภูเก็ต โยกเงินโปะปิดปากคดี

ล่าสุด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) หรือ "บิ๊กเต่า" เปิดเผยพฤติการณ์เชิงลึกภายหลังการสืบสวนและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องระบุว่า คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเรียกรับเงินและจ่ายทรัพย์สินเพื่ออำนวยความสะดวกในการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นจริง ยิ่งไปกว่านั้น จากการแกะรอยทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลและสแกนเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่ พบข้อมูลเชิงลึกที่น่าเชื่อว่ามีการ "หมุนทรัพย์สิน" จากคดีหนึ่งไปโปะคืนในอีกคดีหนึ่งเพื่อบดบังความผิด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ อธิบายเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ บก.ปปป. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายรายหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ ชี้เบาะแสว่าถูกนายรุ่งเรืองเรียกรับเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อแลกกับการช่วยดำเนินการแก้ไขทางเทคนิคและข้อกฎหมายเกี่ยวกับเอกสารสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค.1 ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งกรณีดังกล่าวทางตำรวจอยู่ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ทว่าเมื่อเจ้าหน้าที่สืบสวนรอยเท้าสเตทเม้นท์ธนาคารกลับพบจุดเชื่อมโยงสำคัญ โดยพบว่าหลังจากผู้เสียหายคดีที่ดินโอนเงิน 1 ล้านบาทเข้าบัญชีนายรุ่งเรืองแล้ว ได้มีการสั่งโอนเงินจำนวน 9 แสนบาทจากยอดดังกล่าว ไปชดใช้คืนให้กับกลุ่มผู้เสียหายในคดีแรก (คดีทุจริตสอบรับราชการท้องถิ่น) ขณะที่ส่วนต่างอีก 1 แสนบาท ยังคงตกค้างอยู่ในบัญชีเงินฝากส่วนตัวของนายรุ่งเรือง นอกจากนี้...

เกาะติดทุจริตสอบท้องถิ่น ฝ่าย กม.ให้ข้อมูลเพิ่ม จ่อแจ้งข้อหาหนัก “อดีตปลัดภูเก็ต” เรียกรับผลประโยชน์โรงแรม-รีสอร์ท ลุ้นขยายผลบิ๊กข้าราชการ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 มิ.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก.2 บก.ป.) เพื่อให้รายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการทุจริตสอบอีกรอบหนึ่ง พบหลักฐานมัด "อดีตปลัดภูเก็ต" พ่วงส่วยโรงแรมหลังจากที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ทำการจับกุมและเข้าตรวจค้นบ้านพักของอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ในพื้นที่จังหวัดสงขลา รวมถึงส่งทีมสืบสวนลงพื้นที่ปูพรมหาพยานหลักฐานในจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่องตลอด 2 วันที่ผ่านมา รายงานข่าวล่าสุด ระบุว่า การลงพื้นที่ภูเก็ตครั้งนี้ไม่เพียงแต่พบหลักฐานเชื่อมโยงไปยังบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบเท่านั้น แต่ยังพบพฤติกรรมฉาวซ้ำซ้อน โดยชุดสืบสวนพบหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่า อดีตปลัดรายนี้มีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์ (ส่วย) จากผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ทในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอีกด้วย จากพยานหลักฐานที่สาวถึงขบวนการดังกล่าว พนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) อยู่ระหว่างเตรียมแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับอดีตปลัดภูเก็ตในความผิดฐาน "ทุจริตเรียกรับผลประโยชน์" นอกจากนี้ เร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการ...

ศรัทธาแน่นวัด! แห่อาบน้ำมนต์ “พระพุทธเจ้าชนะมาร มหากระดอนสะท้อนกลับ” จากหลวงพ่อสง่า เชื่อช่วยปัดเป่าความทุกข์โศก ขจัดศัตรู และเสริมสิริมงคล

https://www.youtube.com/watch?v=Y903eZiYUGA เมื่อเวลา 13.09 น. วันที่ 28 มิ.ย. 2569 ที่วัดเขาไม้แดง ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี บรรยากาศภายในวัดเป็นไปด้วยความคึกคัก เมื่อประชาชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมพิธี อาบน้ำมนต์พระพุทธเจ้าชนะมาร (มหากระดอนสะท้อนกลับ) โดยมี พระครูวิสิฐธรรมโสภณ หรือ “หลวงพ่อสง่า ติกขวีโร” เจ้าอาวาสวัดเขาไม้แดง เป็นประธานประกอบพิธีอาบน้ำมนต์ในครั้งนี้เชื่อกันว่ามี พุทธคุณช่วยขจัดเคราะห์กรรม ปัดเป่าสิ่งไม่ดี ทำให้ศัตรูกลายเป็นมิตร ล้างคุณไสย และเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกลั่นแกล้ง ถูกใส่ร้าย หรือประสบอุปสรรคในหน้าที่การงาน หลวงพ่อสง่าได้นั่งทำพิธีบริกรรมคาถาอยู่หน้าอ่างน้ำมนต์ขนาดใหญ่ 2 อ่าง และโอ่งน้ำมนต์อีก 2 โอ่ง ก่อนจะทำพิธีอาบน้ำมนต์ให้ผู้ร่วมพิธีคนละ 1 ขัน จากนั้นให้ลูกศิษย์ช่วยรดน้ำมนต์ต่อเนื่องจนทั่วถึงทุกคน...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.