ขณะที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI ) จนทำให้ธุรกิจ “ดาต้าเซนเตอร์”ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้า และน้ำปริมาณมหาศาล จนกลายเป็นวิกฤติแย่งชิงทรัพยากรในเมืองใหญ่ทั่วโลก
ถึงขนาดที่ สถาบันวิจัยน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ(UNU) ออกโรงเตือนก่อนหน้านี้ ว่า AI และ Data Center กำลังเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของโลกยุคปัจจุบัน
ทำให้ประเทศต่างๆ เริ่มใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อกำกับดูแลศูนย์ธุรกิจ Data Center และAI เหล่านี้ โดยมุ่งเน้นควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม การบริหารพลังงาน ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และจริยธรรมของข้อมูล
ล่าสุด “สมาพันธ์เมืองใหญ่”หรือ C40 (Cities40)ได้ร่วมกันจัดทำข้อตกลง “Global Urban Data Centres Pact” เพื่อสร้างกรอบกติกาควบคุมการขยายตัวของธุรกิจ Data Center ที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณูปโภคและวิถีชีวิตผู้คน โดยเรียกร้องให้ธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ต้องใช้พลังงานหมุนเวียน 100% มีระบบระบายความร้อนที่ไม่แย่งทรัพยากรน้ำจากประชาชน และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม
แต่สำหรับประเทศไทยเรากลับตรงข้าม! รัฐบาลไทยกำลังตีปี๊บอ้าแขนรับ “บิ๊กเทค AI” และศูนย์ธุรกิจ Data Center เหล่านี้อย่างไม่ลืมหูลืมตา มองข้ามผลกระทบในวงกว้างที่จะเกิดตามมา
@ ส่งเสริมการลงทุน BOI รับ Big Tech-Data Center
ไม่เพียงรัฐบาลไทยจะงัดมาตรการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ทั้งมาตรการด้านภาษี และมาตรการเสริมที่ไม่ใช่ภาษี ในการดึงดูดบิ๊กเทค AI และธุรกิจ Data Center ทั้งหลายให้เข้ามาลงทุนในไทย
โดยหากเป็นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) 5 กลุ่มในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) นอกจากจะได้รับการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีโดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3/5 ปีสูงสุดไม่เกิน 15 ปี
การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ และผู้บริหารชาวต่างชาติในอัตราต่ำเพียง 17% และยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร วัตถุดิบ และชิ้นส่วนที่นำเข้ามาเพื่อผลิตหรือวิจัยและพัฒนา เป็นต้น
ด้านสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษี อาทิ สิทธิการถือครองที่ดินที่อนุญาตให้นิติบุคคลต่างด้าว สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อใช้ประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม และถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดที่พักอาศัยได้ อนุญาตให้ซื้อและถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดในเขตพื้นที่ EEC ได้เกินสัดส่วนปกติ (สูงสุดถึง 100%)
สิทธิในการนำคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร (EEC Visa)โดยให้สิทธิการทำงานนานสูงสุดถึง 5 ปี สำหรับผู้เชี่ยวชาญและครอบครัว
ด้านการจัดหาสาธารณูปโภคทั้งน้ำ-ไฟนั้น รัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้ประกาศนโยบายเปิดเสรีซื้อ-ขายไฟฟ้าสะอาด Direct PPA ปรับรื้อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP เพื่อปรับร่นแผนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ Data Center และ AI ที่ว่านี้
คำถามที่หลายฝ่ายถามกลับไปยังรัฐบาลก็คือ ประเทศไทยและประชาชนคนไทยได้ “อานิสงส์”อะไรจากการไหลบ่าเข้ามาของยักษ์ AI และ Data Center เหล่านี้บ้าง
ธุรกิจเหล่านี้ก่อให้เกิดการจ้างงานเรือนหมื่นเรือนแสนคน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน ผลักดันให้ GDP ของประเทศขยายตัวแบบ”ก้าวกระโดด”
และประชาชนคนไทยจะรวยกันถ้วนหน้า กลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง High-Income Country ที่ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเกิน 490,000 บาท (15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ)ต่อปี ในระยะ12 ปีข้างหน้า ดั่งที่ “นายกอนุทิน ชาญวีรกุล” ป่าวประกาศได้จริงหรือ?
แค่เศษเสี้ยวของโครงการ Thailand AI Passport ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม “ดีอี” ประกาศเดินหน้าแจก AI Pro- AI Premium ให้คนไทย 5 ล้านคนได้ใช้ฟรีใน 1 ปี รัฐบาลยังต้องถลุงภาษีไปกว่า 1600 ล้านบาทไปแล้วเลย
อนาคตประชาชนคนไทยจะไม่ยิ่งตกเป็น”ทาส”ของธุรกิจเหล่านี้กว่าที่เป็นอยู่หรือ?
@ คนไทยได้อะไรจาก Data Center
สำหรับประชาชนคนไทยที่ยังสับสน ไม่เข้าใจ เราคงต้องถามตัวเราเองว่าการไหล่บ่าเข้ามาของบิ๊กเทค AI แพลตฟอร์มยักษ์จากต่างประเทศและData center เหล่านี้จะสร้างคุณูประโยชน์ให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทยเราจริงหรือ? จะก่อให้เกิดการลงทุนเป็นหมื่นล้าน แสนล้านหรือหลายแสนล้านจริงหรือ?
สิ่งที่ทุกฝ่าย “ต้องตระหนัก” สิ่งที่มาพร้อมกับบิ๊กเทค AI และ Data Center เหล่านี้คือการใช้ทรัพยากรทั้งน้ำ ไฟฟ้า และการใช้ที่ดิน แต่ทิ้งปัญหามลพิษ และ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” เอาไว้มหาศาล
ลำพังแค่การจัดการกับปัญหาการลักลอบตั้งโรงงานรวบรวม คัดแยกและรีไซเคิลขยะพิษ ขยะพลาสติก กากอุตสาหกรรม และขยะอิเล็กทรอนิกส์(E-weste) ของกลุ่มทุนจีนเทาทั้งหลายที่ประเทศไทยกำลัง้ผชิญอยู่ ก็ทำให้ประชาชนคนไทย”หายใจไม่ทั่วท้อง”อยู่แล้ว
เพราะความหย่อนยานในการบังคับใช้กฏหมายของบ้านเรานั้น ไม่อาจสร้างความไว้วางใจให้แก่ประชาชนคนไทยได้เลย
ดูอย่างกรณีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ไฟเขียวให้โรงงานเหล็ก “ซินเคอหยวน” ของกลุ่มทุนจีนกลับมาเปิดดำเนินการได้ล่าสุดนั้น วันนี้สังคมต่างตั้งข้อกังขา กระทรวงอุตสาหกรรมอนุมัติกันไปได้อย่างไร ?
โรงงานผลิตเหล็ก IF ที่ทางการจีนขับไล่พ้นประเทศ ไม่ยอมให้ตั้งในประเทศจีนแล้ว แต่กลับจัดตั้งโรงงานผลิตในไทย แถมได้รับการตรวจสอบว่า “ได้มาตรฐานมอก.”ของไทยด้วยอีก พูดไปใครจะเชื่อ!
ล่าสุด “นายวรภัค ธัญยาวงษ์”อดีตรมช.คลังได้โพสต์ FB ตั้งคำถามให้ทุกฝ่ายได้คิด “ถ้าประเทศไทยเป็นเพียง “ขายที่ดิน, ขายไฟฟ้า, ให้ BOI, ให้ต่างชาตินำเข้าอุปกรณ์ทั้งหมด, ใช้วิศวกรต่างชาติ, (แถมใช้แรงงานต่างชาติ) กำไรขนกลับบริษัทแม่ต่างประเทศแล้ว
Data Center (ที่รัฐบาลตีปี๊บ-เพรียกหา) ก็ไม่ต่างไปจาก“โรงงานอุตสาหกรรมหนักที่กินไฟมาก แต่สร้างการจ้างงานน้อย!
โดยยกตัวอย่าง แม้ศูนย์ Data Center ขนาด 100 MW ที่ลงทุนกว่า 50,000-70,000 ล้านบาท แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วอาจมีพนักงานประจำเพียง 100-300 คน หากดูเฉพาะการจ้างงานโดยตรง อาจไม่คุ้มกับไฟฟ้าที่ใช้ซึ่งเทียบเท่าจังหวัดขนาดกลางจังหวัดหนึ่ง
“สิ่งที่ผมกังวลที่สุดไม่ใช่เรื่อง Data Center มากเกินไป แต่เป็น การใช้ไฟฟ้าราคาถูกอุดหนุนต่างชาติ ถ้า Data Center ใช้ไฟ 200 MW เท่ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หนึ่งโรง หากประชาชนหรือภาคอุตสาหกรรมไทยต้องแบกรับต้นทุนค่าไฟที่สูงขึ้นเพื่ออุดหนุนผู้ประกอบการต่างชาติ อันนี้ไม่คุ้มแน่”
@ ไทยแลนด์แดนสวรรค์ รง.ทุนเทาจีน
ย้อนกลับไปปลายปีก่อน 2568 “ชุดปฏิบัติการสุดซอย”ของกระทรวงอุตสาหกรรม เคยบุกทลาย “รง.ทุนจีน”ที่ระยองซึ่งลักลอบนำเข้ายางรถยนต์ใช้แล้วจากต่างประเทศ ก่อนนำมารีไซเคิลปั๊มเป็นยางรถยนต์ใหม่ส่งขายทั่วประเทศ มีการตรวจยึดเศษยางและยางเก่ากว่า 5,000 ตันมูลค่านับ 100 ล้านบาท
ต้นเดือน พ.ค.69 ที่ผ่านมาก็เกิดเหตุรถบรรทุกสิบลอบขน”แบตเตอรี่ลิเธียม”มาเต็มคันเกิดเหตุระเบิด-เพลิงไหม้ขึ้นบนถนนเทพรัตน์ (บางนา-ตราด) ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสาวไปถึงต้นตอ ซึ่งก็พบว่า ลักลอบขนมาจากโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อนที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่ลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต
สัปดาห์ก่อนชุมชนโดยรอบคลองห้วยตะเข้ คลองเกด และคลองเพียว จ.สระบุรี ก็ต้องผงะกับปัญหาน้ำเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง เมื่อจนท.ลงตรวจสอบก็พบมีการปนเปื้อนสารหนู ตะกั่ว สารเคมีเบนซีน(Benzene) และโทลูอีน (Toluene)ในอุตสาหกรรมน้ำมันและพลาสติก ไม่รู้ป่านนี้อุตสาหกรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสาวไปถึงต้นตอที่ทำให้น้ำเน่าเสียได้หรือยัง?
ปลายเดือนพฤษภาคม 69 ที่ผ่านมา เกิดเหตุหลังคาโรงงานถล่มที่ ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง ชลบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นก็พบว่า เป็นโรงงานของกลุ่มทุนจีนเทาที่ลักลอบซุก “แรงงานเถื่อน” ทั้งจีนและเมียนม่าถึง 25 คนโดยไม่มีเอกสารการจ้างงานใดๆ
ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่ ต.พนานิคม อ.นิคมพัฒนาก็ลุกฮือขึ้นมากระทุ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภูเขาขยะพิษ ที่เป็นกากอุตสาหกรรมกองมหึมา ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ซึ่งก็คาดว่ามาจากโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ของ “ทุนจีนเทา”อีก
ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเครื่องตอกย้ำให้เห็นว่า เมืองไทยเรายังคงเป็น “สวรรค์” ของโรงงานขยะพิษ ขยะอุตสาหกรรม และรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ประชาชนคนไทยได้แต่นั่งทำตาปริบๆ ไม่รู้จะระเบิดตูมตาม ปล่อยมลพิษออกมาเขย่าขวัญกันเมื่อไหร่
เมื่อรัฐบาลไทยยังคงอ้าแขนรับบิ๊กเทค AI และ ศูนย์ Data Center ให้เข้ามาลงทุนในไทยเต็มพิกัด โดยที่ระบบตรวจสอบและกำกับดูแลตลอดจนการบังคับใช้กฏหมายในบ้านเมืองเรา “มีก็เหมือนไม่มี”แล้ว
ในอนาคตอันใกล้เมืองไทยเราคงหนีไม่พ้นที่จะกลายเป็น “ฮับขยะอิเล็กทรอนิกส์”ของโลกอย่างแน่นอน!!!




