วันเสาร์, กรกฎาคม 4, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวถึงเวลา "ล้างไพ่" "ไฮสปีด...

ถึงเวลา “ล้างไพ่” “ไฮสปีด 3 สนามบิน”

เหลือบไปเห็นข้อเขียนของ “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์” วิศวกรผู้เชี่ยวชาญระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ และรองหัวหน้าพรรคปชป.อดีตรองผู้ว่า กทม.ที่ออกมาวิพากษ์โครงการรถไฟความเร็วสูง”ไฮสปีดเทรน”เชื่อม 3 สนามบินมูลค่า 224,544.36 ล้านบาทล่าสุด ว่า ” 7 ปีผ่านไป คนไทยได้อะไรจากโครงการนี้”

โดยได้ย้อนรอยเส้นทางการประมูลและดำเนินโครงการนี้ตั้งแต่ต้น ก่อนที่การรถไฟ (รฟท.) จะลงนามในสัญญากับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เมื่อปลายปี 2562 โดยมีระยะเวลาสัมปทาน 50 ปี แบ่งเป็นการออกแบบ-ก่อสร้าง 5 ปี และการบริหารโครงการ 45 ปี

แต่สิ่งที่ประชาชนได้เห็นตลอดช่วงเกือบ7 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ความคืบหน้าในการก่อสร้าง แต่เป็นข่าว”ขอแก้สัญญา” และ “เจรจาใหม่” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งล่าสุด ผู้ว่าการรถไฟฯออกมายอมรับแล้วว่า โครงการนี้อาจต้องยุติสัญญาลง หากบอร์ด EEC ไม่เห็นชอบให้มีการแก้ไขสัญญา เพราะทางกลุ่มทุน ผู้รับสัมปทานออกตัวมาแล้วว่าไม่สามารถระดมทุนได้ เนื่องจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้และไม่มีความมั่นใจต่อโครงการ

“หากเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดไม่ใช่การเลิกสัญญา แต่คือความสูญเสียที่ประเทศได้รับตลอดระยะเวลาร่วม 7 ปี” พร้อมตั้งคำถามทิ้งท้ายให้ทุกฝ่ายได้คิด หากโครงการต้องยุติลงจริง ใครสมควรจะเป็นผู้รับผิดชอบในความสูญเสียที่ประเทศได้รับ และเราจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกลับมาได้อย่างไร หากเมกะโปรเจกต์ระดับประเทศขนาดนี้ยังจบลงแบบนี้!

@ จากโครงการที่ดีที่สุดใน 3 โลกสู่ความล้มเหลว

จะว่าไป โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3สนามบินนั้น ถือได้ว่าเป็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่ดีที่สุดใน 3 โลกก็ว่าได้ เพราะเป็นการผนวกเอา 3โครงการลงทุนยักษ์มา”มัดตราสังส์”ไว้ในโครงการเดียว

นั่นคือ 1.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 2.โครงการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ มูลค่า 25,000 ล้านบาท และ 3.โครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ส่วนสนับสนุนโครงการ (สถานีมักกะสัน) เนื้อที่ 150 ไร่ ซึ่งใหญ่กว่าพื้นที่ “โรงเรียนเตรียมทหาร” ตรงหัวมุมถนนพระราม 4 ตัดถนนวิทยุ ที่มีพื้นที่ประมาณ 89 ไร่ถึง 2 เท่าตัว

การจับเอา 3 โครงการลงทุนมา “มัดตราสังส์” รวมประมูลเป็นโครงการเดียวกันในครั้งนั้นได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก เพราะนอกจากจะเป็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ใหญ่สุดแล้ว เงื่อนไขการลงทุนก็ดีที่สุดใน 3 โลกอีก เพราะรัฐอุดหนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานให้ถึง 50% วงเงินร่วม 120,000 ล้านบาท

ไม่รวมเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของการลงทุนในเขตอีอีซีอีกพะเรอเกวียน เรียกได้ว่าเกิดอีกสิบชาติก็หาไม่ได้แล้วสำหรับเงื่อนไขกาารลงทุนดีๆแบบนี้

แต่กลับไม่น่าเชื่อว่า เงื่อนไขการลงทุนในโครงการที่ดีที่สุดในสามโลกที่ว่ากลับไม่สามารถ”การันตี”ความสำเร็จในการดำเนินโครงการใด ๆ ได้

หลังวิกฤตเศรษฐกิจและไวรัสโควิด-19 กลับทำให้โครงการที่ดีที่สุดใน 3 โลกนี้พลิกผันไปเสียได้ กลุ่มทุน ผู้รับสัมปทานกลับวิ่งโร่ร้องขอแก้ไขสัญญาสัมปทาน ด้วยข้ออ้างไม่สามารถระดมทุนเพื่อขับเคลื่อนโครงการได้จากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

ก่อนจะมีการตั้งแท่นแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการนี้ที่ยืดเยื้อกันมากว่า 5 ปีจนกระทั่งวันนี้ก็ยังคงวังวนอยู่ที่เดิม จนกลายเป็นความสูญเสีย และเสียโอกาสของประเทศที่ไม่มีวันเรียกคืน

ก่อให้เกิดคำถามถึง “ศักยภาพ”ที่แท้จริงของกลุ่มทุนรายนี้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งอีกกลุ่ม(BSR) จนถึงขนาดมีผู้ออกมาตั้งคำถาม หากรัฐตัดสินใจเลือกข้อเสนอของกลุ่ม BSR ที่แม้จะเสนอขอเงินอุดหนุนจากรัฐสูงกว่า 52,700 ล้าน (กลุ่มที่1.เสนอขออุดหนุนจากรัฐ 117,226.87 ล้าน ขณะกลุ่ม BSR เสนอ 169,934 ล้านบาท)

วันนี้โครงการนี้อาจก่อสร้างจนเกือบแล้วเสร็จเตรียมเปิดดำเนินการไปแล้ว

@ ถึงเวลา”ล้างไพ่”ผ่าทางตันไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน

อย่างไรก็ตามปัญหาในการดำเนินโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบินนั้น ส่วนหนึ่งยังมาจากนโยบาย”ไม้หลักปักเลน”ของภาครัฐเอง ที่แม้จะให้สัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3สนามบิน โดยหวังจะผลักดัน “สนามบินอู่ตะเภา”เป็นสนามบินนานาชาติกรุงเทพแห่งที่ 3 ที่มีโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยง

แต่ที่ผ่านมารัฐบาลและกระทรวงคมนาคมกลับยังคงหันไป”ปลุกผี” ขยายศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมืองเพิ่มเติม จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกไปโดยปริยาย และพลอยทำให้โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินที่จะป็นฟันเฟืองหลักของการเชื่อมโยงปารเดินทางพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

ประกอบกับในส่วนของบริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานก็ประสบปัญหาในด้านการระดมทุน ถูกสถาบันการเงินตั้งแง่ปล่อยกู้ จึงทำให้มีความพยายามจะแก้ไขสัญญาสัมปทานเพื่อขอให้รัฐปรับร่นเวลาจ่ายเงินอุดหนุนก่อสร้างออกมาใช้ก่อน แต่การเจรจาก็ยังไม่มีข้อยุติ เพราะหน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญาไม่กล้าตัดสินใจ

หากจะถามว่า ระหว่างการเดินหน้าแก้ไขสัญญาสัมปทานตามที่บริษัท และคู่สัญญารถไฟตั้งแท่นเจรจากันไว้ กับการยกเลิกสัญญาหรือสิ้นสุดสัมปทาน เพื่อแสวงหาแนวทางดำเนินการอื่นนั้น หนทางใดมีความเป็นไปได้มากกว่า

สำหรับ “แก่ง หินเพิง”แล้ว ฟันธงว่า การบอกเลิกสัญญาและสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน แล้ว “ล้างไพ่” โครงการนี้ใหม่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสามโลก เพราะต่อให้รัฐไฟเขียวแก้ไขสัญญาสัมปทาน เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้

แต่ด้วยรูปแบบของโครงการนี้ที่ “เจ๊งตั้งแต่ตั้งในมุ้ง”จะกระเตงโครงการให้ตายยังไงก็หนีไม่พ้นจะต้องกลับมาเจรจาแก้ไขสัญญากันอีกหลายระลอก และมีโอกาสที่คู่สัญญาฝ่ายรัฐทั้ง รฟท.และสกพอ.จะตกเป็น”เบี้ยล่าง” เอาได้ทุกเมื่อ

นอกจากนี้ด้วยรูปแบบของโครงการนี้ที่ผนวกเอาโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง มาผูกไว้กับโครงการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์บริเวณสถานีรถไฟมักกะสัน เนื้อที่กว่า 140-150 ไร่ซึ่งใหญ่กว่าที่ดินโรงเรียนเตรียมทหารเดิมที่กลุ่ม TCC Asset ประมูลได้ไปและนำไปพัฒนาเป็นโครงการ One Bangkok มูลค่ากว่า 120,000 ล้านบาทในปัจจุบันถึง 2 เท่าตัว

การผนวกเอา 2 โครงการที่มีเนื้อหาและวัตถุประสงค์การดำเนินโครงการแตกต่างกันสุดขั้วมารวมไว้ด้วยกัน วันนี้ทุกฝ่ายคงประจักษ์กันแล้วว่า ได้ทำให้ประเทศและโดยเฉพาะ รฟท.เสียโอกาสไปมากแค่ไหน รฟท.เองที่ควรจะมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินศูนย์ซ่อมบำรุงมักกะสันอย่างน้อยปีละ 5,00-1,000 ล้านบาทนับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมานั้น

7 ปีมานี้ “สลึงเดียว”ก็ยังไม่เคยได้รับ! ทั้งที่หากเป็นการพัฒนาดินเชิงพาณิชย์ตามปกติ ป่านนี้รฟท.คงได้ค่าธรรมเนียมการเปิดหน้าดินประเดิมไปแล้วเป็นพันล้านแล้ว ไม่รวมค่าเช่าที่ดินรายปีๆละ 500-1,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย

“นี่คือความผิดพลาดและสับเพร่าสูงสุดของคณะกรรมการคัดเลือกโครงการนี้ ที่ไม่น่าเชือว่าสัญญาสัมปทานที่ผ่านการตรวจทานจากทุกหน่วยงานภาครัฐ แต่กลับไม่มีหน่วยงานใดตั้งข้อสังเกตุหรือหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาทักท้วง แม้แต่สำนักงานอัยการสูงสุด”

*ล้างไพ่ประมูล-ขยายแอร์พอร์ตลิงค์-ปรับรูปแบบลงทุน

สำหรับแนวทาง”ผ่าทางตัน”โครงการนี้ หากรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมตัดสินใจบอกเลิกสัญญาสัมปทานหรือเจรจาสิ้นสุดสัญญากับกลุ่มทุนซีพี. โดยไม่มีการฟ้องร้องให้เป็นคดีความ

สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมสมควรจะดำเนินการต่อไปในการดำเนินโครงการนี้ก็คือ การ”ล้างไพ่”สังคายนารูปแบบการดำเนินโครงการนี้ใหม่ โดยแยกโครงการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ ศูนย์ซ่อมบำรุงมักกะสัน เนื้อที่กว่า 140-150 ไร่ ที่ถือเป็น”ทำเลทอง”ผืนสุดท้ายใจกลางกรุงออกมาดำเนินการประมูลหาเอกชนเข้ามาพัฒนาเชิงพาณิชย์อย่างเป็นเอกเทศ

ไม่ควรจะ “มัดตราสังส์”รวมประมูลเป็นโครงการเดียวกันอีก และไม่ควรมีหน่วยงานใด”เสียค่าโง่ซ้ำสอง”ให้กับโครงการในลักษณะเช่นนี้อีก!

เพราะวัตถุประสงค์ในการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ต้องการผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่จ่ายผลตอบแทนแก่รัฐคือการรถไฟฯ “สูงสุด”กลุ่มทุนใดที่มีศักยภาพ สามารถเสนอผลตอบแทนทั้งทีเป็นตัวเงิน และผลตอบแทนอื่นๆ ให้แก่รัฐสูงสุดย่อมเป็นผู้ชนะไป

ด้วยศักยภาพของทำเลทองศูนย์ซ่อมบำรุงมักกะสันเนื้อที่ดินกว่า 140-150 ไร่ที่ถือเป็นที่ดินทำเลทอง “ผืนสุดท้าย”ใจกลางความเจริญที่หาไม่ได้อีกแล้วในภพนี้ มูลค่าที่ดินแปลงนี้ย่อมสูงกว่าที่ดินโรงเรียนเตรียมทหาร และห้าแยกลาดพร้าวเสียอีก

ในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่รูปแบบโครงการเดิมเป็นรถไฟความเร็วสูงความเร็วเฉลี่ย 250 กม./ชั่วโมง ทำให้มีวงวเงินลงทุนสูงกว่า 2.24 แสนล้านบาทนั้น วันนี้ทุกฝ่ายน่าจะประจักษ์ชัดเจนว่า “ไม่สอดคล้องกับสภาพการให้บริการที่เป็นจริง”

การเชื่อมต่อการเดินทางในโครงการรถไฟความเร็วสูงที่วางไว้เดิมจะใช้ “รถไฟความเร็วสูง” ความเร็ว 250 กม.เชื่อมต่อการเดินทาง 3 สนามบิน ทั้งที่มีระยะทางแค่ 220 กม.กับ 8 สถานีนั้น แทบจะทำให้กลายเป็นการ “ลงทุนสูญเปล่า”เข้าตำรา”ขี้ช้างจับตั๊กแตน” เพราะด้วยระยะทางแค่ 220 กม.แต่มีจำนวนสถานีถึง 8 สถานีหรือระยะทาง
เฉลี่ย 20-25 กม.ต่อสถานีนั้น ทำให้เป็นข้อจำกัดในการทำความเร็ว การเดินทางแต่ละสถานีไม่สามารถจะใช้ความเร็วถึง 200-220 กม.ได้ ยกเว้นช่วงสถานีฉะเชิงเทรา-ชลบุรีเท่านั้น สถานีที่เหลือสามารถทำความเร็วสูงสุดได้แค่ 200 กม.เท่านั้น

และไม่ว่าจะใช้รถไฟความเร็วสูง หรือรถไฟธรรมดา City Line ความเร็ว 160-200 กม.ระยะเวลาในการเดินทางจากกรุงเทพไปยังสนามบินอู่ตะเภาก็ใกล้เคียงแตกต่างกันราว 15 นาทีเท่านั้น

“ไหนๆรัฐก็มีแผนจะล้างไพ่ ทบทวนการดำเนินโครงการนี้อยู่แล้ว ก็น่าจะถือโอกาสนี้สังคายนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนี้ใหม่ โดยปรับรูปแบบลงทุนจากรถไฟความเร็วสูงมาเป็นการขยายรถไฟ “แอร์พอร์ตลิงค์”เดิมมายังสนามบินอู่ตะเภาแทน”

ซึ่งปัจจุบันรถไฟมาตรฐานยุโรป หรือซิตี้ไลน์นั้นสามารถทำความเร็วเฉลี่ย 160- 200 กม. ซึ่งจะทำให้ต้นทุนก่อสร้างและดำเนินโครงการต่ำลงไปกว่า 30-40% เหลืออยู่ราว 60,000-70,000 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้ค่าโดยสารรถไฟต่ำลงจากเดิมเป็นเท่าตัว ประชาชนผู้ใช้บริการโดยทั่วไปสามารถเข้าถึงโครงข่ายและใช้บริการได้ด้วย ไม่ใช่หวังแต่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนเท่านั้น”

ส่วนจะเป็นการลงทุนของ รฟท.เอง หรือเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP หรือไม่อย่างไรนั้น เมื่อมีการสังคายนาทบทวนรูปแบบการดำเนินโครงการจนสะเด็ดน้้ำเช่นนี้ ก็เชื่อแน่ว่าจะทำให้การขับเคลื่อนโครงการใหม่เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

ดีกว่ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิดแล้วต้องนอนสะดุ้งกันไปทั้งชาติ!!!

แนวทางการทบทวนและดำเนินการดังกล่าว แม้จะทำให้ต้องเสียเวลาไปอย่างน้อย 1-2 ปี แต่ยังดีกว่า”ดั้นเมฆ” แก้ไขสัญญาสัมปทานที่ไม่มีใครการันตีฃด้อีกว่า เมื่อรัฐไฟเขียวแก้ไขสัญญาสัมปทานให้แล้ว โครงการนี้จะยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ในเมื่อตัวโครงการนั้น “เจ๊งตั้งแต่ในมุ้ง”อยู่แล้ว

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ชาวศรีราชายื่นหนังสือถึง 2 กมธ.สภาฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. ที่อาคารรัฐสภา ตัวแทนประชาชนจากอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน และคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งของนายกเทศมนตรีนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ การยื่นหนังสือครั้งนี้มีนางสาวภคมน หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน และนายธนาธาร ประมูลพงษ์ โฆษกคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นผู้รับหนังสือ ภายหลังการรับหนังสือ นายธนาธารได้เผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า ผู้ร้องเรียนขอให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายกเทศมนตรีนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ภายหลังการเลือกตั้งเทศบาล รวมทั้งประเด็นที่ผู้ร้องเรียนอ้างอิงถึงกระบวนการพิจารณาคดีของศาล และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่ง ทั้งนี้ ผู้ร้องเรียนมีข้อสงสัยว่าการดำเนินการในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ จึงขอให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบและวินิจฉัย ด้านนางสาวภคมน ระบุว่า คณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ และจะดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริง รวมถึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบด้าน ก่อนแจ้งผลการดำเนินการต่อสาธารณชนตามขั้นตอน

“อ.โจ๊ก บ้านสมเด็จ” ผุดสูตรลับ “PSDA” สยบสายตาเซียน พลิกโฉมพระสมเด็จสู่ “สายวิทย์” มาตรฐานสากล

"อ.โจ๊กบ้านสมเด็จ-ณัฐพงษ์ เกษสาคร" ผู้บริหารและอาจารย์ (เคยดำรงตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายประกันคุณภาพ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา) และเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาประวัติศาสตร์การสร้างพระสมเด็จ (วัดระฆัง) และวัฒนธรรมไทยสมัยสมเด็จฯ โต เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “เก็บพระสมเด็จตามตำรา” ผู้บุกเบิกดิสรัปต์วงการพระเครื่องไทย พลิกโฉมจาก "ความเชื่อ" สู่ "วิทยาศาสตร์" ด้วยมาตรฐานสากล PSDA และ ISO •จากนักวิชาการสู่ผู้พลิกโฉมวงการพระเครื่องไทย ดร.ณัฐพงษ์ เกษสาคร หรือที่คนในวงการรู้จักกันในนาม "จารย์โจ๊กบ้านสมเด็จ"กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากในฐานะ "ผู้นำเทรนด์การเปลี่ยนแปลง" (Change Agent) ของวงการพระเครื่องและวัตถุมงคลไทยในอดีต ”จารย์โจ๊ก“ มีภูมิหลังและผลงานในแวดวงวิชาการและการบริหารจัดการ โดยมีผลงานวิจัยระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับและตีพิมพ์ในฐานข้อมูลวิชาการชั้นนำ เช่น ฐานข้อมูล Scopus งานวิจัยที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เขาครอบคลุมหลากหลายมิติ อาทิFactors Determining the Behavioral Intention...

มุกดาหาร “ออย แสงศิลป์” สูญเสียบิดา วอนมีผู้รับผิดชอบเหตุรถชนพระธุดงค์ ขณะตำรวจรอผลแพทย์ก่อนสอบสวนเด็กออทิสติก

https://www.youtube.com/watch?v=j61ql3HqAk0 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ความคืบหน้าคดีอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระภิกษุที่กำลังเดินธุดงค์บนถนนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ส่งผลให้พระภิกษุมรณภาพ 10 รูป และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ล่าสุด พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าเด็กผู้ขับรถคันเกิดเหตุ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการประเภทที่ 7 (ออทิสติก) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และอยู่ในความดูแลของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร ขณะนี้เด็กถูกส่งตัวเข้ารับการตรวจประเมินอาการที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นทั้งเด็กและเป็นผู้พิการ การดำเนินคดีจึงต้องเป็นไปตามกระบวนการสหวิชาชีพ โดยจะต้องรอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยก่อนว่าเด็กมีความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนหรือไม่ หลังได้รับผลการประเมินแล้ว พนักงานสอบสวนจะนัดหมายทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วย นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการ ผู้ปกครองของเด็ก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย ด้าน ชยธร ทองบุราณ (ออย...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.