การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ต้องล่มกลางครัน เมื่อ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา
หลัง กสทช.เสียงข้างมากพากัน “วอล์กเอาท์” ไม่ขอร่วมประชุมกับ”หมอไห่”ศ.คลินิกนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธาน กสทช.
หลังจากที่ คณะกรรมการสรรหา กสทช.มีมติเป็นเอกฉันท์ก่อนหน้านี้ (23 ก.ค.) ว่า ศ.คลินิกนพ.สรณ ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2)แห่ง พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 เพราะยังคงประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงภายหลังจากได้รับการแต่งตั้งและโปรดเกล้าฯให้เป็น กสทช.แล้ว จึงถือว่าสละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่ง กสทช.ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(2)แห่ง พรบ.กสทช.และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตั้งแต่ต้น
แต่กระนั้น “หมอไห่” ยังคงยืนยันตนเองยังคงเป็นประธาน กสทช.และได้เรียกประชุมบอร์ด กสทช.ในวันที่ 27 ก.ค.2569 ซึ่งเป็นการประชุมนัดสำคัญที่มีวาระรับรองมติ กสทช.เกี่ยวกับ Digital TV Roadmap แผนกำหนดทิศทางของโทรทัศน (ภาคพื้นในระบบดิจิทัลซึ่งผู้ประกอบการต่างกำลังเฝ้ารอเพราะใบอนุญาตปัจจุบันกำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2572 นี้
นอกจากนี้ยังมีวาระเรื่องการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมดิจิทัลในอนาคต คือ National Streaming Platform :NSP เพื่อจัดระเบียบการเผยแพร่เนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมดิจิทัล และสื่อครบวงจร
แม้สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) จะเข้ายื่นหนังสือต่อบอร์ด กสทช.ผ่านผู้อำนวยการส่วนประจำสำนักงาน กสทช.เพื่อร้องขอให้ ศ.คลินิกนพ สรณ ยุติดารปฏิบัติหน้าที่ออกไปก่อนจนกว่าปมในเรื่องคุณสมบัติของประธานกสทช.จะมีความชัดเจน
พร้อมยืนยันว่า บอร์ดกสทช.ที่เหลือ 6 คนยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่มีปัญหา แต่หากประธาน กสทช. เข้าร่วมประชุมลงมติด้วย อาจกระทบกับมติที่ประชุมที่อาจเกิดปัญหาข้อกฏหมายได้
อย่างไรก็ตาม “หมอไห่” ประธานกสทช.ยังคงยืนยันว่า มติคณะกรรมการสรรหากสทช.ข้างต้นนั้น ยังไม่ถึงที่สุดและยังมีปัญหาในข้อกฏหมาย อีกทั้งยังไม่มีพระบรมราชโอการโปรดเกล้าฯให้พ้นตำแหน่ง ตนจึงยังคงเป็นประธาน กสทช.อยู่ และจะยังคงทำหน้าที่ในฐานะประธาน กสทช.อยู่ต่อไป
นั่นจึงทำให้ในท้ายที่สุด กสทช.เสียงข้างมาก 3 รายที่ประกอบด้วย พล.อ.ท.ดร ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย พากันวอล์กเอาท์ออกจากห้องประชุม และทำให้การประชุมบอร์ด กสทช.ไม่ครบองค์ประชุม ต้องเลื่อนออกไป
@ย้อนรอย มติคณะกรรมการสรรหา กสทช.
หากจะถามว่า เหตุใด “หมอไห่”ศ.คลินิก นพ.สรณ ถึงยังคงยืนยันว่าตนเองยังคงเป็นประธาน กสทช.และยังคงเชื่อมั่นว่ามติคณะกรรมการสรรหา กสทช.ยังมีปัญหาในข้อกฏหมาย เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายนั่น
คงต้องย้อนกลับไปดูที่มาที่ไปของคณะกรรมการสรรหา กสทช.ชุดนี้ ที่จู่ๆ ต้องกลับเข้ามาทำหน้าที่พิจารณาปม ในเรื่องคุณสมบัติของ กสทช.อีกครั้ง ตามการร้องขอของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
องค์ประกอบของ คณะกรรมการสรรหา กสทช.นั้นเดิมมี 7 คน โดยมี นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาในศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน, นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรธน., นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการปปช., นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และนายวิษณุ วรัญญู ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการและเลขานุการ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเหลือกรรมการปฏิบัติหน้าที่อยู่เพียง 4 รายเท่านั้น เพราะนายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการปปช.และนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้พ้นตำแหน่งด้วยเหตุครบวาระ มีอายุเกิน 70 ปี ทำให้ขาดคุณสมบัติไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
ขณะที่นายเศรษฐพุฒ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธปท.ได้พ้นตำแหน่งเพราะครบวาระ 5 ปี ทำให้ที่ประชุมคณะกก.สรรหาจึงเชิญนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธปท.เข้ามาเป็นกรรมการสรรหาแทน เพราะเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
ก่อนที่คณะกรรมการสรรหาจะเดินหน้าตรวจสอบปมคุณสมบัติของประธาน กสทช.ที่คาราคาซังมานานร่วม 4 ปี และท้ายที่สุดได้มีมติเอกฉันท์ส่า ศ.คลินิกนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ขาดคุณสมบัติ และมีละกษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(2)จึงขาดคุณสมบัติการเป็น กสทช.มาตั้งแต่ต้นและให้ถือว่า สละสิทธิการเข้าเป็น กสทช.มาตั้งแต่ต้น
@ “หมอไห่” กับเดิมพันปมขาดคุณสมบัติ
อย่างไรก็ตาม ศ.คลินิก นพ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้ทำหนังสือคัดค้านและโต้แย้งการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ตามหนังสือด่วนที่สุดที่ สทช 1001/23426 ลงวันที่ 21 พ.ค.2569 และหนังสือด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/24257 ลงวันที่ 26 พ.ค. 2569 โดยระบุว่า
1.คณะกรรมการสรรหา กสทช.เป็นคณะกรรมการที่กฏหมายกำหนดหน้าที่และอำนาจไว้โดยเฉพาะ ซึ่งหมดหน้าที่ตามกฏหมายไปแล้ว
การที่คณะกรรมการสรรหาทั้ง 5 คนกลับมาทำหน้าที่ตรวจสอบปมคุณสมบัติกสทช. ทั้งที่ควรหมดหน้าที่ไปตั้งแต่ได้เสนอรายชื่อผู้ได้รับการสรรหาเป็น กสทช.ต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อปลายปี 2564 ไปแล้วนั้น จึงทำให้ถูกตั้งคำถามว่า ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่ เหตุใดจึงยังคงทำหน้าที่ต่อไปได้
2.คัดค้านการเข้าร่วมประชุม และทำหน้าที่ของ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เนื่องจากไม่ใช่กรรมการ กสทช.ชุดเดิม
กรณี นายวิทัย รัตนากร ที่เข้ามาเป็นกรรมการสรรหาโดยตำแหน่ง แทนนายเศรษฐพุฒิ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง ซึ่งคณะกรรมการสรรหามีมติให้เข้าปฏิบัติหน้าที่กรรมการสรรหา ด้วยข้ออ้างเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
แต่ก็ยังคงมีปัญหาส่า “อำนาจ” ในการแต่งตั้งกรรมการสรรหาเป็นของคณะกรรมการสรรหาโดยตรงหรือไม่? หรือเป็นของสำนักงานเลขาธิกาวุฒิสภาและประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา
การที่คณะกรรมการสรรหาลงมติให้นายวิทัยเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทนนายเศรษฐพุฒิจึงถูกตั้งคำถามว่าชอบด้วยกฏหมายหรือไม่ มีอำนาจดำเนินการเองได้หรือไม่
3.โต้แย้งและคัดต้านมติคณะกรรมการสรรหา กสทช.ไม่ชอบด้วยกฏมาย โดยเห็นว่าคณะกรรมการสรรหามีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามเฉพาะของผู้สมัครเข้ารับการสรรหา หรือบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการ หากบุคคลนั้นได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสมาชิกให้เป็น กสทช.แล้ว คณะกก.สรรหาไม่มีอำนาจวินิจฉัยรวมทั้งไม่มีอำนาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการกระทำตามมาตรา 8 แห่ง พรบ.กสทช.
4.ประเด็นข้างต้น ยังได้รับการตอกย้้ำโดย นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดินในฐานะกรรมการเสียงข้างน้อย (เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสรรหาเพียงครั้งเดียว) ที่เห็นว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช.มีลักษณะเป็นการขั่วคราว เมื่อได้ทำหน้าที่สรรหา กสทช.ครบถ้วนแล้ว การทำหน้าที่ของคณะกก.สรรหาจึงเป็นอันยุติลง
อำนาจของคณะกรรมการสรรหาได้สิ้นสุดลง เมื่อบุคคลนั้นได้รับการคัดเลือกและได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งมีสถานะเป็น กสทช.แล้ว
แม้ต่อมาจะปรากฏว่ามีกรณีร้องเรียนขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม ซึ่งไม่ได้ปรากฏอยู่ในขณะที่คณะกก.สรรหา กสทช.อีก คณะกรรมการสรรหาจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆที่จะดำเนินการแสวงหาหลักฐานเพื่อจะพิจารณาว่าผู้ได้รับการคัดเลือกปกปิด หรือกระทำการซึ่งเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม
@ทางสองแพร่งปมคุณสมบัติประธาน กสทช.
ทั้งหลายทั้งปวงข้างต้น จึงทำให้หมอไห่ยังคงมีความมั่นใจว่ามติของคณะกรรมการสรรหายังมีปัญหาข้อกฏหมาย และตนเองยังคงเป็นประธาน กสทช.อยู่
แน่นอนไม่ว่าท้ายที่สุดแล้ว “หมอไห่”อาจตัดสินใจยุติการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อใช้สิทธิ์ทางศาลในการฟ้องศาลปกครองเพื่อชี้ขาดปมคุณสมบัติของประธาน กสทช.รวมทั้งอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช.ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฏหมายหรือไม่
แต่บทสรุปในชั้นสุดท้ายหลังจากนี้คือกรณีเดิมพันของคณะกรรมการสรรหา กสทช.เลยทีเดียว หากท้ายที่สุดแล้วศาลมีคำวินิจฉัยขึ้นมาว่า คณะกรรมการสรรหาเป็นองค์กรเฉพาะกิจที่ต้องสิ้นสุดการทำหน้าที่ลงไป เมื่อคณะกรรมการได้เสนอรายชื่อผู้ได้รับสรรหาเป็น กสทช.ต่อที่ประชุมวุฒิสภา และได้มีพระบรมราชโอวการโปรดเกล้าฯให้เป็น กสทช.แล้วเท่านั้น
งานนี้คงทำเอากรรมการสรรหาที่ล้วนเป็นนักกฏหมายชั้นบรมครู ของประเทศ และผู้มีชื่อเสียงและสถานะทางสังคม “พังครืน”ถึงขั้นอาจต้องแทรกแผ่นดินหนี
แต่หากมติของคณะกรรมการสรรหาเป็นไปโดยชอบด้วยกฏหมาย ก็จะเป็น “บรรทัดฐาน และครรลอง” ที่ทำให้คณะกรรมการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระอื่นๆ หรือหน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระอื่นๆ เจริญรอยตามแล้ว
นั่นคือกรณีนี้จะเป็น “ปฐมบท” ให้เกิดการร้องแรกแหกเพื่อขอให้ตรวจสอบปมการขาดคุณสมบัติขอกรรมการในองค์กรอิสระอื่นๆ ตามมาเป็นพรวน




