“ประวัติของนายป๋องสะท้อนความเป็นอาชญากรที่กระทำผิดซ้ำอย่างชัดเจน เคยต้องโทษในคดีอุกฉกรรจ์มาแล้วถึง 3 ครั้ง และเพิ่งพ้นโทษออกมาได้เพียงไม่กี่เดือนก็กลับมาก่อเหตุซ้ำที่รุนแรงกว่าเดิม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการขัดเกลาและฟื้นฟูพฤตินิสัยในเรือนจำ อาจไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของอาชญากรบางกลุ่มได้จริง และสังคมมองว่า 2 ฆาตกรโหด ควรได้รับโทษสูงสุดคือ “ประหารชีวิต” ซึ่งหากไปถึงจุดนั้นจริง โทษที่ได้รับจะเป็นการ “ยิงเป้า” หรือ “ฉีดยาพิษ”
หากวิเคราะห์คดีของนายป๋องและนายธง ที่ก่อเหตุฆาตกรรม 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และขยายผลไปสู่การพบศพครอบครัวชาวไทยอีก 3 ศพ (รวม 5 ศพ) จากข้อมูลเหตุการณ์ มุมมองทางอาชญาวิทยา และผลกระทบต่อสังคม คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายประการ
คดีนี้ถือเป็นอาชญากรรมต่อเนื่องที่อุกฉกรรจ์และเยือกเย็นมาก พฤติการณ์ของคนร้ายมีการแอบอ้างเป็นตำรวจเพื่อลวงเหยื่อ มุ่งประสงค์ต่อทรัพย์ (รถจักรยานยนต์และรถกระบะ) และฆ่าปิดปากทิ้งศพฝังดิน การกระทำลักษณะนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนขวัญ แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศ และทำลายความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมหาศาล
นี่คือประเด็นที่นักอาชญาวิทยาและสังคมตั้งคำถามมากที่สุด ประวัติของนายป๋องสะท้อนความเป็น “อาชญากรที่กระทำผิดซ้ำ” อย่างชัดเจน เคยต้องโทษในคดีอุกฉกรรจ์มาแล้วถึง 3 ครั้ง ทั้งคดีทางเพศ อาวุธปืน และพยายามฆ่า และเพิ่งพ้นโทษออกมาได้เพียงไม่กี่เดือนก็กลับมาก่อเหตุซ้ำที่รุนแรงกว่าเดิม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการขัดเกลาและฟื้นฟูพฤตินิสัยในเรือนจำ อาจไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของอาชญากรบางกลุ่มได้จริง
พฤติการณ์การไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ และซ่อนเร้นอำพรางศพ เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ซึ่งมีระวางโทษสูงสุดคือ ประหารชีวิต แม้ในกระบวนการยุติธรรม การตัดสินโทษจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและดุลยพินิจของศาล แต่ในมุมมองของสังคม นี่คือคดีที่ประชาชนเรียกร้องให้บังคับใช้โทษสูงสุดขั้นเด็ดขาด เพื่อไม่ให้คนร้ายกลับมาก่อเหตุและสร้างความสูญเสียให้กับผู้บริสุทธิ์ได้อีก
หากมองในมุมของข้อถกเถียงว่า หากมีการประหารชีวิต ในคดีที่อุกฉกรรจ์ “ควรเป็นวิธีไหน” ระหว่างการ “ยิงเป้า” กับ “ฉีดยาพิษ” มุมมองความรู้สึกของสังคมบางส่วน สนับสนุนการยิงเป้าหรือวิธีที่รุนแรงกว่า ในคดีที่สะเทือนขวัญ โหดเหี้ยม และคนร้ายกระทำผิดซ้ำซากอย่างคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง 5 ศพ ประชาชนจำนวนมากมักเกิดความรู้สึกคับแค้นใจแทนเหยื่อ สังคมบางส่วนจึงมองว่าการฉีดยาพิษให้หลับไปเฉยๆ นั้น “สบายเกินไป” และไม่สาสมกับความโหดร้ายทารุณที่เหยื่อต้องเผชิญ จึงมักมีการแสดงความเห็นว่าอาชญากรที่โหดเหี้ยมควรถูกประหารด้วยการยิงเป้า หรือวิธีที่สร้างความหวาดกลัว เพื่อให้เกิดความหลาบจำและเป็นเยี่ยงอย่างขั้นเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษประหารชีวิต และมีการบังคับตามคำพิพากษา กฎหมายกำหนดให้ใช้วิธี “การฉีดยาพิษ” (Lethal Injection) เพียงวิธีเดียวเท่านั้น ไม่สามารถใช้วิธียิงเป้าได้แล้ว เนื่องจากประเทศไทยได้ยกเลิกการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 โดยแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 326 เหตุผลหลักคือเพื่อปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยรัฐมองว่าจุดประสงค์สูงสุดของโทษประหารคือ “การพรากชีวิต” เพื่อยุติการมีอยู่ของผู้กระทำผิด ไม่ใช่ “การทรมาน” ให้เกิดความเจ็บปวดทางกายก่อนตาย การฉีดยาให้หลับและหัวใจหยุดเต้น จึงถูกมองว่าเป็นวิธีที่มีความปรานีและมีอารยธรรมที่สุดในปัจจุบัน
ไม่ว่าความรู้สึกของสังคมจะมองว่าความผิดนั้นร้ายแรงเพียงใด แต่ในทางปฏิบัติ ภายใต้ระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน หากนายป๋องถูกตัดสินประหารชีวิต และต้องเข้าสู่แดนประหารจริง ขั้นตอนเดียวที่กรมราชทัณฑ์สามารถทำได้ตามกฎหมายคือ การฉีดยาพิษ!!!



