วันจันทร์, พฤศจิกายน 9, 2026

จาก “สวนทุเรียน” สู่ “ดินแดนอาถรรพ์?” 2 โศกนาฏกรรม..นนทบุรี “โรคร้าย” เมืองโตไว

“…..2 โศกนาฏกรรม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเด็ก และ วิกฤตอำนาจผู้ใหญ่ หากนำทั้งสองเหตุการณ์มาวางเรียงกัน จะเห็นได้ชัดว่าความรุนแรงถูกจุดติดขึ้น จากปัญหาต่างมิติ แต่มีโครงสร้างความพังทลายที่คล้ายคลึงกัน เริ่มจากเหตุกราดยิงในโรงเรียน เสียงกรีดร้องจากเด็กที่ถูกลืม และนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตสส.นนทบุรี ได้ก่อเหตุบุกยิง พันตำรวจเอก ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี สะท้อนอำนาจและผลประโยชน์ที่อยู่เหนือกฎหมาย  วัฒนธรรมการใช้อำนาจตัดสินปัญหา เกิดจากสภาวะอารมณ์ที่พุ่งขึ้นชั่ววูบจนขาดสติ และมองว่ากระบวนการยุติธรรมช้าเกินไป อาวุธปืนถูกเลือกมาใช้เป็นเครื่องมือ แสดงถึงความต้องการประกาศเหตุผลของตนเองอย่างสุดตัว…”

ข่าวใหญ่สองเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน บนพื้นที่จังหวัดนนทบุรี  ตั้งแต่เหตุกราดยิงในโรงเรียนมัธยม โดยเยาวชนอายุเพียง 15 ปี ไปจนถึงเหตุอดีต สส. บุกยิงนายก อบจ. ถึงในที่ทำการ หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึง “อาถรรพ์” ที่กำลังกัดกินเมืองแห่งนี้

สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้รอยเลือดและความสูญเสีย ไม่ใช่สิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็น “ภาพสะท้อนวิกฤตเชิงโครงสร้าง” ของเมืองขยายที่เติบโตไร้ทิศทาง ปัญหาสุขภาพจิตที่ถูกละเลย และความล้มเหลวในการควบคุมอาวุธปืนอย่างแท้จริง

นนทบุรีในอดีต คือภาพจำของสวนทุเรียนอันสงบร่มรื่น แต่การเติบโตของความเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว ได้เปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นเขตปริมณฑล รองรับประชากรที่แน่นหนา การเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด นำมาซึ่งแรงอัดมหาศาล เกิดความเครียดสะสมในชีวิตประจำวัน ผู้คนต้องเผชิญกับปัญหากิจวัตรประจำวัน ทั้งการจราจร โครงสร้างพื้นฐานที่โตไม่ทัน การแข่งขันสูงในสถานศึกษา และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ สายสัมพันธ์ในชุมชนดั้งเดิม ที่เคยเป็นเกราะป้องกัน สอดส่องดูแลกันได้ สลายตัวลง นนทบุรีกลายเป็นเมืองต่างคนต่างอยู่ สัญญาณเตือนภัยหรือพฤติกรรมผิดปกติของคนรอบข้าง จึงถูกมองข้ามไปได้ง่ายดาย

2 โศกนาฏกรรม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเด็ก และ วิกฤตอำนาจผู้ใหญ่ หากนำทั้งสองเหตุการณ์มาวางเรียงกัน จะเห็นได้ชัดว่าความรุนแรงถูกจุดติดขึ้น จากปัญหาต่างมิติ แต่มีโครงสร้างความพังทลายที่คล้ายคลึงกัน เริ่มจากเหตุกราดยิงในโรงเรียน เสียงกรีดร้องจากเด็กที่ถูกลืม บาดแผลจากการถูกบูลลี่ในโรงเรียนที่ไม่ได้รับการแก้ไข สะสมจนกลายเป็นความแค้น เมื่อบวกกับสภาวะจิตใจที่โดดเดี่ยว หรือขาดที่พึ่งทางอารมณ์ ปัญหาเชิงอารมณ์จึงระเบิดออกมาเป็นการล้างแค้น

เหตุการณ์ที่ 2 นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตสส.นนทบุรี ได้ก่อเหตุบุกยิง พันตำรวจเอก ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี สะท้อนอำนาจและผลประโยชน์ที่อยู่เหนือกฎหมาย  วัฒนธรรมการใช้อำนาจตัดสินปัญหา เกิดจากสภาวะอารมณ์ที่พุ่งขึ้นชั่ววูบจนขาดสติ และมองว่ากระบวนการยุติธรรมช้าเกินไป อาวุธปืนถูกเลือกมาใช้เป็นเครื่องมือ แสดงถึงความต้องการประกาศเหตุผลของตนเองอย่างสุดตัว

อะไรคือตัวประสานที่ทำให้สองเหตุการณ์นี้ ดูราวกับเป็นเรื่องเดียวกัน? คำตอบอยู่ที่ปัจจัยร่วม 3 ประการ คือ

1.ปืนหาซื้อง่าย จุดเชื่อมโยงที่น่ากลัวที่สุดคือ ทั้งเด็กมัธยมและนักการเมืองระดับประเทศ ต่างสามารถเข้าถึงอาวุธปืนที่มีอานุภาพทำลายล้าง และพกพาเข้ามาใน “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างโรงเรียนและสถานที่ราชการได้อย่างง่ายดาย

2.พฤติกรรม “ฟางเส้นสุดท้าย” ทั้งสองกรณี ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับ แต่ผ่านการสะสมความอัดอั้นมานาน ด้วยแรงกดดันจากการถูกกระทำ การถูกเบี้ยวหนี้สินและขัดผลประโยชน์ เมื่อถึงจุดที่รับไม่ไหว อารมณ์จึงพุ่งแซงหน้าความยับยั้งชั่งใจ

3.ระบบสัญญาณเตือนภัยล้มเหลว ประเทศไทยขาดกลไกการคัดกรองความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ  ทั้งระบบการดูแลสุขภาพจิตเยาวชนในโรงเรียน และกลไกการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางการเมืองหรือธุรกิจ  ทำให้ไม่มีตัวช่วยชะลอหรือหยุดยั้งเหตุ ก่อนที่จะสายเกินไป

นนทบุรี ดินแดนอาถรรพ์หรือกำลังป่วยด้วย “โรคเมืองใหญ่” จากโครงสร้างของเมืองที่โตไว วัตถุและโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาไปไกล แต่กลไกการดูแลจิตใจ การควบคุมอาวุธปืน และการรับมือความขัดแย้งกลับโตไม่ทัน

หากเราต้องการป้องกันไม่ให้เกิด “นนทบุรีโมเดล” ในพื้นที่อื่น สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนคือการปฏิรูปความปลอดภัยในโรงเรียนอย่างจริงจัง การวางระบบคัดกรองสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ และการสังคายนามาตรการครอบครองและพกพาอาวุธปืนในสังคมไทย อย่างเด็ดขาด ก่อนที่ฟางเส้นต่อไปจะขาดลงอีกครั้ง

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ส่องยุทธศาสตร์ “สังคมนิยมอัตลักษณ์จีน” ผ่าตัดใหญ่จากภายใน ไม่ล้มตามตะวันตก

เมื่อพูดถึง "ทางออก" ของการปกครองในระบอบ "สังคมนิยมอัตลักษณ์จีน" หลายคนอาจนึกถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบอื่น แต่ในความเป็นจริง ทางออกของปักกิ่งคือ “การวิวัฒน์จากภายใน” ปรับตัวและอุดรอยรั่วเพื่อรักษาเสถียรภาพ ท่ามกลางโลกที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว แม้จุดแข็งของจีนคือการรวมศูนย์อำนาจที่สั่งการได้ฉับไว แต่ความท้าทายใหญ่คือจะทำอย่างไรให้ระบบนี้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ประชาชนได้จริง ด้วย 3 มิติยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นหัวใจของทางออกนี้ 1. คุมเข้มแต่ต้องตอบสนองไว ความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผูกติดอยู่กับความไว้วางใจของประชาชน ทางออกในมิตินี้จึงเน้นไปที่การยกระดับธรรมาภิบาลดิจิทัล นำระบบ E-Government มาใช้บริการประชาชนให้โปร่งใส สะดวกรวดเร็ว และเปิดพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนมากขึ้นภายใต้กรอบของพรรค เดินหน้ากวาดล้างการทุจริตอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาศรัทธาและความชอบธรรม เร่งลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความเจริญเพื่อปิดช่องว่างระหว่างเมืองใหญ่กับชนบท 2. เลิกเน้นโตเร็ว หันมาเน้นโตยั่งยืน จีนผ่านยุคเน้นตัวเลข GDP โตทะลุเพดานมาแล้ว วันนี้ทางออกคือการเปลี่ยนผ่านสู่ "การพัฒนาคุณภาพสูง" ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ หันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง  เช่น AI,...

ผ่าพิมพ์เขียว “ต้านโกง” สูตร “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” “ไม่กล้า–ไม่คิด–ไม่เปิดช่อง”

“การต่อสู้กับการทุจริตและพฤติกรรมมิชอบของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน แนวคิด "ไม่กล้า ไม่เปิดช่อง และ ไม่คิด" (不敢腐、不能腐、不想腐) ถือเป็นยุทธศาสตร์องค์รวมที่สะท้อนเป้าหมายสูงสุดของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ แนวคิดนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ต้องการสร้างกลไกที่ทำให้การทุจริตไม่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับพฤติกรรม ระดับระบบ และระดับจิตสำนึก” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร การขจัดและป้องกันการทุจริต มิใช่เพียงการลงโทษรายบุคคล แต่เป็นรากฐานสำคัญของการเสริมสร้างความบริสุทธิ์และประสิทธิภาพของพรรคฯ ในการบริหารประเทศระยะยาว เมื่อสมาชิกพรรค "ไม่กล้า" กระทำผิด ระบบ "ไม่เปิดช่อง" ให้ทุจริต และจิตสำนึก "ไม่คิด" ที่จะทุจริต พรรคฯ ย่อมมีความชอบธรรมในการนำประเทศ มีความสามารถในการระดมทรัพยากร และมีความไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อเสถียรภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านกลไก 3 มิติ มิติที่หนึ่ง — "ไม่กล้า" (不敢腐) : การสร้างความเกรงกลัวผ่านการบังคับใช้กฎหมายและวินัยอย่างเข้มงวด...

“ส่อง” เกมการทูตจีนกลางวิกฤตสหรัฐฯ–อิหร่าน ไม่เติมไฟ ไม่เลือกข้าง สู่ยุทธศาสตร์สันติภาพถาวร

“ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นในตะวันออกกลาง จากกรณีพิพาทระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งสร้างความหวั่นวิตกไปทั่วประชาคมโลกนั้น การวางตัวของรัฐบาลจีน ได้กลายเป็นจุดสนใจสำคัญของนานาชาติ เพราะจีนมิได้เลือกข้างหรือเติมเชื้อไฟในความขัดแย้ง หากแต่ยืนหยัดในแนวทางที่หนักแน่นมั่นคง มุ่งประสานเชื่อมโยงกับประเทศในย่านอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดง พร้อมยืนยันในแนวทางการสร้างสันติภาพอย่างถาวร การวางตัวเช่นนี้มิใช่เพียงมุมสะท้อนทางการทูตในภาวะวิกฤต หากแต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว ในการกำกับทิศทางโลกไปสู่ยุคสังคมสันติสุข” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร สังคมสันติสุขมิได้หมายถึงเพียงการปราศจากสงคราม หากแต่หมายถึงสภาวะที่ประเทศต่างๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนซึ่งกันและกัน การแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกพหุภาคี ในโลกที่เชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง  สันติภาพจึงมิใช่สินค้าฟุ่มเฟือย หากแต่เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น จำเป็นต่อการพัฒนาและการอยู่รอดร่วมกันของมนุษยชาติ กรณีพิพาทสหรัฐฯ–อิหร่าน แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การใช้มาตรการกดดันสูงสุด และการตอบโต้แบบตาต่อตา ทำให้ความขัดแย้งลุกลามเป็นวงกว้าง สร้างความไม่แน่นอนต่อตลาดพลังงานโลก เส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง รวมถึงความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศ ผลกระทบมิได้จำกัดอยู่เพียงคู่ขัดแย้ง หากแต่ลามไปถึงประเทศที่สาม ที่มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง นี่คือบทเรียนว่า ตรรกะ "ผู้ชนะได้ทั้งหมด" ไม่สอดคล้องกับโลกที่พึ่งพาอาศัยกันในปัจจุบัน จุดเด่นของการวางตัวของจีนในวิกฤตนี้ ประกอบด้วยสามมิติ คือ มิติที่หนึ่ง...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.