วันจันทร์, สิงหาคม 10, 2026

จาก “สวนทุเรียน” สู่ “ดินแดนอาถรรพ์” 2 โศกนาฏกรรม..นนทบุรี “โรคร้าย” เมืองโตไว

“…..2 โศกนาฏกรรม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเด็ก และ วิกฤตอำนาจผู้ใหญ่ หากนำทั้งสองเหตุการณ์มาวางเรียงกัน จะเห็นได้ชัดว่าความรุนแรงถูกจุดติดขึ้น จากปัญหาต่างมิติ แต่มีโครงสร้างความพังทลายที่คล้ายคลึงกัน เริ่มจากเหตุกราดยิงในโรงเรียน เสียงกรีดร้องจากเด็กที่ถูกลืม และนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตสส.นนทบุรี ได้ก่อเหตุบุกยิง พันตำรวจเอก ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี สะท้อนอำนาจและผลประโยชน์ที่อยู่เหนือกฎหมาย  วัฒนธรรมการใช้อำนาจตัดสินปัญหา เกิดจากสภาวะอารมณ์ที่พุ่งขึ้นชั่ววูบจนขาดสติ และมองว่ากระบวนการยุติธรรมช้าเกินไป อาวุธปืนถูกเลือกมาใช้เป็นเครื่องมือ แสดงถึงความต้องการประกาศเหตุผลของตนเองอย่างสุดตัว…”

ข่าวใหญ่สองเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน บนพื้นที่จังหวัดนนทบุรี  ตั้งแต่เหตุกราดยิงในโรงเรียนมัธยม โดยเยาวชนอายุเพียง 15 ปี ไปจนถึงเหตุอดีต สส. บุกยิงนายก อบจ. ถึงในที่ทำการ หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึง “อาถรรพ์” ที่กำลังกัดกินเมืองแห่งนี้

สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้รอยเลือดและความสูญเสีย ไม่ใช่สิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็น “ภาพสะท้อนวิกฤตเชิงโครงสร้าง” ของเมืองขยายที่เติบโตไร้ทิศทาง ปัญหาสุขภาพจิตที่ถูกละเลย และความล้มเหลวในการควบคุมอาวุธปืนอย่างแท้จริง

นนทบุรีในอดีต คือภาพจำของสวนทุเรียนอันสงบร่มรื่น แต่การเติบโตของความเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว ได้เปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นเขตปริมณฑล รองรับประชากรที่แน่นหนา การเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด นำมาซึ่งแรงอัดมหาศาล เกิดความเครียดสะสมในชีวิตประจำวัน ผู้คนต้องเผชิญกับปัญหากิจวัตรประจำวัน ทั้งการจราจร โครงสร้างพื้นฐานที่โตไม่ทัน การแข่งขันสูงในสถานศึกษา และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ สายสัมพันธ์ในชุมชนดั้งเดิม ที่เคยเป็นเกราะป้องกัน สอดส่องดูแลกันได้ สลายตัวลง นนทบุรีกลายเป็นเมืองต่างคนต่างอยู่ สัญญาณเตือนภัยหรือพฤติกรรมผิดปกติของคนรอบข้าง จึงถูกมองข้ามไปได้ง่ายดาย

2 โศกนาฏกรรม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเด็ก และ วิกฤตอำนาจผู้ใหญ่ หากนำทั้งสองเหตุการณ์มาวางเรียงกัน จะเห็นได้ชัดว่าความรุนแรงถูกจุดติดขึ้น จากปัญหาต่างมิติ แต่มีโครงสร้างความพังทลายที่คล้ายคลึงกัน เริ่มจากเหตุกราดยิงในโรงเรียน เสียงกรีดร้องจากเด็กที่ถูกลืม บาดแผลจากการถูกบูลลี่ในโรงเรียนที่ไม่ได้รับการแก้ไข สะสมจนกลายเป็นความแค้น เมื่อบวกกับสภาวะจิตใจที่โดดเดี่ยว หรือขาดที่พึ่งทางอารมณ์ ปัญหาเชิงอารมณ์จึงระเบิดออกมาเป็นการล้างแค้น

เหตุการณ์ที่ 2 นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตสส.นนทบุรี ได้ก่อเหตุบุกยิง พันตำรวจเอก ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี สะท้อนอำนาจและผลประโยชน์ที่อยู่เหนือกฎหมาย  วัฒนธรรมการใช้อำนาจตัดสินปัญหา เกิดจากสภาวะอารมณ์ที่พุ่งขึ้นชั่ววูบจนขาดสติ และมองว่ากระบวนการยุติธรรมช้าเกินไป อาวุธปืนถูกเลือกมาใช้เป็นเครื่องมือ แสดงถึงความต้องการประกาศเหตุผลของตนเองอย่างสุดตัว

อะไรคือตัวประสานที่ทำให้สองเหตุการณ์นี้ ดูราวกับเป็นเรื่องเดียวกัน? คำตอบอยู่ที่ปัจจัยร่วม 3 ประการ คือ

1.ปืนหาซื้อง่าย จุดเชื่อมโยงที่น่ากลัวที่สุดคือ ทั้งเด็กมัธยมและนักการเมืองระดับประเทศ ต่างสามารถเข้าถึงอาวุธปืนที่มีอานุภาพทำลายล้าง และพกพาเข้ามาใน “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างโรงเรียนและสถานที่ราชการได้อย่างง่ายดาย

2.พฤติกรรม “ฟางเส้นสุดท้าย” ทั้งสองกรณี ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับ แต่ผ่านการสะสมความอัดอั้นมานาน ด้วยแรงกดดันจากการถูกกระทำ การถูกเบี้ยวหนี้สินและขัดผลประโยชน์ เมื่อถึงจุดที่รับไม่ไหว อารมณ์จึงพุ่งแซงหน้าความยับยั้งชั่งใจ

3.ระบบสัญญาณเตือนภัยล้มเหลว ประเทศไทยขาดกลไกการคัดกรองความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ  ทั้งระบบการดูแลสุขภาพจิตเยาวชนในโรงเรียน และกลไกการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางการเมืองหรือธุรกิจ  ทำให้ไม่มีตัวช่วยชะลอหรือหยุดยั้งเหตุ ก่อนที่จะสายเกินไป

นนทบุรี ดินแดนอาถรรพ์หรือกำลังป่วยด้วย “โรคเมืองใหญ่” จากโครงสร้างของเมืองที่โตไว วัตถุและโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาไปไกล แต่กลไกการดูแลจิตใจ การควบคุมอาวุธปืน และการรับมือความขัดแย้งกลับโตไม่ทัน

หากเราต้องการป้องกันไม่ให้เกิด “นนทบุรีโมเดล” ในพื้นที่อื่น สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนคือการปฏิรูปความปลอดภัยในโรงเรียนอย่างจริงจัง การวางระบบคัดกรองสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ และการสังคายนามาตรการครอบครองและพกพาอาวุธปืนในสังคมไทย อย่างเด็ดขาด ก่อนที่ฟางเส้นต่อไปจะขาดลงอีกครั้ง

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

“สอดแนมการเมือง” โดย “ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย” 100 วันพิธีศพ “น้าชาติ”!!! (ตอน 5)

ช่วงพิธีบำเพ็ญกุศลศพอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งตระกูล “ชุณหะวัณ”จัดพิธีต่อเนื่อง 100 วันที่บ้านราชครู ผมต้องคอยต้อนรับแขกที่ให้เกียรติมางานทุกวัน ค่ำวันหนึ่ง ผมได้พูดคุยกับแขกท่านหนึ่ง ท่านเดินทางมาจากแถวพุทธมณฑล ท่านพูดด้วยความชื่นชมยินดีว่า ตั้งแต่มีทางยกระดับบรมราชชนนี การเดินทางเข้าเมืองสะดวกขึ้นมาก.. ผมรำลึกถึงความเป็นมาของ “ทางยกระดับบรมราชชนนี” ด้วยความสำนึกในพระอัจฉริยภาพและพระเมตตาของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นล้นพ้น.. พระราชดำริโครงการทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี เกิดจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระอาการประชวรของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเดือนมิถุนายน 2538 พระองค์ทอดพระเนตรจากอาคารผู้ป่วยชั้นบนสุด เห็นวิกฤตจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก ตั้งแต่ฝั่งพระนครข้ามสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ต่อเนื่องถึงถนนอรุณอมรินทร์ ยาวออกไปตามถนนบรมราชชนนี ส่งผลให้รถติดยาวเป็นลูกโซ่ถึงถนนราชดำเนินและถนนหลานหลวง ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงร่างแผนผังด้วยลายพระหัตถ์ พระราชทานแก่กรุงเทพมหานครและกรมทางหลวง มีพระราชดำริว่า การขยายถนนบรมราชชนนีในแนวระนาบ จะทำให้ราษฎรที่มีอาคารบ้านเรือนทั้งสองข้างทางได้รับความเดือดร้อน จึงทรงเสนอให้สร้างเป็น “ทางยกระดับคู่ขนานลอยฟ้า”...

“ยาดฝนชโลม” จน “ดอกไม้ผลิบาน” ฟ้าเหมาะ ภูมิได้ คนพร้อม “จีน” พา “ไต้หวัน” กลับคืนแผ่นดินใหญ่

“เมื่อกระแสธารประวัติศาสตร์ที่จีนกำลังผงาดขึ้นสู่ศูนย์กลางเวทีโลก การรวมประเทศและแก้ไขปัญหาไต้หวัน ได้ก้าวข้ามคำถามที่ว่า "จะทำหรือไม่" สู่ความเป็นจริงที่เหลือเพียง "เมื่อใด" และ "อย่างไร" ด้วยแสนยานุภาพทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และกำลังการป้องกันประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับความพร้อมทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ และพลัง "ฟ้า-ภูมิ-คน" ที่เอียงเทมาอย่างชัดเจน ไต้หวันจึงเปรียบเสมือนส่วนสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในภารกิจฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน วงล้อประวัติศาสตร์นี้ กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยมีฉันทามติและสายเลือดอันตัดไม่ขาด ของคนสองฝั่งช่องแคบเป็นแรงผลักดัน ซึ่งไม่อาจมีพลังใดมาขัดขวางได้อีกต่อไป” เมื่อมองดูประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ การผงาดขึ้นของมหาอำนาจ ล้วนมาพร้อมกับการบูรณาการผืนแผ่นดิน และการหล่อหลอมเจตจำนงของชาติ จีนในวันนี้ กำลังก้าวสู่ศูนย์กลางเวทีโลกอย่างไม่อาจหยุดยั้ง ด้วยเศรษฐกิจที่ทะยานบิน เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด วัฒนธรรมที่รุ่งเรือง และการป้องกันประเทศที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์เช่นนี้ การแก้ไขปัญหาไต้หวันขั้นสุดท้าย และการรวมประเทศอย่างสมบูรณ์ มิใช่คำถามที่ว่า "จะเอาหรือไม่" อีกต่อไป หากแต่เป็นความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ที่ถามว่า...

ถอดรหัส Gen Alpha “สมองติดสปีด” พฤติกรรม “ปัดทิ้ง” วิกฤต “คนรุ่นดิจิทัล”

เหตุการณ์เยาวชนชั้นม.3 กราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ย่านบางกรวย กำลังกลายเป็นปัญหาสังคมต่อสัญลักษณ์ของเด็กยุค  Gen Alpha (คนที่เกิดปี 2010–2024) เจเนอเรชันแรกของโลกที่เป็น “คนรุ่นดิจิทัล” โดยแท้จริง พวกเขาโตมาพร้อมสมาร์ทโฟน อัลกอริทึม และ AI ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก เทคโนโลยีอันชาญฉลาดนี้ แม้จะช่วยขยายขอบเขตการเรียนรู้ แต่ก็แลกมาด้วย “พฤติกรรมเปลี่ยนโลก” ที่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของพ่อแม่ และระบบการศึกษาทั่วโลก ผลจากการเสพคอนเทนต์รูปแบบสั้น (Short-form Video) ซึ่งป้อนความบันเทิงอย่างรวดเร็ว เข้าสู่สมองวันละหลายชั่วโมง ส่งผลให้สมาธิของเด็ก Gen Alpha สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเคยชินกับการ “ปัดทิ้ง” ทันทีที่ไม่สนใจ และคาดหวังให้ทุกอย่างในชีวิตจริงตอบสนองไวเหมือนบนหน้าจอ เมื่อต้องเจอกับกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาและความอดทน เช่น การนั่งเรียนในห้อง หรือการอ่านหนังสือ...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.