วันศุกร์, กันยายน 25, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าว"วัส ติงสมิตร" นักวิชาการอิสระ...

“วัส ติงสมิตร” นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกาและประธาน กสม.ได้โพสต์ FB ล่าสุดถึงวิกฤตสุญญากาศที่กำลังเกิดขึ้นใน กสทช.

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกาแบะประธาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน(กสม.) ได้โพสต์ FB ล่าสุดถึงวิกฤตสุญญากาศที่กำลังเกิดขึ้นใน กสทช.ว่า ข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของ ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังสร้างความสับสนและทำให้การทำงานขององค์กรกำกับดูแลระดับประเทศต้องตกอยู่ในภาวะอัมพาต

เมื่อต่างฝ่ายต่างออกมาแถลงข่าวและอ้างข้อกฎหมายหนุนหลังจุดยืนของตนเอง ประชาชนย่อมเกิดความสงสัยว่าแท้จริงแล้ว “ใครถูก ใครผิด?”

ทว่าในมุมมองของนักกฎหมายและหลักการบริหารราชการแผ่นดิน คำถามแรกสุดที่ต้องนำมาพิจารณาไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคลหรือความรู้สึกของใคร แต่คือ “กฎหมายให้อำนาจกระทำเช่นนั้นหรือไม่” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ หลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ผูกพันองค์กรของรัฐทุกแห่ง

1. ข้อเสนอ “ล้างไพ่ยุบ กสทช. 7 คน”: อำนาจนี้มีอยู่จริงหรือ?

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจ “ล้างไพ่” ยุบกรรมการ กสทช. ทั้ง 7 คน แล้วเปิดให้มีการสรรหาใหม่ เพื่อผ่าทางตันและรักษาประโยชน์ของประชาชน ถ้านายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับคำเสนอนี้สามารถทำได้ นายกฯ มีที่ปรึกษากฎหมายที่มองเรื่องนี้ออกอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องอาศัยความกล้าเท่านั้น และย้ำว่าอำนาจตามกฎหมายของนายกฯ มีอยู่แน่นอน

ข้อเสนอนี้อาจฟังดูเป็นทางออกที่เด็ดขาดและรวดเร็วในการแก้ปัญหาองค์กรลุ่มๆ ดอนๆ แต่เมื่อพิจารณาในทางนิติวิธี คำถามสำคัญคือ “มีกฎหมายใดให้อำนาจนายกรัฐมนตรียุบกรรมการ กสทช. ทั้งคณะ?”

จากการตรวจทานพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 (กฎหมาย กสทช.) ไม่ปรากฏบทบัญญัติใดที่มอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารหรือนายกรัฐมนตรีสามารถทำการ “ยุบ” หรือสั่งให้กรรมการ กสทช. พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะได้ตามใจชอบ

และหากนายกรัฐมนตรีมีอำนาจตามกฎหมายอย่างแน่นอนแล้ว เหตุใดนายกรัฐมนตรียังต้องใช้บริการ “ที่ปรึกษากฎหมาย” และอาศัย “ความกล้า” (หมอสรณได้ฟ้องต่อศาลปกครองกลาง และคดีอยู่ระหว่างการตรวจสอบของศาลแล้ว)

ยิ่งไปกว่านั้น การแก้ไขกฎหมาย กสทช. ที่ผ่านมา ได้มีการ ยกเลิกมาตรา 20 (6) ซึ่งเคยให้อำนาจวุฒิสภาในการลงมติเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลให้กรรมการพ้นจากตำแหน่งออกไปแล้ว ทำให้วุฒิสภาไม่มีอำนาจในส่วนนี้อีกต่อไป

ตามหลักกฎหมายมหาชน “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ” (No law, no power) การใช้อำนาจรัฐไม่อาจเกิดขึ้นได้เพียงเพราะความเหมาะสม ความจำเป็นทางการเมือง หรือความต้องการผ่าทางตัน เพราะอำนาจของรัฐไม่ได้เกิดจากความต้องการ แต่ต้องเกิดจากกฎหมายรองรับโดยตรงเท่านั้น

2. ท่าทีของ ศ.ดร.พิรงรอง และกรรมการกลุ่มที่ไม่เข้าประชุม: การปกป้องความชอบด้วยกฎหมาย

ในอีกด้านหนึ่ง ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. พร้อมด้วยกรรมการ กสทช. อีกหลายท่าน ตัดสินใจปฏิเสธการร่วมประชุมจนทำให้องค์ประชุมล่มต่อเนื่องอีกเป็นครั้งที่ 3 โดยอ้างเหตุผลสำคัญทางกฎหมายว่า คณะกรรมการสรรหาฯ ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดซึ่งเป็นที่สุด (ในฝ่ายบริหาร) แล้วว่า นพ.สรณ มีลักษณต้องห้ามตั้งแต่ก่อนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ในทางกฎหมายปกครอง มีข้อพิจารณาที่แหลมคมดังนี้:

  • หลักความเคารพต่อคำสั่งทางปกครอง: คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งมีผลใช้บังคับทันทีตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน (ตามมาตรา 63/2 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539)
  • การไม่อาจใช้อำนาจคุ้มครองตามมาตรา 19: เมื่อกรรมการได้รับทราบหนังสือคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการแล้ว ย่อมถือว่า “รับทราบข้อบกพร่องเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม” ของประธาน กสทช. จึงไม่อาจยกมาตรา 19 มาอ้างเพื่อรับรองความสมบูรณ์ของการร่วมประชุมและลงมติได้อีก หากดันทุรังร่วมประชุม มติที่ออกมาย่อมเสี่ยงต่อการเป็น “โมฆะ” และผู้ร่วมประชุมอาจต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา (มาตรา 157)
  • กรณีการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามก่อนโปรดเกล้าฯ: เนื่องจากเป็นกรณีลักษณะต้องห้ามที่เกิดขึ้นก่อนได้รับการแต่งตั้ง ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างดำรงตำแหน่ง ผลในทางกฎหมายคือการแต่งตั้งนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่แรก (Void ab initio) จึงไม่จำเป็นต้องมีกระบวนการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 ซ้ำอีก เพราะถือว่าไม่มีสถานะเป็นกรรมการมาตั้งแต่ต้น

การกระทำของ ศ.ดร.พิรงรอง และคณะ จึงไม่ใช่เพียงการ Walk out เพื่อสร้างปัญหาทางการเมือง แต่เป็นการใช้สิทธิตามฐานกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายทางกฎหมายที่ไม่อาจแก้ไขได้ต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ รวมถึงประโยชน์สาธารณะ

3. “ยังไม่มีใครสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่” เพียงพอจริงหรือ?

ทางฝั่ง นพ.สรณ ยืนยันหนักแน่นว่าตนยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยให้เหตุผลว่า “ยังไม่มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่”

ข้ออ้างนี้มีน้ำหนักในเชิงการสื่อสารสาธารณะ แต่ในทางนิติรัฐ ข้อเท็จจริงสำคัญมีอยู่ว่า นพ.สรณ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ พร้อมยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับโดยไต่สวนฉุกเฉิน

ผลปรากฏว่า ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคำฟ้องและคำร้องขอให้ทุเลาการบังคับ

ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนนัยสำคัญ 3 ประการ:
1)เจ้าตัวยอมรับผลกระทบ: การยื่นขอทุเลาการบังคับย่อมแสดงว่า ตัวผู้ฟ้องเองก็ยอมรับว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลกระทบทางกฎหมายต่อสถานะของตนจริง

2) คำสั่งทางปกครองยังคงมีผลสมบูรณ์: เมื่อศาลยกคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน และยังไม่ได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์หรือทุเลาการบังคับ หมายความว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ตามกฎหมายทุกประการ ในปัจจุบัน แม้หมอสรณจะเปิดเผยว่า ได้ร้องขอความเป็นธรรมจากนายกรัฐมนตรีแล้ว

3) ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ยกคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินขอทุเลาการบังคับตามที่หมอสรณร้องขอ ส่งผลให้คำสั่งที่เป็นเหตุแห่งคดียังคงมีผลใช้บังคับในชั้นนี้ ดังนั้น หากหมอสรณยังคงเข้าร่วมประชุม กสทช. ต่อไป ย่อมอาจก่อให้เกิดข้อโต้แย้งทางกฎหมายว่า การเข้าร่วมประชุมดังกล่าวมีฐานอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ และหากภายหลังศาลวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจนำไปสู่การตรวจสอบความรับผิดทั้งทางปกครอง ทางแพ่ง หรือแม้แต่ทางอาญาได้

4. บทเรียนสำคัญ: อย่าสับสนระหว่าง “ความเห็น” กับ “คำพิพากษา”

วิกฤต กสทช. ครั้งนี้ ให้บทเรียนทางกฎหมายที่สำคัญยิ่งแก่สังคมไทย เรามักติดดักฟังความเห็นของบุคคลสำคัญ นักการเมือง หรือผู้เชี่ยวชาญ แล้วด่วนสรุปว่าเป็น “ข้อยุติทางกฎหมาย”

ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของบุคคลใดนอกจากศาลและคณะกรรมการสรรหาฯ (ในคดีนี้) ล้วนเป็นเพียง “ความเห็นทางกฎหมาย” (Legal Opinion) เท่านั้น

ในสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐ ข้อยุติเด็ดขาดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อศาลปกครองมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดเท่านั้น

บทสรุป
กระบวนการวิเคราะห์ปัญหาในคดีนี้ ต้องเรียงลำดับความคิดอย่างเป็นระบบตามหลักกฎหมาย:

1.ถามว่า “กฎหมายให้อำนาจหรือไม่?” (พบว่า นายกฯ ไม่มีอำนาจสั่งยุบ กสทช.)

2.ถามต่อว่า “คำสั่งทางปกครองมีผลใช้บังคับหรือไม่?” (คำวินิจฉัยกรรมการสรรหาฯ มีผลบังคับแล้ว)

3.ถามว่า “การฟ้องศาลทำให้คำสั่งหยุดใช้บังคับหรือไม่?” (การฟ้องคดีไม่ได้ชะลอการบังคับใช้อัตโนมัติ)

4.ถามว่า “ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับแล้วหรือยัง?” (ศาลยกคำร้องไต่สวนฉุกเฉิน จึงยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับ)

เมื่อเราเรียงลำดับคำถามได้ถูกต้อง โดยไม่เริ่มจากการเลือกข้างหรือเชื่อเสียงแถลงข่าว คำตอบทางกฎหมายก็จะปรากฏชัดเจนด้วยตัวมันเอง

เพราะในสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐ กฎหมายต้องมาก่อนความเห็น และคำพิพากษาต้องมาก่อนข้อสรุปของสังคมเสมอ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
7/8/69

#กสทช #ข้อพิพาทกสทช #หลักนิติรัฐ #กฎหมายปกครอง #หมอสรณ #หมอเปรมศักดิ์ #พิรงรอง #องค์กรอิสระ #ศาลปกครอง #กฎหมายมหาชน #วัสติงสมิตร

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

กระทรวงอุตสาหกรรม มอบรางวัล Green Industry Award 2026 เชิดชูองค์กรต้นแบบ 184 แห่ง “วราวุธ” เผยเร่งอุตสาหกรรมไทยปรับตัวสู้กติกาโลก

กระทรวงอุตสาหกรรม มอบรางวัล Green Industry Award 2026 เชิดชูองค์กรต้นแบบ 184 แห่ง “วราวุธ” เผยเร่งอุตสาหกรรมไทยปรับตัวสู้กติกาโลก-พร้อมดันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเสริมธุรกิจ โตคู่ชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม จัดพิธีมอบรางวัล Green Industry Award 2026 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ ชั้น 3 สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ เพื่อเชิดชูเกียรติสถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ประเมินอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 4 วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) และระดับ 5 เครือข่ายสีเขียว...

“วัชระ” ท้าชน “สตช.-ขนส่ง” ร้องผู้ตรวจการฯ สั่งเบรกอายัดป้ายภาษี ซัดพ่วงจ่ายใบสั่งสูบเลือด ปชช. แฉโควตาแบ่งเค้ก 95%

https://www.tiktok.com/@suebjarkkhao/video/7683551588237036818?is_from_webapp=1&sender_device=pc กรุงเทพฯ (9 ก.ย. 2569) – นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยเพิกถอนกฎหมายจราจรที่ให้อำนาจกรมการขนส่งทางบกงดออกป้ายภาษีรถยนต์กรณีค้างชำระค่าปรับ พร้อมจี้เพิกถอนข้อบังคับกระทรวงการคลังที่เอื้อให้ตำรวจหักส่วนแบ่งค่าปรับจราจรเป็นเงินรางวัลได้สูงสุดถึง 95% ชี้เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิประชาชน และมีลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน เนื้อหาในคำร้องของนายวัชระ ระบุถึงกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมการขนส่งทางบก ทำบันทึกข้อตกลงเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้นายทะเบียนงดออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ป้ายวงกลม) แก่เจ้าของรถที่ค้างชำระค่าปรับจราจร โดยนายวัชระระบุว่า มาตรการดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 29 และ 39 เนื่องจากเป็นการตัดสิทธิการโต้แย้งและบังคับให้ประชาชนจำยอมชำระค่าปรับ ทั้งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลไม่มีความผิดจนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุด รวมทั้งการให้เจ้าของรถรับผิดชอบแทนผู้ขับขี่เป็นการผลักภาระที่ไม่เป็นธรรม โดยนายวัชระ ยังอ้างถึงคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด (คดีหมายเลขแดงที่ อ. 50/2568)...

ตม.3 ผนึกกำลัง สืบ น. และ ภาค 8 รวบหนุ่มอเมริกัน ผู้ต้องหา FBI ตามหมายจับ 8 หมาย คาโรงแรมภูเก็ต

https://www.youtube.com/watch?v=xIojYQ8TVuc ภูเก็ต – เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยสนธิกำลังร่วมกับสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI เดินหน้าติดตามจับกุมชาวอเมริกันวัย 48 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของสหรัฐฯ รวม 8 หมาย ก่อนพบตัวเข้าพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งบริเวณหาดในยาง จ.ภูเก็ต ปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขขะ ผบก.ตม.3 และ พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต โดยสนธิกำลังชุดสืบสวนนครบาล IDMB, กก.สส.บก.ตม.3 และฝ่ายสืบสวน สภ.สาคู เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว Mr. Lance Michael Beck อายุ 48 ปี สัญชาติอเมริกัน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลสหรัฐฯ จำนวน...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.