ท่ามกลางสถานการณ์ช่องแคบไต้หวันที่ร้อนแรง สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ท่าทีของรัฐบาลปักกิ่ง ภายใต้การนำของ ‘สี จิ้นผิง’ ทว่าหากย้อนเวลากลับไปก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของมหาอำนาจจีน มีช่วงเวลาสำคัญยาวนานถึง 17 ปี (1985–2002) ที่ชายผู้นี้ประจำการอยู่บน “แนวหน้าช่องแคบ” ณ มณฑลฝูเจี้ยน
ที่นั่นไม่ใช่แค่พื้นที่บริหารงานราชการทั่วไป แต่คือ “ห้องทดลองนโยบาย” และโรงเรียนการทูตเศรษฐกิจที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เข้าใจโครงสร้าง ทุน และจิตวิทยาของไต้หวันลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
“แม่ทัพ” ดึงดูดทุนข้ามช่องแคบ
ย้อนกลับไปในปี 1985 ในวัย 32 ปี สี จิ้นผิง เดินทางมารับตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งขณะนั้นเพิ่งได้รับการประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ในยุคเปิดประเทศของเติ้ง เสี่ยวผิง ภารกิจหลักของฝูเจี้ยนในเวลานั้นชัดเจน คือการเป็นประตูหน้าด่านดึงดูดเม็ดเงินและเทคโนโลยีจากนักธุรกิจไต้หวัน หรือที่เรียกว่า ‘ไถซัง’ ซึ่งกำลังมองหาฐานการผลิตต้นทุนต่ำ สี จิ้นผิง ไต่เต้าผ่านงานบริหารในหลายพื้นที่ของฝูเจี้ยน เรียนรู้กลไกการค้าข้ามพรมแดน การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการเจรจากับกลุ่มทุนภายนอก และในปี 1999 เขาได้คุมนโยบายเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ช่องแคบไต้หวันระดับมณฑลอย่างเต็มตัว
“ชาฮกเกี้ยน” คอนเนกชันกับเจ้าสัวไต้หวัน
ช่วงทศวรรษ 1990 สถานการณ์การเมืองระหว่างสองฝั่งช่องแคบเผชิญคลื่นลมรุนแรง โดยเฉพาะวิกฤตขีปนาวุธปี 1995–1996 ทว่า สี จิ้นผิง กลับดำเนินยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการแบบ “ผูกโยงเศรษฐกิจก่อนการเมือง”
เขาเปิดประตูต้อนรับนักลงทุนไต้หวันอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำมั่นว่าธุรกิจของพวกเขาจะปลอดภัย ไม่ว่าระดับรัฐบาลจะตึงเครียดเพียงใด บุคลิกของ สี จิ้นผิง ในยุคนั้นโดดเด่นเรื่องการเข้าถึงง่าย เขามักนัดพบกลุ่มนักธุรกิจไต้หวันแบบไม่เป็นทางการ นั่งจิบชาฮกเกี้ยน ทานอาหารพื้นบ้าน และรับฟังปัญหาเรื่องอุปสรรคทางระบบราชการด้วยตนเอง
ผลลัพธ์คือการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลและการตั้งฐานการผลิตสำคัญ อาทิ กลุ่มทุนรับจ้างผลิตอิเล็กทรอนิกส์ของ ‘กัว ไถหมิง’ (Terry Gou) ได้รับการสนับสนุนให้ขยายฐานการผลิตเข้ามายังฝูเจี้ยน ผลักดันการร่วมทุนกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ระหว่าง China Motor Corporation ของไต้หวัน กับ Fujian Motor ก่อตั้งเป็น South East Motor จนกลายเป็นหนึ่งในโมเดลความร่วมมืออุตสาหกรรมข้ามช่องแคบที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น จัดตั้งเขตการลงทุนเฉพาะสำหรับนักธุรกิจไต้หวันในเมืองฝูโจวและเซี่ยเหมิน เพื่อลดขั้นตอนระบบราชการและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเบ็ดเสร็จ
ผู้ริเริ่ม “เสี่ยวซานทง” พิมพ์เขียวเชื่อมสองฝั่ง
ก่อนที่รัฐบาลปักกิ่งและไทเปจะเปิดการเชื่อมต่ออย่างเป็นทางการในปี 2008 ฝูเจี้ยนในยุคที่ สี จิ้นผิง เป็นผู้ว่าการมณฑล ได้กลายเป็นพื้นที่ทดลองนโยบายนำร่องที่เรียกว่า “เสี่ยวซานทง” ในปี 2001 นโยบายนี้เปิดเส้นทางเดินเรือ การค้า และไปรษณีย์โดยตรงระหว่างเกาะจินเหมิน-หมาจู่ (พื้นที่ภายใต้การดูแลของไต้หวัน) กับเมืองเซี่ยเหมิน-ฝูโจว เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นสามารถเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่ต้องรอให้การเจรจาระดับรัฐบาลกลางบรรลุข้อตกลง
มรดก 17 ปี เข้าใจจุดแข็ง รู้จักจุดอ่อน
ประสบการณ์ 17 ปีเต็มในฝูเจี้ยน ทำให้ สี จิ้นผิง แตกต่างจากผู้นำจีนรุ่นก่อนๆ เขาเข้าใจจุดเปราะบางทางเศรษฐกิจ รู้ดีว่าห่วงโซ่อุปทานของไต้หวันพึ่งพาตลาด วัตถุดิบ และฐานการผลิตในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างไร และจุดใดที่จะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจได้จริง การให้สิทธิประโยชน์แก่ชาวไต้หวัน ทั้งการอยู่อาศัย การศึกษา และการลงทุนเทียบเท่าพลเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ คือการนำพิมพ์เขียวที่ สี จิ้นผิง เคยทดลองไว้เมื่อ 20 ปีก่อน มาขยายผลในระดับยุทธศาสตร์ชาติ
เบื้องหลังภาพลักษณ์ของ สี จิ้นผิง ในวันนี้ จึงมีรากฐานมาจากประสบการณ์ของอดีตผู้ว่าการมณฑลที่เคยใช้เวลาเกือบสองทศวรรษ นั่งจิบชากับเหล่านักธุรกิจไต้หวัน กล่อมเกลาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจข้ามช่องแคบด้วยตัวเอง



