“จากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ผู้ถืออำนาจรัฐ เป็นผู้ถือลูกกุญแจ กำหนดขอบเขตและระเบียบวินัยในแดนอุกฉกรรจ์ พลิกผันจากคนเดินตรวจตารางขัง ไปเป็นคนที่ต้องยืนอยู่หลังซี่กรงเหล็กนั้นเสียเอง อำนาจที่เคยมีในมือสูญสิ้นลง ประตูเรือนจำบานเดิมที่เคยบิดกุญแจเปิด-ปิดตามใจสั่ง กลับกลายเป็นบานประตูถูกปิดล็อคเขาไว้ข้างใน เสียงกลอนประตูลงสลักที่เคยฟังจนคุ้นหูในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ กลายเป็นเสียงที่ย้ำเตือนถึงการสูญเสียอิสรภาพอย่างสมบูรณ์ เรื่องราวของ ฉลอง เรี่ยวแรง จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักการเมืองคนหนึ่งที่ติดคุก แต่มันคือบทสรุปอันแสนคมคายของชีวิตมนุษย์ เรือนจำแห่งเดิม สายลมแห่งเดิม และกำแพงสูงปูนหนาแห่งเดิม แต่ตัวตนกลับพลิกจาก “ผู้ควบคุม” กลายเป็น “ผู้ถูกควบคุม ย้ำเตือนว่าไม่มีอำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือบารมีใดในโลกมนุษย์ ที่จะจีรังยั่งยืนอยู่เหนือสัจธรรมแห่งชีวิตไปได้”
ชีวิตมนุษย์บางครั้งก็ส่องสะท้อนความยอกย้อนได้อย่างน่าพิศวง ไม่มีใครคาดคิดว่าเส้นทางชีวิตของ ฉลอง เรี่ยวแรง อดีต ส.ส. นนทบุรี ผู้มีอิทธิพลและสไตล์ดุดัน ใจถึง พึ่งได้ จะเดินทางเป็นวงกลมกลับมาบรรจบที่จุดเริ่มต้น เพียงแต่เปลี่ยน “สถานะ” จากคนเดินตรวจตารางขัง ไปเป็นคนที่ต้องยืนอยู่หลังซี่กรงเหล็กนั้นเสียเอง
ชีวิตในฐานะ “ผู้คุมเรือนจำ”: ฉลองในวัยหนุ่ม คือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ผู้ถืออำนาจรัฐ เขาเป็นผู้ถือลูกกุญแจ เป็นผู้กำหนดขอบเขตและระเบียบวินัยในแดนอุกฉกรรจ์ ทั้งเรือนจำนครปฐมและเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ (ลาดยาว) คำสั่งของเขาคือสิทธิ์ขาด การเป็นผู้คุมทำให้เขามองเรือนจำในฐานะ “สถานที่สยบผู้กระทำผิด” และมองนักโทษในฐานะผู้ใต้การปกครอง
แต่เมื่อชะตาชีวิตพลิกผัน จากคดีความทางการเมืองและกฎหมาย อำนาจที่เคยมีในมือก็สูญสิ้นลง ประตูเรือนจำบานเดิมที่เคยบิดกุญแจเปิด-ปิดตามใจสั่ง กลับกลายเป็นบานประตูที่ปิดล็อคเขาไว้ข้างใน เสียงกลอนประตูลงสลักที่เคยฟังจนคุ้นหูในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ กลายเป็นเสียงที่ย้ำเตือนถึงการสูญเสียอิสรภาพอย่างสมบูรณ์
ในอดีต ฉลองใช้สไตล์ “ใจนักเลง พูดคำไหนคำนั้น” เพื่อสร้างบารมีข่มนักโทษอุกฉกรรจ์และซุ้มมือปืนให้เกรงขาม แต่เมื่อต้องกลับเข้าไปในฐานะผู้ต้องขัง บารมีสายฮาร์ดคอร์และภาพลักษณ์นักการเมืองใหญ่ ต้องถูกลดทอนลงเหลือเพียง “ผู้ต้องขังคนหนึ่ง” ที่ต้องเคารพกฎระเบียบของกรมราชทัณฑ์อย่างเคร่งครัด
สิ่งที่แตกต่างจากนักโทษทั่วไปคือ ฉลอง “รู้ทัน” ระบบเรือนจำทุกตารางนิ้ว รู้จิตวิทยาการเอาตัวรอด รู้โครงสร้างอำนาจใต้ดินในกำแพงสูง และรู้ว่าจิตวิทยาของทั้งผู้คุมและนักโทษทำงานอย่างไร ความทรงจำในวัยหนุ่ม จึงกลายเป็นทั้งเกราะป้องกันตัวและกระจกเงาที่สะท้อนความจริงอันตลกร้ายให้เขามองเห็นชีวิตตัวเอง
การกลับเข้าเรือนจำของอดีตผู้คุม สร้างภาวะกระอักกระอ่วนอย่างมากแก่ผู้คุมรุ่นน้องหรือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ภาพของอดีตคนในสายงานเดียวกัน ที่เคยใส่เครื่องแบบราชทัณฑ์อย่างภาคภูมิ แต่ต้องมาสวมชุดผู้ต้องขังและรับคำสั่งจากรุ่นน้อง คือภาพสะท้อนของความอนิจจังในระบบราชการและชีวิตมนุษย์
จากคนที่เคยอยู่บนยอดสูงสุดของห่วงโซ่อำนาจในแดนขัง ฉลองต้องลงมาอยู่ในระดับเดียวกับผู้ต้องขังคนอื่น ทว่า ด้วยประสบการณ์ชีวิตและบารมีเก่า ความเป็น “คนจริง” ที่หล่อหลอมมาตั้งแต่สมัยเป็นผู้คุม อาจช่วยให้เขาได้รับความเกรงใจจากคนข้างใน แต่มันก็ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่า เขาคือผู้สูญเสียอิสรภาพเหมือนๆ กัน
เรื่องราวของ ฉลอง เรี่ยวแรง จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักการเมืองคนหนึ่งที่ติดคุก แต่มันคือบทสรุปอันแสนคมคายของชีวิตมนุษย์ เรือนจำแห่งเดิม สายลมแห่งเดิม และกำแพงสูงปูนหนาแห่งเดิม แต่ตัวตนกลับพลิกจาก “ผู้ควบคุม” กลายเป็น “ผู้ถูกควบคุม”
ประสบการณ์การเป็นผู้คุมในวัยหนุ่ม อาจเป็น “โรงเรียนชีวิต” ที่หล่อหลอมให้เขาก้าวขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง แต่มันก็กลายเป็น “โชคชะตาเชิงประชดประชัน” เมื่อโรงเรียนชีวิตแห่งนั้น ต้องกลายมาเป็นสถานที่ดัดตนในยามแก่ชรา ย้ำเตือนว่าไม่มีอำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือบารมีใดในโลกมนุษย์ ที่จะจีรังยั่งยืนอยู่เหนือสัจธรรมแห่งชีวิตไปได้




