วันเสาร์, กันยายน 26, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวจากผู้ถือลูกกุญแจ สู่ “ผู้ถูกลั่นดาล”...

จากผู้ถือลูกกุญแจ สู่ “ผู้ถูกลั่นดาล” ชะตากรรมสองขั้วของ “ฉลอง เรี่ยวแรง”

“จากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ผู้ถืออำนาจรัฐ เป็นผู้ถือลูกกุญแจ กำหนดขอบเขตและระเบียบวินัยในแดนอุกฉกรรจ์ พลิกผันจากคนเดินตรวจตารางขัง ไปเป็นคนที่ต้องยืนอยู่หลังซี่กรงเหล็กนั้นเสียเอง อำนาจที่เคยมีในมือสูญสิ้นลง ประตูเรือนจำบานเดิมที่เคยบิดกุญแจเปิด-ปิดตามใจสั่ง กลับกลายเป็นบานประตูถูกปิดล็อคเขาไว้ข้างใน เสียงกลอนประตูลงสลักที่เคยฟังจนคุ้นหูในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ กลายเป็นเสียงที่ย้ำเตือนถึงการสูญเสียอิสรภาพอย่างสมบูรณ์ เรื่องราวของ ฉลอง เรี่ยวแรง จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักการเมืองคนหนึ่งที่ติดคุก แต่มันคือบทสรุปอันแสนคมคายของชีวิตมนุษย์ เรือนจำแห่งเดิม สายลมแห่งเดิม และกำแพงสูงปูนหนาแห่งเดิม แต่ตัวตนกลับพลิกจาก “ผู้ควบคุม” กลายเป็น “ผู้ถูกควบคุม ย้ำเตือนว่าไม่มีอำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือบารมีใดในโลกมนุษย์ ที่จะจีรังยั่งยืนอยู่เหนือสัจธรรมแห่งชีวิตไปได้”

ชีวิตมนุษย์บางครั้งก็ส่องสะท้อนความยอกย้อนได้อย่างน่าพิศวง ไม่มีใครคาดคิดว่าเส้นทางชีวิตของ ฉลอง เรี่ยวแรง อดีต ส.ส. นนทบุรี ผู้มีอิทธิพลและสไตล์ดุดัน ใจถึง พึ่งได้ จะเดินทางเป็นวงกลมกลับมาบรรจบที่จุดเริ่มต้น เพียงแต่เปลี่ยน “สถานะ” จากคนเดินตรวจตารางขัง ไปเป็นคนที่ต้องยืนอยู่หลังซี่กรงเหล็กนั้นเสียเอง

ชีวิตในฐานะ “ผู้คุมเรือนจำ”: ฉลองในวัยหนุ่ม คือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ผู้ถืออำนาจรัฐ เขาเป็นผู้ถือลูกกุญแจ เป็นผู้กำหนดขอบเขตและระเบียบวินัยในแดนอุกฉกรรจ์ ทั้งเรือนจำนครปฐมและเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ (ลาดยาว) คำสั่งของเขาคือสิทธิ์ขาด การเป็นผู้คุมทำให้เขามองเรือนจำในฐานะ “สถานที่สยบผู้กระทำผิด” และมองนักโทษในฐานะผู้ใต้การปกครอง

แต่เมื่อชะตาชีวิตพลิกผัน จากคดีความทางการเมืองและกฎหมาย อำนาจที่เคยมีในมือก็สูญสิ้นลง  ประตูเรือนจำบานเดิมที่เคยบิดกุญแจเปิด-ปิดตามใจสั่ง กลับกลายเป็นบานประตูที่ปิดล็อคเขาไว้ข้างใน  เสียงกลอนประตูลงสลักที่เคยฟังจนคุ้นหูในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ กลายเป็นเสียงที่ย้ำเตือนถึงการสูญเสียอิสรภาพอย่างสมบูรณ์

ในอดีต ฉลองใช้สไตล์ “ใจนักเลง พูดคำไหนคำนั้น” เพื่อสร้างบารมีข่มนักโทษอุกฉกรรจ์และซุ้มมือปืนให้เกรงขาม แต่เมื่อต้องกลับเข้าไปในฐานะผู้ต้องขัง บารมีสายฮาร์ดคอร์และภาพลักษณ์นักการเมืองใหญ่ ต้องถูกลดทอนลงเหลือเพียง “ผู้ต้องขังคนหนึ่ง” ที่ต้องเคารพกฎระเบียบของกรมราชทัณฑ์อย่างเคร่งครัด

สิ่งที่แตกต่างจากนักโทษทั่วไปคือ ฉลอง “รู้ทัน” ระบบเรือนจำทุกตารางนิ้ว รู้จิตวิทยาการเอาตัวรอด รู้โครงสร้างอำนาจใต้ดินในกำแพงสูง และรู้ว่าจิตวิทยาของทั้งผู้คุมและนักโทษทำงานอย่างไร ความทรงจำในวัยหนุ่ม จึงกลายเป็นทั้งเกราะป้องกันตัวและกระจกเงาที่สะท้อนความจริงอันตลกร้ายให้เขามองเห็นชีวิตตัวเอง

การกลับเข้าเรือนจำของอดีตผู้คุม สร้างภาวะกระอักกระอ่วนอย่างมากแก่ผู้คุมรุ่นน้องหรือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ภาพของอดีตคนในสายงานเดียวกัน ที่เคยใส่เครื่องแบบราชทัณฑ์อย่างภาคภูมิ แต่ต้องมาสวมชุดผู้ต้องขังและรับคำสั่งจากรุ่นน้อง คือภาพสะท้อนของความอนิจจังในระบบราชการและชีวิตมนุษย์

จากคนที่เคยอยู่บนยอดสูงสุดของห่วงโซ่อำนาจในแดนขัง ฉลองต้องลงมาอยู่ในระดับเดียวกับผู้ต้องขังคนอื่น ทว่า ด้วยประสบการณ์ชีวิตและบารมีเก่า ความเป็น “คนจริง” ที่หล่อหลอมมาตั้งแต่สมัยเป็นผู้คุม อาจช่วยให้เขาได้รับความเกรงใจจากคนข้างใน แต่มันก็ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่า เขาคือผู้สูญเสียอิสรภาพเหมือนๆ กัน

เรื่องราวของ ฉลอง เรี่ยวแรง จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักการเมืองคนหนึ่งที่ติดคุก แต่มันคือบทสรุปอันแสนคมคายของชีวิตมนุษย์ เรือนจำแห่งเดิม สายลมแห่งเดิม และกำแพงสูงปูนหนาแห่งเดิม แต่ตัวตนกลับพลิกจาก “ผู้ควบคุม” กลายเป็น “ผู้ถูกควบคุม”

ประสบการณ์การเป็นผู้คุมในวัยหนุ่ม อาจเป็น “โรงเรียนชีวิต” ที่หล่อหลอมให้เขาก้าวขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง แต่มันก็กลายเป็น “โชคชะตาเชิงประชดประชัน” เมื่อโรงเรียนชีวิตแห่งนั้น ต้องกลายมาเป็นสถานที่ดัดตนในยามแก่ชรา ย้ำเตือนว่าไม่มีอำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือบารมีใดในโลกมนุษย์ ที่จะจีรังยั่งยืนอยู่เหนือสัจธรรมแห่งชีวิตไปได้

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

“สี จิ้นผิง” ผู้นำจีนที่เข้าถึงหัวใจและสายใย “ไต้หวัน” ลึกซึ้งที่สุด!

ท่ามกลางสถานการณ์ช่องแคบไต้หวันที่ร้อนแรง สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ท่าทีของรัฐบาลปักกิ่ง ภายใต้การนำของ ‘สี จิ้นผิง’ ทว่าหากย้อนเวลากลับไปก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของมหาอำนาจจีน มีช่วงเวลาสำคัญยาวนานถึง 17 ปี (1985–2002) ที่ชายผู้นี้ประจำการอยู่บน "แนวหน้าช่องแคบ" ณ มณฑลฝูเจี้ยน ที่นั่นไม่ใช่แค่พื้นที่บริหารงานราชการทั่วไป แต่คือ "ห้องทดลองนโยบาย" และโรงเรียนการทูตเศรษฐกิจที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เข้าใจโครงสร้าง ทุน และจิตวิทยาของไต้หวันลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ “แม่ทัพ” ดึงดูดทุนข้ามช่องแคบ ย้อนกลับไปในปี 1985 ในวัย 32 ปี สี จิ้นผิง เดินทางมารับตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งขณะนั้นเพิ่งได้รับการประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ในยุคเปิดประเทศของเติ้ง เสี่ยวผิง ภารกิจหลักของฝูเจี้ยนในเวลานั้นชัดเจน คือการเป็นประตูหน้าด่านดึงดูดเม็ดเงินและเทคโนโลยีจากนักธุรกิจไต้หวัน หรือที่เรียกว่า ‘ไถซัง’ ซึ่งกำลังมองหาฐานการผลิตต้นทุนต่ำ สี จิ้นผิง...

จับสัญญาณ “สี-ทรัมป์” กระดานหมากรุก “ไต้หวัน” คลื่นลมแรง..ใครเป็นผู้เดิมพัน

การหวนคืนสู่โพเดียมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 (UNGA 81) ณ นครนิวยอร์ก ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการกล่าวสุนทรพจน์ตามวาระทางการทูตประจำปี หากแต่เป็นการส่งสัญญาณตอกย้ำทิศทางภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่ที่สหรัฐฯ กำลังเดินหน้า กับการไม่แตะต้อง “ประเด็นไต้หวัน” ในสุนทรพจน์บนเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดนัลด์ ทรัมป์ จงใจหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงประเด็นไต้หวันโดยตรง ซึ่งหากมองผ่านบริบททางการทูตและภูมิรัฐศาสตร์ ท่าทีดังกล่าวส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่า การที่ทรัมป์ไม่หยิบยกเรื่องไต้หวันขึ้นมาโจมตีปักกิ่งบนเวทียูเอ็น เป็นความพยายามรักษาบรรยากาศก่อนการพบหารือระดับทวิภาคีครั้งสำคัญกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ในกรุงวอชิงตันช่วงสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งมีวาระละเอียดอ่อนทั้งเรื่องข้อตกลงการค้า การแข่งขันทางเทคโนโลยี และการขายอาวุธ ทรัมป์เลือกที่จะไม่ให้คำมั่นสัญญาผ่านเวทีพหุภาคี โดยที่ผ่านมาทรัมป์มักแสดงจุดยืนว่า สหรัฐฯ ไม่สนับสนุนให้ไต้หวันประกาศเอกราชฝ่ายเดียวจนลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงคราม และเคยปฏิเสธที่จะตอบอย่างชัดเจนว่าจะส่งทหารไปปกป้องเกาะไต้หวันหรือไม่...

ยุค “จีนนำ” ลมหายใจ “ร่วมโลก” “ตรรกะ” ตะวันออก ที่ “ตะวันตก” มองข้าม

“ทุกยุคสมัยมี "ลมหายใจ" ของตัวเอง จังหวะการเต้นของประวัติศาสตร์ที่สะท้อนว่าใครกำลังกำหนดทิศทางและด้วยหลักการอะไร ศตวรรษที่ 21 กำลังเผยให้เห็นลมหายใจใหม่ที่มาจากทิศตะวันออก  จีนมิได้เพียง "เติบโต" แต่กำลังนำเสนอ "ตรรกะการพัฒนา" ทางเลือกหนึ่ง ที่วางรากฐานบนสัจธรรมสองประการ คือ การพัฒนา และ สันติภาพ พร้อมผลประโยชน์ร่วมของมวลมนุษยชาติ” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จุดเปลี่ยนสำคัญของจีน ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข GDP หากอยู่ที่ "สำนึกตื่นรู้" ว่าการพัฒนาเป็น “สัจธรรม”  ไม่ใช่ทางเลือก ขณะที่กระแสตะวันตกมองการพัฒนาเป็นเส้นตรงเดียว จีนกลับมองว่าการพัฒนาต้องเป็น องค์รวม เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และจิตสำนึกไปพร้อมกัน การพัฒนาต้องพึ่งพาตนเองเป็นแกน แล้วจึงเปิดรับโลก การพัฒนาต้องปฏิวัติปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่งที่แบบจำลองใดแบบจำลองหนึ่ง จีนเชื่อมโยงสันติภาพเข้ากับการพัฒนาอย่างแยกไม่ออก สันติภาพไม่ใช่แค่การไม่มีสงคราม...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.