วันอังคาร, สิงหาคม 11, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวจากผู้ถือลูกกุญแจ สู่ “ผู้ถูกลั่นดาล”...

จากผู้ถือลูกกุญแจ สู่ “ผู้ถูกลั่นดาล” ชะตากรรมสองขั้วของ “ฉลอง เรี่ยวแรง”

“จากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ผู้ถืออำนาจรัฐ เป็นผู้ถือลูกกุญแจ กำหนดขอบเขตและระเบียบวินัยในแดนอุกฉกรรจ์ พลิกผันจากคนเดินตรวจตารางขัง ไปเป็นคนที่ต้องยืนอยู่หลังซี่กรงเหล็กนั้นเสียเอง อำนาจที่เคยมีในมือสูญสิ้นลง ประตูเรือนจำบานเดิมที่เคยบิดกุญแจเปิด-ปิดตามใจสั่ง กลับกลายเป็นบานประตูถูกปิดล็อคเขาไว้ข้างใน เสียงกลอนประตูลงสลักที่เคยฟังจนคุ้นหูในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ กลายเป็นเสียงที่ย้ำเตือนถึงการสูญเสียอิสรภาพอย่างสมบูรณ์ เรื่องราวของ ฉลอง เรี่ยวแรง จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักการเมืองคนหนึ่งที่ติดคุก แต่มันคือบทสรุปอันแสนคมคายของชีวิตมนุษย์ เรือนจำแห่งเดิม สายลมแห่งเดิม และกำแพงสูงปูนหนาแห่งเดิม แต่ตัวตนกลับพลิกจาก “ผู้ควบคุม” กลายเป็น “ผู้ถูกควบคุม ย้ำเตือนว่าไม่มีอำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือบารมีใดในโลกมนุษย์ ที่จะจีรังยั่งยืนอยู่เหนือสัจธรรมแห่งชีวิตไปได้”

ชีวิตมนุษย์บางครั้งก็ส่องสะท้อนความยอกย้อนได้อย่างน่าพิศวง ไม่มีใครคาดคิดว่าเส้นทางชีวิตของ ฉลอง เรี่ยวแรง อดีต ส.ส. นนทบุรี ผู้มีอิทธิพลและสไตล์ดุดัน ใจถึง พึ่งได้ จะเดินทางเป็นวงกลมกลับมาบรรจบที่จุดเริ่มต้น เพียงแต่เปลี่ยน “สถานะ” จากคนเดินตรวจตารางขัง ไปเป็นคนที่ต้องยืนอยู่หลังซี่กรงเหล็กนั้นเสียเอง

ชีวิตในฐานะ “ผู้คุมเรือนจำ”: ฉลองในวัยหนุ่ม คือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ผู้ถืออำนาจรัฐ เขาเป็นผู้ถือลูกกุญแจ เป็นผู้กำหนดขอบเขตและระเบียบวินัยในแดนอุกฉกรรจ์ ทั้งเรือนจำนครปฐมและเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ (ลาดยาว) คำสั่งของเขาคือสิทธิ์ขาด การเป็นผู้คุมทำให้เขามองเรือนจำในฐานะ “สถานที่สยบผู้กระทำผิด” และมองนักโทษในฐานะผู้ใต้การปกครอง

แต่เมื่อชะตาชีวิตพลิกผัน จากคดีความทางการเมืองและกฎหมาย อำนาจที่เคยมีในมือก็สูญสิ้นลง  ประตูเรือนจำบานเดิมที่เคยบิดกุญแจเปิด-ปิดตามใจสั่ง กลับกลายเป็นบานประตูที่ปิดล็อคเขาไว้ข้างใน  เสียงกลอนประตูลงสลักที่เคยฟังจนคุ้นหูในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ กลายเป็นเสียงที่ย้ำเตือนถึงการสูญเสียอิสรภาพอย่างสมบูรณ์

ในอดีต ฉลองใช้สไตล์ “ใจนักเลง พูดคำไหนคำนั้น” เพื่อสร้างบารมีข่มนักโทษอุกฉกรรจ์และซุ้มมือปืนให้เกรงขาม แต่เมื่อต้องกลับเข้าไปในฐานะผู้ต้องขัง บารมีสายฮาร์ดคอร์และภาพลักษณ์นักการเมืองใหญ่ ต้องถูกลดทอนลงเหลือเพียง “ผู้ต้องขังคนหนึ่ง” ที่ต้องเคารพกฎระเบียบของกรมราชทัณฑ์อย่างเคร่งครัด

สิ่งที่แตกต่างจากนักโทษทั่วไปคือ ฉลอง “รู้ทัน” ระบบเรือนจำทุกตารางนิ้ว รู้จิตวิทยาการเอาตัวรอด รู้โครงสร้างอำนาจใต้ดินในกำแพงสูง และรู้ว่าจิตวิทยาของทั้งผู้คุมและนักโทษทำงานอย่างไร ความทรงจำในวัยหนุ่ม จึงกลายเป็นทั้งเกราะป้องกันตัวและกระจกเงาที่สะท้อนความจริงอันตลกร้ายให้เขามองเห็นชีวิตตัวเอง

การกลับเข้าเรือนจำของอดีตผู้คุม สร้างภาวะกระอักกระอ่วนอย่างมากแก่ผู้คุมรุ่นน้องหรือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ภาพของอดีตคนในสายงานเดียวกัน ที่เคยใส่เครื่องแบบราชทัณฑ์อย่างภาคภูมิ แต่ต้องมาสวมชุดผู้ต้องขังและรับคำสั่งจากรุ่นน้อง คือภาพสะท้อนของความอนิจจังในระบบราชการและชีวิตมนุษย์

จากคนที่เคยอยู่บนยอดสูงสุดของห่วงโซ่อำนาจในแดนขัง ฉลองต้องลงมาอยู่ในระดับเดียวกับผู้ต้องขังคนอื่น ทว่า ด้วยประสบการณ์ชีวิตและบารมีเก่า ความเป็น “คนจริง” ที่หล่อหลอมมาตั้งแต่สมัยเป็นผู้คุม อาจช่วยให้เขาได้รับความเกรงใจจากคนข้างใน แต่มันก็ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่า เขาคือผู้สูญเสียอิสรภาพเหมือนๆ กัน

เรื่องราวของ ฉลอง เรี่ยวแรง จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักการเมืองคนหนึ่งที่ติดคุก แต่มันคือบทสรุปอันแสนคมคายของชีวิตมนุษย์ เรือนจำแห่งเดิม สายลมแห่งเดิม และกำแพงสูงปูนหนาแห่งเดิม แต่ตัวตนกลับพลิกจาก “ผู้ควบคุม” กลายเป็น “ผู้ถูกควบคุม”

ประสบการณ์การเป็นผู้คุมในวัยหนุ่ม อาจเป็น “โรงเรียนชีวิต” ที่หล่อหลอมให้เขาก้าวขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง แต่มันก็กลายเป็น “โชคชะตาเชิงประชดประชัน” เมื่อโรงเรียนชีวิตแห่งนั้น ต้องกลายมาเป็นสถานที่ดัดตนในยามแก่ชรา ย้ำเตือนว่าไม่มีอำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือบารมีใดในโลกมนุษย์ ที่จะจีรังยั่งยืนอยู่เหนือสัจธรรมแห่งชีวิตไปได้

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

จาก “สวนทุเรียน” สู่ “ดินแดนอาถรรพ์?” 2 โศกนาฏกรรม..นนทบุรี “โรคร้าย” เมืองโตไว

“.....2 โศกนาฏกรรม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเด็ก และ วิกฤตอำนาจผู้ใหญ่ หากนำทั้งสองเหตุการณ์มาวางเรียงกัน จะเห็นได้ชัดว่าความรุนแรงถูกจุดติดขึ้น จากปัญหาต่างมิติ แต่มีโครงสร้างความพังทลายที่คล้ายคลึงกัน เริ่มจากเหตุกราดยิงในโรงเรียน เสียงกรีดร้องจากเด็กที่ถูกลืม และนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตสส.นนทบุรี ได้ก่อเหตุบุกยิง พันตำรวจเอก ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี สะท้อนอำนาจและผลประโยชน์ที่อยู่เหนือกฎหมาย  วัฒนธรรมการใช้อำนาจตัดสินปัญหา เกิดจากสภาวะอารมณ์ที่พุ่งขึ้นชั่ววูบจนขาดสติ และมองว่ากระบวนการยุติธรรมช้าเกินไป อาวุธปืนถูกเลือกมาใช้เป็นเครื่องมือ แสดงถึงความต้องการประกาศเหตุผลของตนเองอย่างสุดตัว...” ข่าวใหญ่สองเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน บนพื้นที่จังหวัดนนทบุรี  ตั้งแต่เหตุกราดยิงในโรงเรียนมัธยม โดยเยาวชนอายุเพียง 15 ปี ไปจนถึงเหตุอดีต สส. บุกยิงนายก อบจ. ถึงในที่ทำการ หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึง "อาถรรพ์" ที่กำลังกัดกินเมืองแห่งนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้รอยเลือดและความสูญเสีย...

“สอดแนมการเมือง” โดย “ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย” 100 วันพิธีศพ “น้าชาติ”!!! (ตอน 5)

ช่วงพิธีบำเพ็ญกุศลศพอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งตระกูล “ชุณหะวัณ”จัดพิธีต่อเนื่อง 100 วันที่บ้านราชครู ผมต้องคอยต้อนรับแขกที่ให้เกียรติมางานทุกวัน ค่ำวันหนึ่ง ผมได้พูดคุยกับแขกท่านหนึ่ง ท่านเดินทางมาจากแถวพุทธมณฑล ท่านพูดด้วยความชื่นชมยินดีว่า ตั้งแต่มีทางยกระดับบรมราชชนนี การเดินทางเข้าเมืองสะดวกขึ้นมาก.. ผมรำลึกถึงความเป็นมาของ “ทางยกระดับบรมราชชนนี” ด้วยความสำนึกในพระอัจฉริยภาพและพระเมตตาของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นล้นพ้น.. พระราชดำริโครงการทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี เกิดจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระอาการประชวรของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเดือนมิถุนายน 2538 พระองค์ทอดพระเนตรจากอาคารผู้ป่วยชั้นบนสุด เห็นวิกฤตจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก ตั้งแต่ฝั่งพระนครข้ามสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ต่อเนื่องถึงถนนอรุณอมรินทร์ ยาวออกไปตามถนนบรมราชชนนี ส่งผลให้รถติดยาวเป็นลูกโซ่ถึงถนนราชดำเนินและถนนหลานหลวง ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงร่างแผนผังด้วยลายพระหัตถ์ พระราชทานแก่กรุงเทพมหานครและกรมทางหลวง มีพระราชดำริว่า การขยายถนนบรมราชชนนีในแนวระนาบ จะทำให้ราษฎรที่มีอาคารบ้านเรือนทั้งสองข้างทางได้รับความเดือดร้อน จึงทรงเสนอให้สร้างเป็น “ทางยกระดับคู่ขนานลอยฟ้า”...

“ยาดฝนชโลม” จน “ดอกไม้ผลิบาน” ฟ้าเหมาะ ภูมิได้ คนพร้อม “จีน” พา “ไต้หวัน” กลับคืนแผ่นดินใหญ่

“เมื่อกระแสธารประวัติศาสตร์ที่จีนกำลังผงาดขึ้นสู่ศูนย์กลางเวทีโลก การรวมประเทศและแก้ไขปัญหาไต้หวัน ได้ก้าวข้ามคำถามที่ว่า "จะทำหรือไม่" สู่ความเป็นจริงที่เหลือเพียง "เมื่อใด" และ "อย่างไร" ด้วยแสนยานุภาพทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และกำลังการป้องกันประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับความพร้อมทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ และพลัง "ฟ้า-ภูมิ-คน" ที่เอียงเทมาอย่างชัดเจน ไต้หวันจึงเปรียบเสมือนส่วนสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในภารกิจฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน วงล้อประวัติศาสตร์นี้ กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยมีฉันทามติและสายเลือดอันตัดไม่ขาด ของคนสองฝั่งช่องแคบเป็นแรงผลักดัน ซึ่งไม่อาจมีพลังใดมาขัดขวางได้อีกต่อไป” เมื่อมองดูประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ การผงาดขึ้นของมหาอำนาจ ล้วนมาพร้อมกับการบูรณาการผืนแผ่นดิน และการหล่อหลอมเจตจำนงของชาติ จีนในวันนี้ กำลังก้าวสู่ศูนย์กลางเวทีโลกอย่างไม่อาจหยุดยั้ง ด้วยเศรษฐกิจที่ทะยานบิน เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด วัฒนธรรมที่รุ่งเรือง และการป้องกันประเทศที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์เช่นนี้ การแก้ไขปัญหาไต้หวันขั้นสุดท้าย และการรวมประเทศอย่างสมบูรณ์ มิใช่คำถามที่ว่า "จะเอาหรือไม่" อีกต่อไป หากแต่เป็นความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ที่ถามว่า...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.