วันอาทิตย์, สิงหาคม 16, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวศึกกฎหมาย กสทช.! เจาะลึก...

ศึกกฎหมาย กสทช.! เจาะลึก 4 ทางออกของศาลปกครองสูงสุด และปมอำนาจสั่งทุเลาฯ คดี ‘หมอสรณ’

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกาและอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน(กสม.) โพสต์ FB ล่าสุด

ศึกกฎหมาย กสทช.! เจาะลึก 4 ทางออกของศาลปกครองสูงสุด และปมอำนาจสั่งทุเลาฯ คดี ‘หมอสรณ’

กลายเป็นประเด็นร้อนที่เขย่าวงการกฎหมายปกครองและโครงสร้างองค์กรอิสระอย่างยิ่ง ภายหลังจากที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มอบหมายทนายความยื่น ‘คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา’ ต่อศาลปกครองสูงสุด (คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ของศาลปกครองกลาง) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

การยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างคำถามว่า “ศาลปกครองสูงสุดจะสั่งให้รับฟ้องหรือไม่” เท่านั้น แต่ยังนำไปสู่ข้อถกเถียงเชิงโครงสร้างทางวิธีพิจารณาคดีปกครองที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า นั่นคือ หากศาลปกครองสูงสุดสั่งให้รับฟ้อง อำนาจในการพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ จะตกเป็นของศาลใด?

ปมจุดเริ่ม: ศาลปกครองกลางตีความ “มาตรา 42” แคบเกินไปหรือไม่?

ศาลปกครองกลางไม่ได้ปฏิเสธว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีปกครอง โดยยอมรับว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1)

แต่เหตุผลที่ศาลชั้นต้นสั่ง “ไม่รับฟ้อง” กลับไปแขวนไว้กับ มาตรา 42 โดยชี้ว่า คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 (ลงวันที่ 17 ก.ค. 2569) ที่ระบุว่า นพ.สรณ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งนั้น “ยังไม่ทำให้พ้นจากตำแหน่งในทันที” เพราะ นพ.สรณ ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งไปแล้ว การพ้นจากตำแหน่งต้องเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 20 และเมื่อยังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ศาลจึงเห็นว่า “ในชั้นนี้ยังไม่ถือว่าเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย”

ข้อสังเกตทางกฎหมายที่น่าตั้งคำถาม:

การตีความดังกล่าวกำลังนำเอา “ผลแห่งการพ้นจากตำแหน่งขั้นสุดท้าย” มาปะปนกับ “การถูกกระทบสิทธิทางกฎหมายทันที” หรือไม่?

คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ใช่เอกสารแสดงความคิดเห็นทั่วไป แต่เป็น คำสั่งทางปกครอง ที่มีสภาพชี้ขาดสิทธิและสถานะของ นพ.สรณ โดยตรงทันที การที่บุคคลถูกวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้าม ย่อมเกิดความไม่แน่นอนในสถานะและกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน การบังคับให้ผู้ฟ้องคดีต้องรอจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งจริงก่อนจึงจะมาฟ้องต่อศาลได้ จึงอาจเป็นการตีความมาตรา 42 ที่แคบจนขัดต่อเจตนารมณ์การคุ้มครองสิทธิทางปกครอง!

เปิด 4 ทางออกของ ‘ศาลปกครองสูงสุด’ ในชั้นอุทธรณ์

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย ศาลปกครองสูงสุดมีแนวทางในการออกคำสั่งได้ 4 ช่องทางสำคัญ ดังนี้

ทางออกที่ 1: ยืนคำสั่งไม่รับคำฟ้อง

ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องกับศาลปกครองกลางว่า การวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ยังไม่ถือว่าความเสียหายเกิดขึ้นสมบูรณ์ตามมาตรา 42 เนื่องจากยังไม่มีขั้นตอนมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง

• ผลทางกฎหมาย: คำสั่งจำหน่ายคดีถึงที่สุด คดีจบลงทันที คำขอทุเลาการบังคับและคำขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเป็นอันตกไปโดยอัตโนมัติ

ทางออกที่ 2: กลับคำสั่งและสั่ง “ให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา”

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า นพ.สรณ เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย (หรืออาจจะเดือดร้อนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้) แล้ว ตามมาตรา 42 เพราะคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ได้ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและสถานะทางกฎหมายในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.

• ผลทางกฎหมาย: ประตูคดีเปิดออก คดีถูกส่งกลับไปให้ศาลปกครองกลางเข้าสู่กระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิพากษาในเนื้อหาต่อไป

ทางออกที่ 3: กลับคำสั่งโดยวางหลักเรื่อง “ขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ”

ศาลปกครองสูงสุดมองข้ามปมเรื่องพ้นตำแหน่งหรือไม่ แต่หยิบยกประเด็นข้อกฎหมายสำคัญขึ้นมาพิจารณาว่า คณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจตามมาตรา 18 หรือไม่ ในการย้อนกลับมาวินิจฉัยว่าบุคคลซึ่งได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งและเข้าดำรงตำแหน่งไปแล้ว เป็น “ผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่ง”

• ผลทางกฎหมาย: หากประเด็นอำนาจนี้มีมูลที่ต้องพิจารณา ศาลปกครองสูงสุดจะสั่งกลับคำสั่งเพื่อให้ศาลชั้นต้นรับฟ้อง เพื่อวางบรรทัดฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจองค์กรสรรหาต่อไป

ทางออกที่ 4: รับคำฟ้องไว้พิจารณา แต่ “ไม่สั่งทุเลาการบังคับเอง” (ส่งกลับศาลชั้นต้น)

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับคำฟ้อง แต่ ยังไม่สั่งทุเลาการบังคับหรือมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วยตนเอง และให้คำขอทุเลาการบังคับกลับไปอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองกลาง

ไขปมสำคัญ: หากศาลสูงสุดรับคำฟ้องแล้ว ใครควรเป็นผู้พิจารณาคำขอ “ทุเลาการบังคับ”?

นี่คือหัวใจสำคัญของคดี เพราะศาลปกครองกลางยังไม่เคยพิจารณาหรือมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอทุเลาการบังคับของ นพ.สรณ เนื่องจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องเสียก่อน

ดังนั้น หากศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งและให้รับคำฟ้อง แนวทางหนึ่งที่สอดคล้องกับโครงสร้างการพิจารณาคดีสองชั้น (Two-Tier System) คือ ให้ศาลปกครองกลางซึ่งเป็นศาลชั้นต้นเป็นผู้พิจารณาคำขอทุเลาฯ ต่อไป

เหตุผลสำคัญมี 3 ประการ

1.ยังไม่มีคำสั่งทุเลาฯ ของศาลชั้นต้นให้ศาลสูงสุดพิจารณาในชั้นอุทธรณ์

ในคดีนี้ ศาลปกครองกลางยังไม่ได้ไต่สวนหรือมีคำสั่งอนุญาตหรือยกคำขอทุเลาการบังคับ เพราะศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องเสียก่อน

2.สอดคล้องกับโครงสร้างการพิจารณาคดีสองชั้น

หากศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้สั่งทุเลาการบังคับเป็นครั้งแรก ทั้งที่ศาลชั้นต้นยังไม่เคยพิจารณาคำขอนี้ ย่อมเกิดคำถามว่า คู่กรณีฝ่ายอื่นจะมีช่องทางใดในการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับมาตรการชั่วคราวดังกล่าว

3.แยก “ด่านสิทธิฟ้อง” ออกจาก “ด่านคุ้มครองชั่วคราว”

• ด่านที่ 1 — มีสิทธิฟ้องหรือไม่?
→ ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาในชั้นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้อง

• ด่านที่ 2 — สมควรได้รับการทุเลาการบังคับหรือไม่?
→ หากศาลสูงสุดรับฟ้องแล้ว คำขอที่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยก็สามารถกลับไปสู่การพิจารณาของศาลปกครองกลางในฐานะศาลชั้นต้น

บทสรุป: ชนะด่านแรก ไม่ได้แปลว่าชนะด่านสอง

แม้ศาลปกครองสูงสุดอาจเห็นว่าคำสั่งไม่รับคำฟ้องของศาลปกครองกลางไม่ถูกต้อง และมีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา แต่ การรับคำฟ้องไม่ได้หมายความว่า นพ.สรณ จะได้รับการทุเลาการบังคับโดยอัตโนมัติ

หากคำขอทุเลาฯ ถูกส่งกลับมาให้ศาลปกครองกลางพิจารณา ศาลชั้นต้นก็ยังต้องพิจารณาว่า เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและระเบียบวิธีพิจารณาคดีปกครองสำหรับการทุเลาการบังคับหรือไม่ โดยหลักสำคัญ ได้แก่

1.คำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

2.หากปล่อยให้คำสั่งมีผลต่อไป จะเกิด ความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังหรือไม่

3.การทุเลาการบังคับจะ เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือบริการสาธารณะหรือไม่

ดังนั้น “รับฟ้อง” กับ “ทุเลาการบังคับ” เป็นคนละเรื่องกัน และการชนะในด่านแรกไม่ได้ทำให้ผู้ฟ้องคดีชนะในด่านที่สองโดยอัตโนมัติ

ศาลปกครองสูงสุดอาจเป็นผู้ตัดสินว่า “ประตูคดีจะเปิดหรือปิด” แต่หากประตูเปิดแล้ว ยังมีอีกด่านสำคัญรออยู่ — ศาลปกครองกลางจะอนุญาตให้ “สวมเกราะคุ้มครองชั่วคราว” แก่ นพ.สรณ หรือไม่? นี่อาจเป็นฉากต่อไปของศึกกฎหมาย กสทช. ที่ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด ชนิดห้ามกะพริบตา!

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
16/8/69

#กสทช #หมอสรณ #ศาลปกครองสูงสุด #ศาลปกครองกลาง #กฎหมายปกครอง #คุ้มครองชั่วคราว #ทุเลาการบังคับ #วิธีพิจารณาคดีปกครอง #ข่าวใหญ่กฎหมาย #สรรหากสทช #วัสติงสมิตร

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ตร.ไซเบอร์ทลายเว็บพนัน “MNGAME888” ตามจับแอดมินยกแก๊ง ก่อนเข้ารวบเจ้าของเว็บขณะเตรียมหนี

https://www.youtube.com/watch?v=72FxNcFIkaI สืบเนื่องจาก พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดกวดขันจับกุมความผิดที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ในทุกมิติ ตามนโยบายของ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. กระทั่ง พ.ต.อ.อนุชา ศรีสำโรง ผกก.2 บก.สอท.4 ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจออกสืบสวนจนพบการลักลอบกระทำผิดของเว็บไซต์พนันออนไลน์ เครือข่าย MNGAME888 หรือ MONEYGAMES888 โดยคดีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนพบการกระทำผิดตั้งแต่เมื่อช่วงเดือน พ.ค.69 โดยเริ่มต้นจากการแฝงตัวเพื่อล่อเล่นเว็บพนันดังกล่าวจนได้พยานหลักฐานเชื่อมโยงไปยังบัญชีม้าที่ใช้รับโอนเงิน จากนั้นได้สืบสวนและขยายผลไปยังตัวแอดมิน จากการตรวจสอบพบว่าเว็บพนันดังกล่าวเปิดมานานแล้วกว่า 1 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกผู้เล่นกว่า 5,000 คน ยอดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 12 ล้านบาทต่อปี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมายค้นจากศาลเพื่อเข้าค้นพื้นที่เป้าหมายได้สำเร็จ โดยเมื่อวันที่ 8 ส.ค.69 ที่ผ่านมา พ.ต.ท.พร้อมพล นิตย์วิบูลย์...

กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา เตรียมพร้อมรับคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ หารือยกระดับบทบาทภาคประชาชนตรวจสอบองค์กรตำรวจ

พัทยา – กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา ประชุมเตรียมความพร้อมให้ข้อมูลแก่คณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีกำหนดเดินทางมาศึกษาดูงานที่ สภ.เมืองพัทยา ในวันที่ 18 สิงหาคม 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหารือแนวทางยกระดับบทบาทของ กต.ตร. ให้เป็นกลไกภาคประชาชนในการตรวจสอบองค์กรตำรวจอย่างเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. นางสาวอำพร แก้วแสง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) สภ.เมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมหารือเตรียมความพร้อม ณ ร้านมาตา คาเฟ่ เทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี เมืองพัทยา การประชุมมีคณะกรรมการ กต.ตร. และที่ปรึกษาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเตรียมข้อมูลและประเด็นสำคัญสำหรับการให้ข้อมูลแก่ คณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเดินทางมาศึกษาดูงานในวันที่ 18 สิงหาคม...

วัดเขาช่องลม เตรียมจัดวันบูรพาจารย์ ทำบุญให้พระครูพิพิธศาสนการ (หลวงพ่อเหลือ) อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาช่องลม มรณภาพครบ 8 ปี

พระครูภาวนาวชิราลังการ วิ. เจ้าอาวาสวัดเขาช่องลม อ.ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้เปิดเผยว่าทางวัดเขาช่องลมได้เตรียมจัดงาน "วันบูรพาจารย์" ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เพื่อระลึกถึง พระครูพิพิธศาสนการ (หลวงพ่อเหลือ) อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาช่องลมที่มรณภาพครบ8ปี โดยในงานจะมี พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในเวลา 10.00 น. และถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ในเวลา 11.00 น. โดยวันบูรพาจารย์เป็นการทำบุญอุทิศถวายพระครูพิพิธศาสนการ หรือชาวบ้านเรียกกันว่าหลวงพ่อเหลือ ปฐมเจ้าอาวาสวัดเขาช่องลมมรณกาลครบ8ปีแม้ท่านจะมรณภาพไปหลายปีแล้วก็ตาม ตลอดชีวิตในร่มเงาพระพุทธศาสนา ประกอบคุณงามความดีด้วยจิตใจที่ผ่องแผ้ว แม้ว่าจะละสังขารไปแล้วก็ตาม แต่คุณงามความดีที่ได้ประกอบศาสนกิจมาตลอดชีวิต ยังคงปรากฏอยู่ในใจของพุทธศาสนิกชนชาวศรีราชาอย่างมิลืมเลือนซึ่งทางวัดก็จัดงานเพื่อระลึกถึงทุกปีหลังจากท่านได้มรณภาพไป ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมเป็นเจ้าภาพโรงทานกับทางวัดเขาช่องลม หรือร่วมทำบุญกับทางวัดได้ โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 064-1700645 หรือบริจาคผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 5930-270341.

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.