วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกาและอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน(กสม.) โพสต์ FB ล่าสุด
ศึกกฎหมาย กสทช.! เจาะลึก 4 ทางออกของศาลปกครองสูงสุด และปมอำนาจสั่งทุเลาฯ คดี ‘หมอสรณ’
กลายเป็นประเด็นร้อนที่เขย่าวงการกฎหมายปกครองและโครงสร้างองค์กรอิสระอย่างยิ่ง ภายหลังจากที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มอบหมายทนายความยื่น ‘คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา’ ต่อศาลปกครองสูงสุด (คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ของศาลปกครองกลาง) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
การยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างคำถามว่า “ศาลปกครองสูงสุดจะสั่งให้รับฟ้องหรือไม่” เท่านั้น แต่ยังนำไปสู่ข้อถกเถียงเชิงโครงสร้างทางวิธีพิจารณาคดีปกครองที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า นั่นคือ หากศาลปกครองสูงสุดสั่งให้รับฟ้อง อำนาจในการพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ จะตกเป็นของศาลใด?
ปมจุดเริ่ม: ศาลปกครองกลางตีความ “มาตรา 42” แคบเกินไปหรือไม่?
ศาลปกครองกลางไม่ได้ปฏิเสธว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีปกครอง โดยยอมรับว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1)
แต่เหตุผลที่ศาลชั้นต้นสั่ง “ไม่รับฟ้อง” กลับไปแขวนไว้กับ มาตรา 42 โดยชี้ว่า คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 (ลงวันที่ 17 ก.ค. 2569) ที่ระบุว่า นพ.สรณ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งนั้น “ยังไม่ทำให้พ้นจากตำแหน่งในทันที” เพราะ นพ.สรณ ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งไปแล้ว การพ้นจากตำแหน่งต้องเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 20 และเมื่อยังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ศาลจึงเห็นว่า “ในชั้นนี้ยังไม่ถือว่าเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย”
ข้อสังเกตทางกฎหมายที่น่าตั้งคำถาม:
การตีความดังกล่าวกำลังนำเอา “ผลแห่งการพ้นจากตำแหน่งขั้นสุดท้าย” มาปะปนกับ “การถูกกระทบสิทธิทางกฎหมายทันที” หรือไม่?
คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ใช่เอกสารแสดงความคิดเห็นทั่วไป แต่เป็น คำสั่งทางปกครอง ที่มีสภาพชี้ขาดสิทธิและสถานะของ นพ.สรณ โดยตรงทันที การที่บุคคลถูกวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้าม ย่อมเกิดความไม่แน่นอนในสถานะและกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน การบังคับให้ผู้ฟ้องคดีต้องรอจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งจริงก่อนจึงจะมาฟ้องต่อศาลได้ จึงอาจเป็นการตีความมาตรา 42 ที่แคบจนขัดต่อเจตนารมณ์การคุ้มครองสิทธิทางปกครอง!
เปิด 4 ทางออกของ ‘ศาลปกครองสูงสุด’ ในชั้นอุทธรณ์
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย ศาลปกครองสูงสุดมีแนวทางในการออกคำสั่งได้ 4 ช่องทางสำคัญ ดังนี้
ทางออกที่ 1: ยืนคำสั่งไม่รับคำฟ้อง
ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องกับศาลปกครองกลางว่า การวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ยังไม่ถือว่าความเสียหายเกิดขึ้นสมบูรณ์ตามมาตรา 42 เนื่องจากยังไม่มีขั้นตอนมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
• ผลทางกฎหมาย: คำสั่งจำหน่ายคดีถึงที่สุด คดีจบลงทันที คำขอทุเลาการบังคับและคำขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเป็นอันตกไปโดยอัตโนมัติ
ทางออกที่ 2: กลับคำสั่งและสั่ง “ให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา”
ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า นพ.สรณ เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย (หรืออาจจะเดือดร้อนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้) แล้ว ตามมาตรา 42 เพราะคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ได้ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและสถานะทางกฎหมายในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
• ผลทางกฎหมาย: ประตูคดีเปิดออก คดีถูกส่งกลับไปให้ศาลปกครองกลางเข้าสู่กระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิพากษาในเนื้อหาต่อไป
ทางออกที่ 3: กลับคำสั่งโดยวางหลักเรื่อง “ขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ”
ศาลปกครองสูงสุดมองข้ามปมเรื่องพ้นตำแหน่งหรือไม่ แต่หยิบยกประเด็นข้อกฎหมายสำคัญขึ้นมาพิจารณาว่า คณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจตามมาตรา 18 หรือไม่ ในการย้อนกลับมาวินิจฉัยว่าบุคคลซึ่งได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งและเข้าดำรงตำแหน่งไปแล้ว เป็น “ผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่ง”
• ผลทางกฎหมาย: หากประเด็นอำนาจนี้มีมูลที่ต้องพิจารณา ศาลปกครองสูงสุดจะสั่งกลับคำสั่งเพื่อให้ศาลชั้นต้นรับฟ้อง เพื่อวางบรรทัดฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจองค์กรสรรหาต่อไป
ทางออกที่ 4: รับคำฟ้องไว้พิจารณา แต่ “ไม่สั่งทุเลาการบังคับเอง” (ส่งกลับศาลชั้นต้น)
ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับคำฟ้อง แต่ ยังไม่สั่งทุเลาการบังคับหรือมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วยตนเอง และให้คำขอทุเลาการบังคับกลับไปอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองกลาง
ไขปมสำคัญ: หากศาลสูงสุดรับคำฟ้องแล้ว ใครควรเป็นผู้พิจารณาคำขอ “ทุเลาการบังคับ”?
นี่คือหัวใจสำคัญของคดี เพราะศาลปกครองกลางยังไม่เคยพิจารณาหรือมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอทุเลาการบังคับของ นพ.สรณ เนื่องจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องเสียก่อน
ดังนั้น หากศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งและให้รับคำฟ้อง แนวทางหนึ่งที่สอดคล้องกับโครงสร้างการพิจารณาคดีสองชั้น (Two-Tier System) คือ ให้ศาลปกครองกลางซึ่งเป็นศาลชั้นต้นเป็นผู้พิจารณาคำขอทุเลาฯ ต่อไป
เหตุผลสำคัญมี 3 ประการ
1.ยังไม่มีคำสั่งทุเลาฯ ของศาลชั้นต้นให้ศาลสูงสุดพิจารณาในชั้นอุทธรณ์
ในคดีนี้ ศาลปกครองกลางยังไม่ได้ไต่สวนหรือมีคำสั่งอนุญาตหรือยกคำขอทุเลาการบังคับ เพราะศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องเสียก่อน
2.สอดคล้องกับโครงสร้างการพิจารณาคดีสองชั้น
หากศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้สั่งทุเลาการบังคับเป็นครั้งแรก ทั้งที่ศาลชั้นต้นยังไม่เคยพิจารณาคำขอนี้ ย่อมเกิดคำถามว่า คู่กรณีฝ่ายอื่นจะมีช่องทางใดในการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับมาตรการชั่วคราวดังกล่าว
3.แยก “ด่านสิทธิฟ้อง” ออกจาก “ด่านคุ้มครองชั่วคราว”
• ด่านที่ 1 — มีสิทธิฟ้องหรือไม่?
→ ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาในชั้นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้อง
• ด่านที่ 2 — สมควรได้รับการทุเลาการบังคับหรือไม่?
→ หากศาลสูงสุดรับฟ้องแล้ว คำขอที่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยก็สามารถกลับไปสู่การพิจารณาของศาลปกครองกลางในฐานะศาลชั้นต้น
บทสรุป: ชนะด่านแรก ไม่ได้แปลว่าชนะด่านสอง
แม้ศาลปกครองสูงสุดอาจเห็นว่าคำสั่งไม่รับคำฟ้องของศาลปกครองกลางไม่ถูกต้อง และมีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา แต่ การรับคำฟ้องไม่ได้หมายความว่า นพ.สรณ จะได้รับการทุเลาการบังคับโดยอัตโนมัติ
หากคำขอทุเลาฯ ถูกส่งกลับมาให้ศาลปกครองกลางพิจารณา ศาลชั้นต้นก็ยังต้องพิจารณาว่า เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและระเบียบวิธีพิจารณาคดีปกครองสำหรับการทุเลาการบังคับหรือไม่ โดยหลักสำคัญ ได้แก่
1.คำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
2.หากปล่อยให้คำสั่งมีผลต่อไป จะเกิด ความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังหรือไม่
3.การทุเลาการบังคับจะ เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือบริการสาธารณะหรือไม่
ดังนั้น “รับฟ้อง” กับ “ทุเลาการบังคับ” เป็นคนละเรื่องกัน และการชนะในด่านแรกไม่ได้ทำให้ผู้ฟ้องคดีชนะในด่านที่สองโดยอัตโนมัติ
ศาลปกครองสูงสุดอาจเป็นผู้ตัดสินว่า “ประตูคดีจะเปิดหรือปิด” แต่หากประตูเปิดแล้ว ยังมีอีกด่านสำคัญรออยู่ — ศาลปกครองกลางจะอนุญาตให้ “สวมเกราะคุ้มครองชั่วคราว” แก่ นพ.สรณ หรือไม่? นี่อาจเป็นฉากต่อไปของศึกกฎหมาย กสทช. ที่ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด ชนิดห้ามกะพริบตา!
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
16/8/69
#กสทช #หมอสรณ #ศาลปกครองสูงสุด #ศาลปกครองกลาง #กฎหมายปกครอง #คุ้มครองชั่วคราว #ทุเลาการบังคับ #วิธีพิจารณาคดีปกครอง #ข่าวใหญ่กฎหมาย #สรรหากสทช #วัสติงสมิตร




