วันอังคาร, กันยายน 29, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวเจาะเบื้องลึก ‘โตโยต้า’ ในวันที่คลื่น...

เจาะเบื้องลึก ‘โตโยต้า’ ในวันที่คลื่น EV ซัดแรง คิดจะ ‘ทิ้งไทย’ จริงหรือ?

ท่ามกลางกระแสข่าวที่รัฐบาลไทย นำโดยกระทรวงคมนาคม เปิดโต๊ะเจรจาเชิงรุกเพื่อดึงให้ค่ายยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของโลกอย่าง ‘โตโยต้า’ ปักหมุดเลือกลงทุนยานยนต์อนาคตในไทยต่อ คำถามสำคัญที่ดังก้องในใจผู้คนและภาคธุรกิจคือ “โตโยต้ากำลังจะทิ้งไทยไปหาเพื่อนบ้านจริงหรือ?”

คำตอบสั้นตรงประเด็นคือ “โตโยต้าไม่ทิ้งไทย และไม่มีวันทิ้งได้ง่ายๆ”

แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกระดานหมากรุกยานยนต์โลกเวลานี้ คือสถานะ “ไม่ทิ้ง แต่ไม่ทุ่มให้ไทยรายเดียวเหมือนเดิม”

ถอดรหัส 3 ห่วงโซ่เหล็ก ทำไมโตโยต้า ‘ทิ้งไทยไม่ได้’?

หากมองลึกลงไปในโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ การย้ายฐานการผลิตหลักไม่ใช่แค่การยกเครื่องจักรไปตั้งที่ใหม่ แต่มีพันธะผูกพันที่ใช้เวลาสร้างมากว่า 6 ทศวรรษ

1.Supply Chain ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน ไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (Tier 1, Tier 2 และ Tier 3) นับพันรายที่โตโยต้าสร้างขึ้นมาร่วมกัน การจะย้ายสายการผลิตระดับหลายแสนคันต่อปีไปเวียดนามหรืออินโดนีเซียมีต้นทุนมหาศาล และไม่มีทางสร้างความเสถียรของซัพพลายเชนได้เทียบเท่าไทยในระยะสั้น

2.ไทยคือ “เมืองหลวงรถกระบะโลก” โครงการยุทธศาสตร์อย่าง IMV (Hilux, Fortuner) มีฐานการผลิตและส่งออกหลักอยู่ที่ไทยไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ตลาดส่งออกขนาดใหญ่เหล่านี้ (ทั้งออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา) ยังคงพึ่งพาเครื่องยนต์สันดาปภายในและไฮบริดเป็นหลัก ซึ่งระบบนิเวศ EV 100% ยังไม่พร้อมรองรับ

3.ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ฝังรากในไทย ศูนย์วิศวกรรมและการออกแบบ Toyota Motor Asia (TMA) ในไทย ทำหน้าที่เป็น “มันสมอง” วิจัยและพัฒนายานยนต์สำหรับตลาดเกิดใหม่ทั่วภูมิภาค การลงทุนระดับบุคลากรระดับหัวกะทิเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะถอนตัวได้ในชั่วข้ามคืน

ความจริงที่ต้องยอมรับ ยุค “กระจายไข่หลายตะกร้า”

แม้จะไม่ทิ้ง แต่ไทยต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่ใช่ “ลูกรักคนเดียว” ในอาเซียนอีกต่อไป โตโยต้าจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ตามภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขัน อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตรถยนต์ครอบครัว (MPV) ตลาดในประเทศขนาดใหญ่ และแหล่งวัตถุดิบนิกเกิลสำหรับห่วงโซ่แบตเตอรี่ เวียดนาม คือตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและกำลังเร่งขยายสายการประกอบเพื่อรองรับดีมานด์ในประเทศ นอกจากนี้ โตโยต้ายังเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ “Multi-Pathway” (ทางเลือกที่หลากหลาย) คือการไม่เทหมดหน้าตักให้กับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เพียงอย่างเดียวเหมือนค่ายจีน แต่ผสมผสานทั้ง ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV), ไฟฟ้าล้วน (BEV) ตลอดจนไฮโดรเจน ซึ่งโรงงานในไทยเหมาะเจาะที่สุดในการเป็นฐานรองรับโมเดลการเปลี่ยนผ่านนี้

การที่รัฐบาลไทยเดินเกมรุกเข้าหาโตโยต้าในรอบนี้ จึงไม่ใช่การกอบกู้สถานการณ์เพราะโตโยต้ากำลังจะหนี แต่เป็นการ “ชิงส่งเทียบเชิญเพื่อล็อคเป้า” ให้โตโยต้ายังคงเลือกไทยเป็นหมุดหมายแรกในการลงเงินวิจัยและเทคโนโลยีรุ่นถัดไป เพื่อให้ไทยรอดพ้นจากการสูญเสียตำแหน่งศูนย์กลางยานยนต์ในยุคเปลี่ยนผ่าน

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ผ่า “หมากภูมิรัฐศาสตร์” “เกมกระจายอำนาจ” หรือ “เครื่องมือแผ่อิทธิพล” ของจีน

“จีนยืนยันแนวคิด "ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมแบ่งปัน" เป็นหลักการสำคัญผลักดันโอกาสของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในกรอบของ Belt and Road Initiative (BRI) ที่ประกาศเมื่อปี 2013 แนวคิดนี้สะท้อนการปรับเปลี่ยนบทบาทของจีนจาก "ผู้ตามกฎ" ในระบบระหว่างประเทศ มาเป็น "ผู้เสนอกรอบคิด" และ "ผู้กำหนดวาทกรรม" ในเวทีโลก แนวคิดนี้จะเป็น "โมเดลทางเลือก" ที่ประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถของจีนในการพิสูจน์ว่า การพัฒนาที่เน้นความร่วมมือและการแบ่งปันผลประโยชน์  สามารถสร้างความเจริญที่ยั่งยืนและเป็นธรรมได้จริง  มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ของตน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จีนเชื่อมั่นว่าหลักการทั้งสามส่วนมีความหมายเชื่อมโยงกัน คือ ร่วมคิด เป็นการตัดสินใจร่วมกันผ่านการปรึกษาหารือ ไม่อาศัยการครอบงำของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง ร่วมสร้าง การมีส่วนร่วมในการลงทุน พัฒนา ดำเนินโครงการร่วมกัน และ...

โลก…เชื่อ “สี” พบ “ทรัมป์” มี “ดี” มากกว่าที่คิด

การเยือนสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (23–25 ก.ย. 2026) ถือเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ไม่ใช่เพียงพิธีการทูต แต่คือการกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน คำประกาศ "ร่วมเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์" ชี้ชัดว่าความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่เกมผลรวมศูนย์ ทั้งวอชิงตันและปักกิ่งยอมรับว่า การเปิดช่องทางสื่อสารคือผลประโยชน์ร่วมที่ต้องบริหารจัดการอย่างมีเสถียรภาพ ซัมมิตครั้งนี้สานต่อหมุดหมายจากการพบกันเมื่อเดือนพฤษภาคม เพื่อเน้นย้ำเจตนารมณ์ในการคุมเชิงความขัดแย้ง เดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคง บนหลักการเคารพซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ที่เอื้ออำนวยแก่ทั้งสองฝ่าย แม้รอยร้าวลึกเชิงโครงสร้างยังคงเป็นโจทย์หินที่ไม่อาจมองข้าม ทั้งความแตกต่างทางอุดมการณ์ การขาดดุลการค้า สิทธิบัตรเทคโนโลยี ตลอดจนแรงต้านทางการเมืองภายใน รวมถึงชนวนร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างไต้หวัน ทะเลจีนใต้ และสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี ทว่าวิกฤตร่วมอย่างสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจโลก ยังเป็นไฟต์บังคับที่ดึงสองยักษ์ใหญ่ให้หันหน้าคุยกัน การเยือนครั้งนี้จึงสะท้อนชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายเลือกใช้โต๊ะเจรจาแทนการแตกหักโดยตรง "เส้นทางที่ถูกต้อง" ย่อมไม่ไร้ขวากหนาม หากแต่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ ความอดทน และความจริงใจในระยะยาว เพราะการประคองเสถียรภาพของสองมหาอำนาจ ไม่ใช่เพียงหลักประกันความมั่นคงของประชาชนสหรัฐฯ และจีน แต่คือตัวชี้วัดอนาคต สันติภาพ และทิศทางความเจริญรุ่งเรืองของประชาคมโลกทั้งมวล “สัญญาณบวก” หลังจบซัมมิตรอบนี้ คือคำตอบเริ่มต้นที่ทั้งคู่เลือกเขียนร่วมกันอีกครั้ง และโลกเชื่อว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดี!!!

“สี=ทรัมป์” แบไต๋ “ร่วมมือ” หรือ “เผชิญหน้า” คำตอบหลัง “ซัมมิต”

“การเยือนสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดของโลก การเยือนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการทางการทูต หากแต่สะท้อนถึงความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการแสวงหา "เส้นทางที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์" ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คำกล่าวที่ว่า "ร่วมกันเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์" จึงมิได้เป็นเพียงสุนทรพจน์ทางการทูต แต่เป็นกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าทั้งสหรัฐฯและจีนตระหนักว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีมิใช่เกมผลรวมศูนย์ หากแต่เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องบริหารจัดการอย่างสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพ” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนมีรากฐานยาวนานหลายทศวรรษ นับจากการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตในทศวรรษ 1970 ผ่านการเยือนประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ไปจนถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1979 ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งสองประเทศได้ผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งความร่วมมือและความตึงเครียด แต่สิ่งที่คงอยู่คือการยอมรับว่าการรักษาช่องทางสื่อสารและความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพ คือผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย การเยือนสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในครั้งนี้ จึงเป็นการสานต่อแนวนโยบายที่ทั้งสองฝ่ายได้วางรากฐานไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะความเข้าใจร่วมกันที่ได้จากการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้วางกรอบความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ในหลายมิติ การเยือนครั้งนี้มีนัยสำคัญหลายประการ ประการแรก การยืนยันเจตนารมณ์ในการรักษาความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพ ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการความแตกต่างอย่างมีความรับผิดชอบ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ประการที่สอง การสร้างกลไกความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.