ท่ามกลางกระแสข่าวที่รัฐบาลไทย นำโดยกระทรวงคมนาคม เปิดโต๊ะเจรจาเชิงรุกเพื่อดึงให้ค่ายยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของโลกอย่าง ‘โตโยต้า’ ปักหมุดเลือกลงทุนยานยนต์อนาคตในไทยต่อ คำถามสำคัญที่ดังก้องในใจผู้คนและภาคธุรกิจคือ “โตโยต้ากำลังจะทิ้งไทยไปหาเพื่อนบ้านจริงหรือ?”
คำตอบสั้นตรงประเด็นคือ “โตโยต้าไม่ทิ้งไทย และไม่มีวันทิ้งได้ง่ายๆ”
แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกระดานหมากรุกยานยนต์โลกเวลานี้ คือสถานะ “ไม่ทิ้ง แต่ไม่ทุ่มให้ไทยรายเดียวเหมือนเดิม”
ถอดรหัส 3 ห่วงโซ่เหล็ก ทำไมโตโยต้า ‘ทิ้งไทยไม่ได้’?
หากมองลึกลงไปในโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ การย้ายฐานการผลิตหลักไม่ใช่แค่การยกเครื่องจักรไปตั้งที่ใหม่ แต่มีพันธะผูกพันที่ใช้เวลาสร้างมากว่า 6 ทศวรรษ
1.Supply Chain ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน ไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (Tier 1, Tier 2 และ Tier 3) นับพันรายที่โตโยต้าสร้างขึ้นมาร่วมกัน การจะย้ายสายการผลิตระดับหลายแสนคันต่อปีไปเวียดนามหรืออินโดนีเซียมีต้นทุนมหาศาล และไม่มีทางสร้างความเสถียรของซัพพลายเชนได้เทียบเท่าไทยในระยะสั้น
2.ไทยคือ “เมืองหลวงรถกระบะโลก” โครงการยุทธศาสตร์อย่าง IMV (Hilux, Fortuner) มีฐานการผลิตและส่งออกหลักอยู่ที่ไทยไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ตลาดส่งออกขนาดใหญ่เหล่านี้ (ทั้งออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา) ยังคงพึ่งพาเครื่องยนต์สันดาปภายในและไฮบริดเป็นหลัก ซึ่งระบบนิเวศ EV 100% ยังไม่พร้อมรองรับ
3.ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ฝังรากในไทย ศูนย์วิศวกรรมและการออกแบบ Toyota Motor Asia (TMA) ในไทย ทำหน้าที่เป็น “มันสมอง” วิจัยและพัฒนายานยนต์สำหรับตลาดเกิดใหม่ทั่วภูมิภาค การลงทุนระดับบุคลากรระดับหัวกะทิเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะถอนตัวได้ในชั่วข้ามคืน
ความจริงที่ต้องยอมรับ ยุค “กระจายไข่หลายตะกร้า”
แม้จะไม่ทิ้ง แต่ไทยต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่ใช่ “ลูกรักคนเดียว” ในอาเซียนอีกต่อไป โตโยต้าจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ตามภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขัน อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตรถยนต์ครอบครัว (MPV) ตลาดในประเทศขนาดใหญ่ และแหล่งวัตถุดิบนิกเกิลสำหรับห่วงโซ่แบตเตอรี่ เวียดนาม คือตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและกำลังเร่งขยายสายการประกอบเพื่อรองรับดีมานด์ในประเทศ นอกจากนี้ โตโยต้ายังเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ “Multi-Pathway” (ทางเลือกที่หลากหลาย) คือการไม่เทหมดหน้าตักให้กับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เพียงอย่างเดียวเหมือนค่ายจีน แต่ผสมผสานทั้ง ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV), ไฟฟ้าล้วน (BEV) ตลอดจนไฮโดรเจน ซึ่งโรงงานในไทยเหมาะเจาะที่สุดในการเป็นฐานรองรับโมเดลการเปลี่ยนผ่านนี้
การที่รัฐบาลไทยเดินเกมรุกเข้าหาโตโยต้าในรอบนี้ จึงไม่ใช่การกอบกู้สถานการณ์เพราะโตโยต้ากำลังจะหนี แต่เป็นการ “ชิงส่งเทียบเชิญเพื่อล็อคเป้า” ให้โตโยต้ายังคงเลือกไทยเป็นหมุดหมายแรกในการลงเงินวิจัยและเทคโนโลยีรุ่นถัดไป เพื่อให้ไทยรอดพ้นจากการสูญเสียตำแหน่งศูนย์กลางยานยนต์ในยุคเปลี่ยนผ่าน





