วันศุกร์, ตุลาคม 16, 2026

2 พันล้าน “ไทยพีบีเอส” กับเรตติ้งที่เงียบเหงา ผ่า!โมเดล BBC-NHK บริหาร “สื่อสาธารณะ” อย่างไร ไม่ชนตอ ‘สตง.’

“สองพันล้านจากภาษีบาป แลกกับเรตติ้งที่เงียบเหงา… คุ้มค่าจริงหรือ? ปมร้อน “ไทยพีบีเอส” ท่ามกลางสารพัดข้อครหา ทั้งการผูกขาดอำนาจบริหาร การถูกมองว่าเลือกข้างทางการเมือง ในวันที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนผ่าน สื่อสาธารณะแห่งนี้จะพิสูจน์ “คุณค่าที่แท้จริง” ต่อสังคมได้อย่างไร จะสร้างคอนเทนต์เพื่อสังคม หรือแค่แดนสนธยาของคนกลุ่มเดิม?”

ข้อพิพาทระหว่าง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กับ ไทยพีบีเอส เกิดคำถามที่ว่า “สื่อสาธารณะมีอิสระแค่ไหนในการบริหารเงิน และองค์กรตรวจสอบเงินแผ่นดินควรขีดเส้นอำนาจไว้ตรงจุดใด?” คือโจทย์ใหญ่ที่สองยักษ์ใหญ่ระดับตำนานอย่าง BBC แห่งสหราชอาณาจักร และ NHK แห่งญี่ปุ่น เคยผ่านการปะทะ ถกเถียง และวางระบบแก้ปัญหาจนกลายเป็นโมเดลมาตรฐานสากลมาแล้ว

อะไรคือสูตรสำเร็จที่ทำให้พวกเขา ‘รักษาเงินภาษีของประชาชน’ ไปพร้อมกับ ‘ปกป้องเสรีภาพสื่อ’ ได้อย่างลงตัว?

BBC โมเดล แยกขาธุรกิจ ตั้ง ‘กำแพงเหล็ก’ คุ้มกันห้องข่าว

ในอังกฤษ BBC ได้รับเงินทุนหลักจาก TV Licence Fee หรือค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรับชมโทรทัศน์ ซึ่งถือเป็นเงินสาธารณะที่คนทั้งประเทศร่วมจ่าย

เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการบริหารสภาพคล่องและผลประโยชน์ทับซ้อน BBC เลือกใช้ยุทธศาสตร์ “ผ่าตัดโครงสร้างองค์กร” แยกขาดเป็นสองส่วนชัดเจน

1.ฝั่งบริการสาธารณะ (Public Service) : ผลิตข่าวและสาระความรู้ ห้ามทำโฆษณา และห้ามนำเงินภาษีไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเด็ดขาด เงินสำรองสภาพคล่องจะถูกวางไว้เฉพาะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยสูงสุด เช่น ตั๋วเงินคลังของรัฐบาล

2.ฝั่งพาณิชย์ (BBC Studios) : แยกเป็นบริษัทเอกชนอิสระ ทำหน้าที่ขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ทั่วโลกและรับจ้างผลิต เมื่อมีกำไร จึงนำเงินปันผลส่งกลับมาสนับสนุนฝั่งสาธารณะ ช่วยลดภาระผู้จ่ายค่าธรรมเนียม

จุดชี้ขาดคือบทบาทของ NAO (สตง.อังกฤษ)

แม้ NAO จะมีอำนาจเข้าตรวจงบการเงินและประเมิน ‘ความคุ้มค่า’ ของ BBC ได้อย่างเต็มที่ แต่มีเงื่อนไขตามกฎบัตรหลักที่เขียนไว้อย่างเด็ดขาดว่า “ผู้ตรวจสอบเงินแผ่นดินตรวจได้เฉพาะตัวเลขและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ห้ามก้าวล่วงการตัดสินใจทางบรรณาธิการโดยเด็ดขาด”

นี่คือ ‘กำแพงคุ้มกัน’ ที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถใช้การตรวจสอบงบประมาณมาบีบเนื้อหาข่าวของ BBC ได้

NHK โมเดล ยึดหลักปลอดภัยสุดขั้ว กำหนดเพดานเงินสะสม

ข้ามมาที่เอเชีย NHK ของญี่ปุ่น จัดเก็บ ‘Receiving Fee’ หรือค่าธรรมเนียมตามกฎหมายจากครัวเรือนที่มีเครื่องรับโทรทัศน์ โดยมี Board of Audit (สตง.ญี่ปุ่น) และรัฐสภาไดเอทคอยตรวจสอบงบประมาณประจำปี

ในอดีต NHK เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการกักตุน ‘เงินสะสม’ ไว้ในองค์กรมากเกินไป ญี่ปุ่นจึงแก้เกมด้วย 2 กลไกเข้มงวด

ตั้งเพดานเงินสะสม กฎหมายกำหนดว่า เงินสะสมส่วนเกินที่เก็บไว้เกินกว่าเกณฑ์รองรับภัยพิบัติและการปรับปรุงโครงข่าย จะต้องถูกนำไปคืนให้ประชาชนผ่าน ‘การลดค่าธรรมเนียมรับสัญญาณ’ ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรแปลงสภาพเป็นกองทุนเก็งกำไร

แบนสินทรัพย์เสี่ยง ห้ามแตะหุ้นกู้เอกชน กรอบการบริหารเงินสำรองของ NHK อนุญาตให้ลงทุนได้เฉพาะพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) หรือฝากในสถาบันการเงินที่มีความมั่นคงสูงเท่านั้น

เหตุผลสำคัญคือ เพื่อตัดปัญหา Conflict of Interest ไม่ให้สื่อสาธารณะต้องตกเป็น ‘เจ้าหนี้’ หรือ ‘ผู้ถือผลประโยชน์’ ในกลุ่มทุนธุรกิจเอกชนที่ตนเองต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ

ถอดรหัสเปรียบเทียบ รอยต่อที่ไทยพีบีเอสยังขาด

เมื่อนำโมเดลโลกมากางทาบกับบริบทของไทยพีบีเอส จะเห็นช่องว่างเชิงโครงสร้างสำคัญอย่างน้อย 3 มิติ คือ

มิติที่ 1 การจัดการความเสี่ยงเงินต้น BBC / NHK เน้นความปลอดภัยสูงสุด ห้ามนำเงินภาษีลงในหุ้นกู้เอกชน (Credit Risk) แต่บริบทไทยพีบีเอส นำเงินสะสมไปซื้อหุ้นกู้เอกชน Investment Grade เพื่อบริหาร Yield จนเกิดข้อพิพาท

มิติที่ 2 การหารายได้เสริม BBC แยกตั้งบริษัทลูก เพื่อทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ ไม่ปนเงินภาษี  ไทยพีบีเอส กฎหมายผูกไว้ที่กองทุนเดียว ไม่มีกลไกแยกนิติบุคคลเชิงพาณิชย์

มิติที่ 3 ขอบเขตการตรวจสอบ BBC / NHK มีข้อตกลงชัดเจน ตรวจเงินได้ แต่ห้ามแตะดุลยพินิจทางบรรณาธิการ ส่วน ไทยพีบีเอส กรอบการกำกับระหว่าง สตง. กับ พ.ร.บ. สื่อสาธารณะ ยังตีความชนกัน

บทเรียนจากอังกฤษและญี่ปุ่นชี้ชัดว่า “ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ” ไม่ได้หมายถึง “ข้อยกเว้นจากวินัยการคลัง” หากไทยพีบีเอส และ สตง. ต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ ทางออกที่เป็นรูปธรรมมี 2 ด้าน

ฝั่งไทยพีบีเอส ต้องยอมรับหลักการสากลว่า ‘เงินภาษีของประชาชนไม่ควรแบกรับความเสี่ยงของภาคเอกชน’ หากต้องการสร้างความยั่งยืนทางการเงิน ควรผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อแยกขาธุรกิจแบบ BBC Studios แทนการนำเงินกองทุนไปซื้อหุ้นกู้

ฝั่ง สตง. และภาครัฐ ต้องสร้างข้อตกลงร่วมที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่า การตรวจสอบต้องจำกัดอยู่เฉพาะ ‘กระบวนการทางบัญชีและความคุ้มค่า’ โดยไม่ใช้ดาบทางวินัยการเงินการคลังมาแทรกแซงหรือบั่นทอนเสรีภาพทางบรรณาธิการ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนไม่ได้ต้องการแค่สื่อสาธารณะที่ ‘ใช้เงินถูกระเบียบ’ แต่ต้องการสื่อสาธารณะที่ ‘กล้าหาญ โปร่งใส และปลอดพ้นจากการครอบงำของทั้งกลุ่มทุนและอำนาจรัฐ’ อย่างแท้จริง

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

แกะสูตรลับ “มหาอำนาจการผลิตอัจฉริยะ” ทำไม? ใครก็ไล่ไม่ทัน..จีน

“ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตล้ำยุคอย่างไม่อาจโต้แย้งได้ ด้วยการผุดขึ้นของโรงงานอัจฉริยะ ศูนย์กลางการผลิตหุ่นยนต์ ฐานการผลิตชิป เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในหลายภูมิภาคของประเทศ ทั้งขนาดและอัตราเร่งของการขยายตัวนั้นเร็วกว่าประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกต้องจับตามองศักยภาพของห่วงโซ่อุปทานการผลิตยุคใหม่ของจีน ผ่านมิติสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร นโยบายรัฐและการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ การผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับ AI และ ความท้าทายและข้อจำกัดที่ยังคงมีอยู่” บทความโดย  สันติ ตั้งรพีพากร หัวใจของความสำเร็จจีนไม่ได้อยู่ที่การผลิตสินค้าล้ำยุคเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีระบบนิเวศห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรในประเทศเดียว ตั้งแต่การขุดแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) การกลั่นวัตถุดิบ การผลิตชิ้นส่วนระดับล่าง ไปจนถึงการประกอบขั้นสุดท้ายและการจัดจำหน่าย ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จีนควบคุมห่วงโซ่ตั้งแต่เหมืองลิเธียมในออสเตรเลียและอเมริกาใต้ ผ่านบริษัทอย่าง CATL และ BYD ที่ผลิตแบตเตอรี่ lithium-ion กว่า 60%...

ส่อง! แผน 5 ปีของจีน เปรียบ “ห้องทดลองอนาคต” “กระจกสะท้อนชะตากรรม” ชาวโลก

“"สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนวันนี้ คือสิ่งที่จะเกิดกับเราในวันหน้า กลายเป็นข้อสันนิษฐานที่เชื่อถือได้ ในยุคที่โลกเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งย่อมสะท้อนและส่งผลต่อจิตใจของผู้คนทั่วโลก แผนพัฒนา 5 ปีของจีน ไม่ใช่เพียงแผนเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ได้กลายเป็น "กระจกสะท้อนอนาคต" ที่ชาวโลกจำนวนไม่น้อย มองแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่จีนกำลังเผชิญและแก้ไขอยู่ในวันนี้  อาจเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญในวันข้างหน้าเช่นกัน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ปัจจุบันชาวโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งค่าครองชีพสูงขึ้น การจ้างงานที่ถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ และ AI วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะนี้ไม่จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็น "ความวิตกกังวลร่วม" ของมนุษยชาติ ผู้คนรู้สึกว่าตนถูกบังคับให้ปรับตัวตลอดเวลา ทั้งเทคโนโลยี พฤติกรรมสังคม และบรรทัดฐานทางศีลธรรม ทำให้เกิดภาวะ "เหนื่อยแต่ต้องไปต่อ" ซึ่งเปิดช่องให้สังคมมองหาทางออกแบบเบ็ดเสร็จ หรือผู้นำที่สัญญาว่าจะ "ทำให้ทุกอย่างมั่นคงอีกครั้ง" ขณะเดียวกัน มนุษย์ยังคงมีความหวัง โดยเฉพาะต่อเทคโนโลยีที่อาจยกระดับคุณภาพชีวิต และต่อโมเดลการพัฒนาที่ดู "ได้ผลจริง" อย่างที่จีนนำเสนอผ่านผลลัพธ์เชิงประจักษ์...

พลิกเกมล่า “สแกมเมอร์” IMF – World Bank ผนึกกำลัง คลอด “แบงคอก บลูพริ้นต์” หมดยุค “ต่างคนต่างทำ”

ภัยคุกคามจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ออนไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงคดีอาชญากรรมท้องถิ่นอีกต่อไป เมื่อความเสียหายทั่วโลกพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 เวทีการเงินระดับโลกได้ร่วมมือกับไทยประกาศใช้ "Bangkok Blueprint" กรอบพิมพ์เขียว 5 เสาหลัก เพื่อตัดวงจรบัญชีม้า ทลายเครือข่ายฟอกเงินคริปโต และสร้างระบบอายัดเงินด่วนข้ามชาติก่อนสายเกินแก้ หยุดอาชญากรรมไซเบอร์ กัดเซาะ "เสถียรภาพการเงินโลก" ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ พัฒนาเทคนิคการหลอกลวงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การใช้ Deepfake ปลอมแปลงบุคคล การใช้ Agentic AI ช่วยสคริปต์ ไปจนถึงการโยกย้ายเงินผ่านบัญชีม้าหลากทอด และแปลงเข้าสู่เหรียญคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะ Stablecoin...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.