ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างสุดขั้วและประชากรโลกที่พุ่งทะลุ 8 พันล้านคน ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับโลก
หนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นพระเอกขี่ม้าขาวคือ “พืชจีเอ็มโอ” (GMOs – Genetically Modified Organisms)
ทว่าในอีกฟากหนึ่ง เทคโนโลยีเดียวกันนี้กลับถูกตราหน้าว่าเป็น “อุตสาหกรรมผีดิบ” ที่คอยสูบกลืนอิสรภาพของเกษตรกรและทำลายสมดุลนิเวศ
สกู๊ปพิเศษชิ้นนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกตั้งแต่แก่นแท้ทางวิทยาศาสตร์ ศึกมหาอำนาจระดับโลก ไปจนถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการวิจัยพืชพื้นบ้านของไทย
พืชจีเอ็มโอคืออะไร?
พืชจีเอ็มโอ คือ พืชที่ผ่านกระบวนการทางพันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) โดยนักวิทยาศาสตร์จะตัดต่อ คัดเลือก หรือแทรกยีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เช่น พืชต่างชนิด แบคทีเรีย หรือไวรัส เข้าไปในสายดีเอ็นเอของพืชเป้าหมาย เพื่อสร้างลักษณะจำเพาะที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติหรือการผสมพันธุ์แบบดั้งเดิม
จุดประสงค์หลักในการพัฒนา เพื่อต้านทานแมลงและโรคพืช เช่น ข้าวโพดหรือฝ้าย ที่แทรกยีนจากแบคทีเรีย ทำให้พืชสร้างโปรตีนกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้ายหรือหนอนเจาะลำต้นได้เอง ลดการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง
สร้างความทนทานต่อสารกำจัดวัชพืช เช่น ถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ที่ทนสารไกลโฟเสต เกษตรกรสามารถฉีดพ่นยากำจัดวัชพืชได้โดยที่ต้นถั่วเหลืองไม่ตาย
ปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมวิกฤต ทนแล้ง ทนเค็ม ทนน้ำท่วม เพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน
เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ข้าวที่ตัดต่อยีนสร้างเบต้าแคโรทีน (สารตั้งต้นวิตามินเอ) ในเมล็ดข้าว เพื่อแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเด็กแถบประเทศกำลังพัฒนา
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลและข้อถกเถียงว่าพืชจีเอ็มโอ ทำให้เกิด “ซูเปอร์วีด” หรือวัชพืชดื้อสารเคมี ลดความหลากหลายของสายพันธุ์พืชท้องถิ่น เมล็ดพันธุ์มีราคาสูง พ่วงด้วย “ค่าธรรมเนียมเทคโนโลยี” และ เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ การถ่ายทอดยีนสู่พืชป่าที่ควบคุมไม่ได้ อาจกระทบแมลงผสมเกสรตามธรรมชาติ ความกังวลเรื่องการก่อภูมิแพ้ชนิดใหม่ ซึ่งผู้บริโภคยังต้องการการติดตามความปลอดภัยระยะยาว
ส่องแผนที่ GMOs ใครเปิดรับ ใครปิดประตู?
จุดยืนของนานาชาติต่อพืชจีเอ็มโอ แบ่งออกเป็นขั้วอย่างชัดเจน ตามยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและปรัชญาการเกษตร
ฝ่ายสนับสนุนเชิงพาณิชย์ อาทิ สหรัฐอเมริกา, บราซิล, อาร์เจนตินา, แคนาดา กลุ่มผู้ผลิตและส่งออกพืชผลรายใหญ่ เช่น ฝ้ายบีทีในอินเดีย, ข้าวโพดและถั่วเหลืองในจีน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมสิ่งทอ หรือ ฟิลิปปินส์ ผู้บุกเบิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อนุมัติการปลูกข้าวสีทองและมะเขือเทศบีทีเชิงพาณิชย์
ส่วนฝ่ายต่อต้านและคุมเข้ม ได้แก่ สหภาพยุโรป เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี ใช้สิทธิ์สั่งแบนการเพาะปลูกในแปลงเปิดเด็ดขาด แต่อนุญาตให้นำเข้าอาหารสัตว์ภายใต้การติดฉลากเข้มงวด รัสเซีย บัญญัติกฎหมายห้ามทั้งการปลูกและการผลิตอาหารจีเอ็มโอ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารปลอดสาร เปรู, เม็กซิโก, ภูฏาน แบนเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพื้นเมืองดั้งเดิม
สำหรับจุดยืนของประเทศไทย เป็นลักษณะกึ่งควบคุม คือยังไม่อนุญาตให้ปลูกเชิงพาณิชย์ในแปลงเปิด อนุญาตเฉพาะการศึกษาวิจัยในระบบปิดและแปลงทดลองควบคุม อนุญาตให้นำเข้าผลผลิตแปรรูป เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพด เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์และวัตถุดิบอุตสาหกรรม โดยต้องมีการติดฉลากระบุชัดเจนตามเกณฑ์กระทรวงสาธารณสุข
ทางรอดวิกฤตอาหารโลก หรือ อุตสาหกรรมผีดิบ
การวิวัฒนาการของพืชจีเอ็มโอ ทำให้วัชพืชพัฒนาจนกลายเป็น “ซูเปอร์วีด” ดื้อสารเคมี เกษตรกรต้องพึ่งพาสารเคมีที่รุนแรงขึ้น หรือซื้อเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ที่มีราคาแพงขึ้น วนลูปกลืนกินรายได้ของเกษตรกรไม่รู้จบ ความกังวลเรื่องละอองเกสรดัดแปลงพันธุกรรมที่ปลิวไปปนเปื้อนในแปลงเกษตรอินทรีย์หรือพืชป่า จะทำลายพันธุกรรมธรรมชาติอย่างไม่อาจย้อนคืนได้ สะท้อนถึงวิกฤตอธิปไตยทางอาหาร ในสภาวะ “กึ่งตายกึ่งอยู่” ของเกษตรกรที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่พ่วงสารเคมีจากบรรษัทข้ามชาติทุกรอบการผลิต อิสรภาพของเกษตรกรจึงค่อยๆ ตายไป
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์อีกฟากมองว่า การแก้ปัญหาไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ต้องแก้ที่ “โมเดลธุรกิจและการผูกขาด” โดยสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐหรือสถาบันการศึกษา วิจัยเมล็ดพันธุ์แจกจ่ายให้ประชาชน หรือพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่าง Gene Editing (CRISPR) ที่ไม่ข้ามสายพันธุ์และปลดล็อกการแข่งขันให้เท่าเทียม
อนาคตเกษตรกรรมไทยบนทางสองแพร่ง
พืชจีเอ็มโอไม่ใช่ยาวิเศษที่จะเสกให้ปัญหาความอดอยากหมดไปในพริบตา และไม่ใช่ปีศาจผีดิบที่จ้องจะทำลายล้างระบบนิเวศโดยไม่มีประโยชน์ใดๆ แต่คือ “เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์” ที่มีอานุภาพสูงโจทย์สำคัญของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการเลือกว่า “จะเอาหรือไม่เอาจีเอ็มโอ” แต่คือการสร้าง ธรรมาภิบาลทางเทคโนโลยีชีวภาพ การบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพที่รัดกุม การปกป้องสิทธิเกษตรกรจากการผูกขาดของบรรษัทขนาดใหญ่ และการสนับสนุนการวิจัยพันธุกรรมท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ภูมิปัญญาและทรัพยากรธรรมชาติของไทย ยังคงเป็นของคนไทยอย่างแท้จริง





