วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวพืช “จีเอ็มโอ” ทางรอดวิกฤตอาหารโลก...

พืช “จีเอ็มโอ” ทางรอดวิกฤตอาหารโลก หรือ อุตสาหกรรมผีดิบ?

ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างสุดขั้วและประชากรโลกที่พุ่งทะลุ 8 พันล้านคน ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับโลก

หนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นพระเอกขี่ม้าขาวคือ “พืชจีเอ็มโอ” (GMOs – Genetically Modified Organisms)

ทว่าในอีกฟากหนึ่ง เทคโนโลยีเดียวกันนี้กลับถูกตราหน้าว่าเป็น “อุตสาหกรรมผีดิบ” ที่คอยสูบกลืนอิสรภาพของเกษตรกรและทำลายสมดุลนิเวศ

สกู๊ปพิเศษชิ้นนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกตั้งแต่แก่นแท้ทางวิทยาศาสตร์ ศึกมหาอำนาจระดับโลก ไปจนถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการวิจัยพืชพื้นบ้านของไทย

พืชจีเอ็มโอคืออะไร?

พืชจีเอ็มโอ คือ พืชที่ผ่านกระบวนการทางพันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) โดยนักวิทยาศาสตร์จะตัดต่อ คัดเลือก หรือแทรกยีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เช่น พืชต่างชนิด แบคทีเรีย หรือไวรัส เข้าไปในสายดีเอ็นเอของพืชเป้าหมาย เพื่อสร้างลักษณะจำเพาะที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติหรือการผสมพันธุ์แบบดั้งเดิม

จุดประสงค์หลักในการพัฒนา เพื่อต้านทานแมลงและโรคพืช เช่น ข้าวโพดหรือฝ้าย ที่แทรกยีนจากแบคทีเรีย ทำให้พืชสร้างโปรตีนกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้ายหรือหนอนเจาะลำต้นได้เอง ลดการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง

สร้างความทนทานต่อสารกำจัดวัชพืช เช่น ถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ที่ทนสารไกลโฟเสต เกษตรกรสามารถฉีดพ่นยากำจัดวัชพืชได้โดยที่ต้นถั่วเหลืองไม่ตาย

ปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมวิกฤต ทนแล้ง ทนเค็ม ทนน้ำท่วม เพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน

เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ข้าวที่ตัดต่อยีนสร้างเบต้าแคโรทีน (สารตั้งต้นวิตามินเอ) ในเมล็ดข้าว เพื่อแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเด็กแถบประเทศกำลังพัฒนา

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลและข้อถกเถียงว่าพืชจีเอ็มโอ ทำให้เกิด “ซูเปอร์วีด” หรือวัชพืชดื้อสารเคมี ลดความหลากหลายของสายพันธุ์พืชท้องถิ่น เมล็ดพันธุ์มีราคาสูง พ่วงด้วย “ค่าธรรมเนียมเทคโนโลยี” และ เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ การถ่ายทอดยีนสู่พืชป่าที่ควบคุมไม่ได้  อาจกระทบแมลงผสมเกสรตามธรรมชาติ ความกังวลเรื่องการก่อภูมิแพ้ชนิดใหม่ ซึ่งผู้บริโภคยังต้องการการติดตามความปลอดภัยระยะยาว

ส่องแผนที่ GMOs ใครเปิดรับ ใครปิดประตู?

จุดยืนของนานาชาติต่อพืชจีเอ็มโอ แบ่งออกเป็นขั้วอย่างชัดเจน ตามยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและปรัชญาการเกษตร

ฝ่ายสนับสนุนเชิงพาณิชย์ อาทิ สหรัฐอเมริกา, บราซิล, อาร์เจนตินา, แคนาดา กลุ่มผู้ผลิตและส่งออกพืชผลรายใหญ่ เช่น ฝ้ายบีทีในอินเดีย, ข้าวโพดและถั่วเหลืองในจีน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมสิ่งทอ หรือ ฟิลิปปินส์ ผู้บุกเบิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อนุมัติการปลูกข้าวสีทองและมะเขือเทศบีทีเชิงพาณิชย์

ส่วนฝ่ายต่อต้านและคุมเข้ม ได้แก่ สหภาพยุโรป เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี ใช้สิทธิ์สั่งแบนการเพาะปลูกในแปลงเปิดเด็ดขาด แต่อนุญาตให้นำเข้าอาหารสัตว์ภายใต้การติดฉลากเข้มงวด รัสเซีย บัญญัติกฎหมายห้ามทั้งการปลูกและการผลิตอาหารจีเอ็มโอ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารปลอดสาร เปรู, เม็กซิโก, ภูฏาน แบนเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพื้นเมืองดั้งเดิม

สำหรับจุดยืนของประเทศไทย เป็นลักษณะกึ่งควบคุม คือยังไม่อนุญาตให้ปลูกเชิงพาณิชย์ในแปลงเปิด อนุญาตเฉพาะการศึกษาวิจัยในระบบปิดและแปลงทดลองควบคุม อนุญาตให้นำเข้าผลผลิตแปรรูป เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพด เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์และวัตถุดิบอุตสาหกรรม โดยต้องมีการติดฉลากระบุชัดเจนตามเกณฑ์กระทรวงสาธารณสุข

ทางรอดวิกฤตอาหารโลก หรือ อุตสาหกรรมผีดิบ

การวิวัฒนาการของพืชจีเอ็มโอ ทำให้วัชพืชพัฒนาจนกลายเป็น “ซูเปอร์วีด” ดื้อสารเคมี เกษตรกรต้องพึ่งพาสารเคมีที่รุนแรงขึ้น หรือซื้อเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ที่มีราคาแพงขึ้น วนลูปกลืนกินรายได้ของเกษตรกรไม่รู้จบ ความกังวลเรื่องละอองเกสรดัดแปลงพันธุกรรมที่ปลิวไปปนเปื้อนในแปลงเกษตรอินทรีย์หรือพืชป่า  จะทำลายพันธุกรรมธรรมชาติอย่างไม่อาจย้อนคืนได้ สะท้อนถึงวิกฤตอธิปไตยทางอาหาร ในสภาวะ “กึ่งตายกึ่งอยู่” ของเกษตรกรที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่พ่วงสารเคมีจากบรรษัทข้ามชาติทุกรอบการผลิต อิสรภาพของเกษตรกรจึงค่อยๆ ตายไป

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์อีกฟากมองว่า การแก้ปัญหาไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ต้องแก้ที่ “โมเดลธุรกิจและการผูกขาด” โดยสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐหรือสถาบันการศึกษา วิจัยเมล็ดพันธุ์แจกจ่ายให้ประชาชน หรือพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่าง Gene Editing (CRISPR) ที่ไม่ข้ามสายพันธุ์และปลดล็อกการแข่งขันให้เท่าเทียม

อนาคตเกษตรกรรมไทยบนทางสองแพร่ง

พืชจีเอ็มโอไม่ใช่ยาวิเศษที่จะเสกให้ปัญหาความอดอยากหมดไปในพริบตา และไม่ใช่ปีศาจผีดิบที่จ้องจะทำลายล้างระบบนิเวศโดยไม่มีประโยชน์ใดๆ แต่คือ “เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์” ที่มีอานุภาพสูงโจทย์สำคัญของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการเลือกว่า “จะเอาหรือไม่เอาจีเอ็มโอ” แต่คือการสร้าง ธรรมาภิบาลทางเทคโนโลยีชีวภาพ การบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพที่รัดกุม การปกป้องสิทธิเกษตรกรจากการผูกขาดของบรรษัทขนาดใหญ่ และการสนับสนุนการวิจัยพันธุกรรมท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม  เพื่อให้ภูมิปัญญาและทรัพยากรธรรมชาติของไทย ยังคงเป็นของคนไทยอย่างแท้จริง

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

นับถอยหลัง..2040 “ดวงอาทิตย์เทียม” ส่องสว่างทั่วโลก

“พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน ถูกมองว่าเป็น "ความหวังสุดท้าย" ของมนุษยชาติ ในการแก้ปัญหาความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจำลองกระบวนการนี้บนโลก ถูกเรียกขานว่า "ดวงอาทิตย์เทียม" ภายใต้ความร่วมมือของ 35 ประเทศ ในโครงการ ITER หนึ่งในนั้นคือโครงการดวงอาทิตย์เทียมของจีน ซึ่งประสบความสำเร็จในการจุดปฏิกิริยาฟิวชัน และการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานนี้ เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร นิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) คือกระบวนการที่นิวเคลียสของอะตอมเบา หลอมรวมกันเป็นนิวเคลียสที่หนักกว่า เช่น การหลอมรวมของดิวทีเรียมและทริเทียม (ไอโซโทปของไฮโดรเจน) เกิดเป็นฮีเลียมพร้อมปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ต่างจากนิวเคลียร์ฟิชชัน (Fission) ที่ใช้ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปัจจุบัน นิวเคลียร์ฟิวชันมีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือ เชื้อเพลิงอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากดิวทีเรียมสกัดได้จากน้ำทะเล และทริเทียมสามารถผลิตได้จากลิเทียม ให้พลังงานต่อหน่วยมวลสูงกว่าการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลหลายล้านเท่า เป็นพลังงานสะอาด ไม่เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ควบคุมไม่ได้ ไม่มีของเสียกัมมันตรังสีอายุยาวในระดับเดียวกับฟิชชัน และ ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โครงการ...

ไม่ใช่แค่ “อีวี” “จางเสวี่ย” ยกระดับ “มอ’ไซค์จีน” โค่น! บัลลังก์ญี่ปุ่น

“ในวันที่โลกจับตามองการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้าจีน อีกหนึ่งสมรภูมิสองล้อที่เคยถูกมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและยุโรปผูกขาดมาอย่างยาวนาน กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ด้วยฝีมือของ “จางเสวี่ย” อดีตช่างซ่อมผู้ผันตัวมาเป็นหัวหอกแห่ง ZXMOTO ชายผู้กล้าฉีกกรอบภาพจำเดิมๆ ของ “มอเตอร์ไซค์จีนราคาถูก” สู่การสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับหลายสูบ พร้อมพิสูจน์ขุมพลังด้วยการลงฟาดฟันในสนามแข่งระดับโลกอย่าง WorldSSP ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่คำโฆษณา แต่วัดกันด้วยวินาทีต่อรอบในสนามจริง จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมสองล้อจีน ที่พร้อมโค่นบัลลังก์เจ้าตลาดเดิมลงอย่างเต็มภาคภูมิ” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จางเสวี่ยเติบโตมากับความสนใจในเครื่องยนต์และมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มจากการเป็นช่างซ่อมและสะสมประสบการณ์ภาคสนามในโรงงาน/อู่ซ่อม ซึ่งทำให้เข้าใจจุดอ่อนของมอเตอร์ไซค์จีนในยุคนั้น คือเครื่องยนต์ด้อยประสิทธิภาพ การประกอบหยาบ และขาดการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เขาก่อตั้งแบรนด์มอเตอร์ไซค์ KOVE และ ZXMOTO โดยวางตำแหน่งสินค้าไว้ที่กลุ่ม "performance" คือเน้นเครื่องยนต์หลายสูบ การออกแบบสปอร์ต และการขยายตลาดต่างประเทศ แทนการแข่งขันในกลุ่มราคาถูกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว จุดเปลี่ยนสำคัญคือการส่งรถลงแข่งขันในรายการระดับโลก เช่น การเข้าร่วมรายการ WorldSSP (Supersport) ซึ่งเป็นสนามที่แบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นครอบงำมายาวนาน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้แบรนด์จีนถูกจับตามองในฐานะ...

“จางเสวี่ย” ดันมอเตอร์ไซค์จีนไต่ระดับโลก สานต่อ “วีรกรรมเดินทัพทางไกล” พลิก “สนามรบ” สู่ “สนามการค้า”

“การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” ผู้บุกเบิก ZXMOTO อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์จีนสู่ระดับโลก บนเวที “สดุดีวีรกรรมเดินทัพทางไกล” วันที่ 22 ตุลาคม 2026 เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมจิตวิญญาณแห่งการเสียสละจากอดีตสู่สมรภูมิยุคปัจจุบันอย่างทรงพลัง เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า การเดินทัพทางไกลยังไม่เคยสิ้นสุด หากแต่เปลี่ยนผ่านจากการฟันฝ่าขุนเขาและคมกระสุน มาสู่การทลายกำแพงเทคโนโลยีและการแข่งขันในตลาดสากล นี่คือบทพิสูจน์ร่วมสมัยที่ตอกย้ำว่า วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสนามรบเสมอไป แต่สามารถงอกงามขึ้นได้ในโรงงาน ห้องทดลอง และหัวใจของผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัด” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” บนเวทีครั้งนี้ ถือเป็นจุดเด่นที่สื่อความหมายได้อย่างทรงพลัง เพราะจางเสวี่ยไม่ได้เป็นเพียงแขกรับเชิญ แต่ถูกนำเสนอในฐานะ "ตัวอย่างที่มีชีวิต" ของการสืบทอดจิตวิญญาณการเดินทัพทางไกลในบริบทใหม่ นั่นคือการต่อสู้ในสนามเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม จางเสวี่ยได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกที่ผลักดันอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ของจีน ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลก การถูกเชิญมายืนบนเวทีเดียวกับวีรกรรมเดินทัพทางไกล จึงเป็นการสร้างความเชื่อมโยงเชิงวาทกรรมที่ชัดเจน กล่าวคือ การเดินทัพทางไกลในอดีต คือการเอาชนะภูมิประเทศและศัตรูด้วยความมุ่งมั่น ส่วนการเดินทัพทางไกลในยุคปัจจุบัน คือการเอาชนะข้อจำกัดทางเทคโนโลยี...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.