เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 28 มี.ค.68 ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขตปทุมวัน กทม. ดร.เกรียงศักดิ์ พินทุสรศรี ทนายความ พา น.ส.ณัฐ นามสมมุติ อายุ 36 ปี มารดา ด.ช.เอ อายุ 13 ปี นักเรียน ม.3 โรงเรียนดังย่านสำโรงเหนือ เข้าร้องขอความเป็นธรรม ผบ.ตร.เนื่องจากบุตรของผู้เสียหายถูกกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นอีกโรงเรียนหนึ่ง ประมาณ 9 คนข่มขู่คุกคามพยายามหาเรื่องทำร้ายตลอดมา
ทนายเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากผู้ปกครองได้พาลูกชายเจ้าแจ้งความตำรวจ สภ.สำโรงเหนือแล้ว ยังได้พาไปเข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนคู่กรณี เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากัน แต่ผ่านไปไม่นานกลุ่มผู้ก่อเหตุยังคงก่อเหตุซ้ำ โดยขับขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามและใช้อาวุธมีดและปืนข่มขู่
นอกจากนี้กลุ่มเด็กนักเรียนผู้ก่อเหตุยังได้ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันกับบุคคลอื่นอีกๆ อีกหลายครั้งหลายคราว
น.ส.ณัฐ ผู้ปกครอง เล่าว่า เหตุเกิดครั้งแรกเมื่อ 19 ส.ค.67 เวลาประมาณ 17.00 น. ขณะที่ลูกชายไปเตะบอลกับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน แถวด่านสำโรง 4/1 ต. สำโรง เหนือ อ.เมือง สมุทรปราการ ก่อนจะมีกลุ่มเด็กนักเรียนวัยรุ่นจำนวน 9 คน ถืออาวุธเข้ามาจะทำร้ายแต่มีพลเมืองดีเข้าไปช่วยห้าม ก่อนจะใช้อาวุธลักษณะคล้ายปืนที่พลเมืองดีจากนั้นก็พากันแยกย้ายหลบหนีไป
โดนไปรับลูกชายบอกว่าผมนักเรียนคู่กรณีได้โพสต์ Facebook ท้าทายให้ไปเจอกันแต่เขาปฏิเสธ ก่อนที่จะตามมาหาเรื่องที่สนามฟุตบอล
วันรุ่งขึ้นตอนจึงพาลูกชายไปแจ้งความลงประจำวันไว้ที่สภ. สำโรงเหนือ
นอกจากนี้ยังได้ไปร้องเรียนกับผอ. โรงเรียนคู่อริของลูกชายโดยทางผอ. ได้เรียกผู้ปกครองของนักเรียนทั้งเก้าคนมาทำข้อตกลงว่าจะไม่ก่อเหตุลักษณะแบบนี้อีกมีการจับไม้จับมือโดยมีผู้ใหญ่บ้านมาเป็นสักขีพยานด้วย
หลังจากนั้นผ่านมาได้สามเดือน 17 พ.ย.67 ขณะที่ลูกชายตนขี่ จยย. กลับบ้านกับน้องชายระหว่างทาง ผ่านซอยแบริ่ง 58 ปรากฏว่ามีรถ จยย. จำนวนสามคันคนนั่งซ้อนมากันรวมแล้วเจ็ดคนพยายามใช้อาวุธมีดและปืนโชคดีที่ลูกชายขับหลบหนีทัน ก่อนโทรศัพท์ให้คุณพ่อไปรับกลับบ้าน
หลังจากนั้นก็พาไปแจ้งความตำรวจสภ. สำโรงเหนือเป็นครั้งที่สอง ได้ให้ข้อมูลกับทางตำรวจว่านักเรียนกลุ่มนี้มีอาวุธปืนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานไปทางโรงเรียนคู่อริ วันรุ่งขึ้น รอง ผอ. นำอาวุธปืนมาส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่เมื่อตรวจสอบดูแล้วพบว่าเป็นคนละกระบอกกับที่ภาพวงจรปิดจับภาพนักเรียนกลุ่มนี้โชว์อาวุธปืน
13 ธันวาคม 67 ตนได้พาลูกชายไปร้องให้กระทรวงศึกษาธิการตรวจสอบการทำงานของผอ. โรงเรียนคู่อริ จนถึงวันนี้ก็เงียบไม่มีคำตอบใดใดจากทางกระทรวงศึกษาธิการ
ตนเกรงว่าลูกชายจะไม่ได้รับความปลอดภัยแม้จะทำข้อตกลงกับทางโรงเรียนคู่อริแล้วถึงสองครั้งแต่ก็ยังกลับมาก่อเหตุซ้ำซากอีกเกรงว่าสักวันนึงลูกชายอาจจะพลาด โดนนักเรียนคู่อริทำร้ายได้จึงได้ปรึกษาทนายเกรียงศักดิ์ พินทุสรศรีให้ช่วยพามาร้องเพราะว่ากำชับทางสภ. สำโรงเหนือ เร่งรัดป้องกันปราบปรามนักเรียนนักเลงกลุ่มนี้ให้ถึงที่สุด
เบื้องต้นได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายครั้ง รวมทั้งร้องขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานต่างๆ และเข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อขอให้แก้ไขปัญหา พร้อมกับได้มอบหลักฐาน (ภาพถ่าย, วิดีโอ, รายชื่อ) ให้กับตำรวจแต่ก็ยังไม่ดำเนินการใดๆ ไปขอความเป็นธรรมที่ สภ. และชี้แจงว่าการทำงานล่าช้า ก่อนจะมาร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เนื่องจากคดีไม่มีความคืบหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการสอบสวนอย่างจริงจัง หลักฐานสำคัญไม่ถูกนำเข้าสู่สำนวนคดี สร้างความหวาดกลัวแก่ผู้เสียหายและบุตรเกรงว่าจะได้รับอันตราย
จำเป็นต้องมาร้อง ผบ.ตร.เพื่อต้องการให้คดีมีความคืบหน้า ให้ทำการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย
จากสถานการณ์นี้ ผู้เสียหายกำลังประสบปัญหาในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองและบุตร การที่ทนายความเข้ามายื่นเรื่องต่อ ผบ.ตร. แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะผลักดันให้คดีมีความคืบหน้าและให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษตามกฎหมาย












