วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 12, 2026

ทส.หนุน 96 ‘ทัพหน้า’ สู้โลกร้อน

ไม่ใช่แค่งานมอบรางวัล แต่คือการเปิดแผนที่ชี้ชะตาประเทศไทยในสมรภูมิการค้าโลกครั้งใหม่ เมื่อ 96 องค์กร ตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ถึงชุมชนเล็กๆ ถูกยกให้เป็น ‘ทัพหน้า’ ในการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ… แต่เบื้องหลังกลไกชื่อย่อ T-VER และ LESS ที่หลายคนไม่คุ้นหู แท้จริงแล้วคืออะไร? และเหตุใด ‘คาร์บอนเครดิต’ ที่พวกเขาผลิตได้ จึงอาจเป็น ‘สกุลเงินใหม่’ ที่กำหนดความอยู่รอดของเศรษฐกิจไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ค่ำคืนของวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ในห้องบอลรูมใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานมอบโล่เกียรติคุณ ในงาน “รวมพลังลดโลกร้อน สู่อนาคตที่ยั่งยืน” เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติหน่วยงาน องค์กร ชุมชน และบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ภายใต้โครงการ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) และ Low Emission Support Scheme (LESS) เนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปี ของโครงการ T-VER และครบรอบ 10 ปี ของโครงการ LESS โดยมี นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ให้การต้อนรับ และมี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องอัศวินแกรนด์ บอลรูม โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

งานดังกล่าว อาจดูเหมือนเป็นเพียงพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติธรรมดา แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงพลังงาน สิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ภาพของ 96 ตัวแทนจากองค์กรทั่วประเทศที่ขึ้นรับโล่เกียรติคุณจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่า

พวกเขาไม่ใช่แค่องค์กรดีเด่น แต่คือ “ผู้เล่น” กลุ่มแรกๆ ในสมรภูมิใหม่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นั่นคือ “สมรภูมิคาร์บอน”

นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังโล่รางวัล 96 ใบ ที่เชื่อมโยงกับอนาคตของทุกคน

ทส.: แม่ทัพใหญ่ ผู้วางหมากเกม ‘โลกร้อน’

ก่อนจะเจาะลึกถึงกลไก T-VER และ LESS สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ โครงการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่เป็นผลผลิตจากการวางยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาวโดยมี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็น “แม่ทัพใหญ่”

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือผู้รับผิดชอบหลักในการแปลงคำมั่นสัญญาที่ประเทศไทยให้ไว้กับประชาคมโลก—โดยเฉพาะเป้าหมาย Net Zero ในปี 2065—ให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้จริง กระทรวงฯ ทำหน้าที่เป็นทั้ง ‘สถาปนิก’ ผู้ออกแบบโครงสร้างและนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ และเป็น ‘ผู้กำกับดูแล’ ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามทิศทางที่ถูกต้อง

โดยมี องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของ ทส. ทำหน้าที่เป็น “หน่วยปฏิบัติการพิเศษ” ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการสร้างเครื่องมือและตลาดคาร์บอนให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น บทบาทของ ทส. จึงไม่ใช่แค่การจัดอีเวนต์มอบรางวัล แต่คือการสร้าง ‘ระบบนิเวศ’ ทั้งหมด ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายระดับประเทศ การออกกฎระเบียบ ไปจนถึงการสร้างแรงจูงใจผ่านโครงการอย่าง T-VER และ LESS เพื่อผลักดันให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจหรือด้วยกฎเกณฑ์ในอนาคต ต้องเดินหน้าสู่เป้าหมายเดียวกัน

T-VER / LESS: ไม่ใช่แค่ชื่อย่อ แต่คือ ‘ใบอนุญาต’ สู่โลกอนาคต

หลายคนอาจขมวดคิ้วกับคำว่า T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) และ LESS (Low Emission Support Scheme) แต่หากจะอธิบายให้เห็นภาพที่สุด T-VER คือกลไกที่เปลี่ยน “ความดี” ในการลดก๊าซเรือนกระจกให้กลายเป็น “ทรัพย์สิน” ที่จับต้องและซื้อขายได้ เรียกว่า คาร์บอนเครดิต’

ลองจินตนาการถึงโรงงานน้ำตาลที่ลงทุนมหาศาลเพื่อเปลี่ยนกากอ้อยเป็นไฟฟ้าพลังงานชีวมวล, บริษัทอสังหาฯ ที่ออกแบบอาคารเขียวประหยัดพลังงาน หรือแม้แต่เกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนการทำนาเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน… ทุกกิจกรรมเหล่านี้ จากเดิมที่เป็นเพียงต้นทุนและภาพลักษณ์ ตอนนี้สามารถนำมาคำนวณเป็นปริมาณคาร์บอนที่ลดได้ และ “ขาย” ให้กับองค์กรอื่นที่ต้องการชดเชยการปล่อยคาร์บอนของตนเอง

T-VER จึงเป็นเหมือน “ตลาดหลักทรัพย์แห่งความดี” ที่สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ภาคธุรกิจหันมาลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอย่างจริงจัง

ขณะที่ LESS คือกลไกที่เปิดประตูให้ “คนตัวเล็ก” ได้เข้ามามีส่วนร่วม ชุมชนที่ช่วยกันดูแลผืนป่า, โรงเรียนที่ทำโครงการคัดแยกขยะ, อบต. ที่จัดการน้ำเสียอย่างถูกวิธี แม้ปริมาณคาร์บอนที่ลดได้จะไม่มากพอจะเข้าตลาด T-VER แต่ อบก. จะมอบใบประกาศเกียรติคุณให้ เป็นการสร้างฐานและปลุกจิตสำนึกให้การลดโลกร้อนกลายเป็น DNA ของสังคมไทยตั้งแต่ระดับรากหญ้า

เจาะลึก 96 องค์กร: พวกเขาไม่ใช่แค่ ‘คนดี’ แต่คือ ‘นักยุทธศาสตร์’

การที่ 96 องค์กร ทั้งรัฐ เอกชน และชุมชน ได้รับรางวัลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเกินกว่าแค่การทำ CSR (ความรับผิดชอบต่อสังคม)

ในวันที่โลกกำลังเดินหน้าสู่มาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) ของสหภาพยุโรป และอีกหลายประเทศทั่วโลก การส่งออกสินค้าที่มาจากกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนสูง จะต้องเผชิญกับต้นทุนมหาศาลจนอาจแข่งขันไม่ได้ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” ของผลิตภัณฑ์กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนที่สำคัญไม่แพ้วัตถุดิบหรือค่าแรง

“ภูมิคุ้มกัน” ให้กับธุรกิจของตัวเอง และในภาพรวมคือการรักษาขีดความสามารถในการส่งออกของประเทศไทยไว้

  • กลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรม: กำลังเปลี่ยนผ่านจากผู้ร้ายในอดีต มาสู่การเป็นฮีโร่ ด้วยการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร

  • กลุ่มป่าไม้และการเกษตร: กำลังเปลี่ยนต้นไม้ทุกต้นในสนามหญ้า ป่าชุมชน หรือสวนปาล์ม ให้กลายเป็น “เครื่องจักรดูดซับคาร์บอน” ที่สร้างรายได้กลับคืนมา

  • กลุ่มจัดการของเสียและชุมชน: กำลังพิสูจน์ว่า แม้แต่ “ขยะ” ที่ทุกคนเบือนหน้าหนี ก็สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานและรายได้ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงได้ในระดับท้องถิ่น

ก้าวต่อไป: จาก 96 สู่ ‘ล้าน’ คือความท้าทายที่แท้จริง

ดร.ชญานันท์ กล่าวว่า “โครงการ T-VER และ LESS ได้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความตั้งใจจริง และพลังความร่วมมือที่ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งยังเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

แม้พิธีมอบรางวัลจะเป็นหมุดหมายที่น่าชื่นชม แต่ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นบนเส้นทางที่ยังอีกยาวไกลสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2065

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ: เราจะขยายผลความสำเร็จจาก 96 องค์กรนี้ให้กลายเป็นมาตรฐานของทั้งประเทศได้อย่างไร? ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจจะเติบโตและมีเสถียรภาพพอที่จะดึงดูดการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน? และภาครัฐภายใต้การนำของ ทส. จะมีมาตรการสนับสนุน “คนตัวเล็ก” ในโครงการ LESS ให้สามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาสู่ตลาด T-VER ได้อย่างไร?

โล่รางวัลทั้ง 96 ใบที่มอบให้ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เครื่องหมายแห่งความสำเร็จ แต่เป็นเหมือน “คบเพลิง” ที่ถูกจุดขึ้นเพื่อส่งต่อให้กับองค์กรอื่นๆ อีกนับหมื่นนับแสนทั่วประเทศได้รับรู้ว่า การต่อสู้กับภาวะโลกร้อนไม่ใช่ภาระ แต่คือ “โอกาส” ครั้งสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และการอยู่รอดของประเทศไทยบนเวทีโลกยุคต่อไป…

นี่คือการแข่งขันที่ไม่มีใครสามารถเป็นผู้แพ้ได้

#สืบจากข่าว รายงาน

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ปปง. เชือดบิ๊กดีลต้นปี! สั่งยึดทรัพย์ 1.1 พันล้าน

ปปง. เชือดบิ๊กดีลต้นปี! สั่งยึดทรัพย์ 1.1 พันล้าน ทลายเครือข่าย “อดีตเจ้าอาวาสดัง - หมอดูฮวงจุ้ย - ทุนจีนสีเทา” ฟอกเงินสะท้านวงการ “...คุณเคยสงสัยไหมว่า เงินบริจาคที่คุณหย่อนลงตู้ด้วยใจบริสุทธิ์ หรือเงินค่าดูดวงแก้กรรมที่คุณโอนไปด้วยความหวัง สุดท้ายแล้วมันเดินทางไปที่ไหน? คำตอบอาจน่ากลัวกว่าที่คุณคิด เพราะมันไม่ได้ถูกนำไปสร้างบุญกุศล แต่อาจกำลังถูกแปรสภาพเป็นรถหรู ที่ดิน และเงินฝากในบัญชีของ “ขบวนการฟอกเงิน” ที่แฝงตัวมาในคราบนักบุญและนักธุรกิจ นี่ไม่ใช่พล็อตหนังอาชญากรรม แต่คือความจริงที่ถูกกระชากหน้ากากออกมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เปิดเผยเส้นทางเงินกว่า 1,148 ล้านบาท ที่ถูกสกัดจับได้คาหนังคาเขา เผยให้เห็นเนื้องอกร้ายที่ลุกลามกัดกินตั้งแต่ “วัดดัง” ไปจนถึงหน้าจอโทรศัพท์มือถือของคุณ...” วิกฤตศรัทธา :...

ลุงป้อมยังไม่จบ ถอยคือภาพลวงเกมสวน พปชร.ขาลง

ลุงป้อมถอย หรือแค่รอจังหวะสวน? ฟังคำตอบจากปาก 'รัชฏะ' ผู้สมัครหน้าใหม่ที่กล้าเดิมพันหมดหน้าตักกับ "พลังประชารัฐ" “...ลืมภาพจำอันเงียบสงบไปก่อน เพราะวันนี้เสียงที่เคยถ่ายทอดธรรมะในบทบาท "ผู้พากษ์เสียงพระพุทธเจ้า" กำลังก้าวเข้าสู่ดงกระสุนตกทางการเมือง! ท่ามกลางกระแสข่าวลือหนาหูเรื่อง "เลือดไหลออก" ของพรรคพลังประชารัฐ และคำถามตัวโตๆ ว่า "ลุงป้อม" ยังไหวไหม? นายรัชฏะ สมรทินกร ตัดสินใจเดินสวนกระแส ยื่นใบสมัคร สส. กทม. ในนามพรรคที่หลายคนมองข้าม ด้วยเหตุผลเดียวที่ฟังแล้วต้องสะอึก... คือการทนเห็น "ผู้มีพระคุณ" ถูกหักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ได้ นี่คือคำประกาศรบของคนตัวเล็กๆ ที่เชื่อมั่นในตัวพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์แบบสุดหัวใจ...” 💙 จากไมค์ทองคำ สู่สนามเลือกตั้งเขต 14 ใครจะไปคิดว่า อดีตสื่อมวลชนและนักพากย์เสียงอนิเมชั่นพระพุทธเจ้า (ปี 2550) อย่าง นายรัชฏะ สมรทินกร จะกระโดดลงสนามการเมืองเต็มตัว...

จีน “โตตามธรรมชาติ”“ด้วยความมานะบากบั่น”และ “อัจฉริยภาพของตนเอง”

“….ประเทศจีนใหม่นาม"สาธารณรัฐประชาชนจีน" ได้รับการสถาปนาขึ้นมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม คศ.1949 และเมื่อจีนเปิดประเทศเชื่อมตัวเองเข้ากับระบบโลกและปฏิรูปตัวเอง พวกเขาก็จะไม่รีรอที่จะทุ่มเทสรรพกำลังสร้างปาฏิหารย์ให้เห็นเป็นประจักษ์ เพียง 47 ปีหลังจากเปิดประเทศและปฏิรูป อาศัยความมานะบากบั่นและอัจฉริยภาพของตนเอง มิใช่จากการรุกรานยึดครองหรือปล้นสะดมภ์เช่นกลุ่มประเทศมหาอำนาจตะวันตก ที่กระทำกันเป็นประเพณีนับตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม ปัจจุบันนี้จีนก็สามารถสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นได้มากกว่าทุกประเทศรวมกัน และกำลังจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่คนทั่วไปคิดไม่ถึงขึ้นมาอีกจำนวนมาก จีนเตรียมพร้อมส่งคนลงดวงจันทร์และสร้างฐานวิจัยบนดวงจันทร์อย่างแน่นอนแล้วภายในปีคศ.2028 ตระเตรียมแผนสร้างเครื่องเหวี่ยงความเร็วสูงบนดวงจันทร์ สำหรับลำเลียงธาตุฮีเลียม 3 กลับสู่โลก โดยไม่ต้องใช้ยานอวกาศขนส่ง ซึ่งธาตุฮีเลียม 3 เป็นเชื้อเพลิงชั้นเยี่ยมเพียงหนึ่งเดียวของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชั่นหรือ"ดวงอาทิตย์เทียม" มีมากบนผิวดวงจันทร์ ขณะที่หาแทบไม่ได้เลยบนผิวโลก อีกทั้งจีนกำลังจะเริ่มทดลองผลิตกระแสไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์เทียมในปี 2030 นี้ จังหวะเวลาของโครงการทั้งสองนี้จึงตรงกันพอดี มนุษย์เราก็จะหลุดพ้นจากความขาดแคลนพลังงานทันที ตามปณิธานสูงสุดของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่ว่า ชาวโลกทั้งผองจงมาร่วมกันสร้างประชาคมโลกที่มวลมนุษยชาติมีอนาคตร่วมกัน…” โตตามธรรมชาติ自然壮大 เส้นทางเติบโตของจีนยุคใหม่ เป็นไปตามเหตุปัจจัยหรือธรรมชาติของความเป็นจีน อาศัยความมานะบากบั่นและอัจฉริยภาพของตนเอง มิใช่จากการรุกรานยึดครองหรือปล้นสะดมภ์เช่นกลุ่มประเทศมหาอำนาจตะวันตก ที่กระทำกันเป็นประเพณีนับตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม เส้นทางดังกล่าวของจีน ไม่เพียงได้พาจีนมาถึงจุดสูงยิ่งของจีนเท่านั้น หากแต่ยังจะพาทั้งโลกก้าวตามไปด้วย...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.