เมื่อรัฐบาลภูมิใจไทยฝันไกลจะดึงสวนสนุก”ดิสนีย์แลนด์-สนามกีฬาระดับโลก”8หมื่นที่นั่ง ปักหมุดในเขต EEC ท่ามกลางคำถาม แล้วจะให้นักท่องเที่ยวตะเกียดตะกายไปเที่ยวกันอย่างไร ในเมื่อโครงข่ายระบบขนส่งมีแค่Motorway สาย 7 ขณะไฮสปีดเทรน-เมืองการบินตอ.”ยังไม่ขยับไปไหน
#####
จากกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงคมนาคม ออกมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวล่าสุด ถึงความคืบหน้าของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ว่า ได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดเตรียมพื้นที่ใน 4 จังหวัด EEC รองรับการสร้างสนามกีฬาระดับโลกขนาด 80,000 ที่นั่ง และสวนสนุกขนาดใหญ่ อย่าง”ดิสนีย์แลนด์” ที่จะเข้ามาตั้งในพื้นที่ EEC
โดยนายพิพัฒน์กล่าวว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาไม่มีทางได้เกิดได้ หากไม่มีการสร้างแรงจูงใจที่คุ้มค่าแก่การลงทุน แนวคิดการนำสวนสนุกระดับโลก อย่างดิสนีย์แลนด์ และสนามกีฬาระดับโลกเข้ามาปักหมุดในพื้นที่อีอีซี จึงเป็นหนทางสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนเดินทางเข้ามาในพื้นที่ได้ทุกวัน สามารถเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟความเร็วสูง ทำให้เกิดการพัฒนาเมืองใหม่ มีศูนย์การค้า โรงแรม และการบริการครบวงจร ยกเว้นคาสิโน เนื่องจากโมเดลการลงทุนของสวนสนุกดิสนีย์แลนด์นั้น จะไม่ให้อนุญาตให้ตั้งใกล้กับพื้นที่ตั้งกาสิโน
ส่วนโมเดลการลงทุนสวนสนุกดิสนีย์แลนด์นั้น จะเป็นการซื้อลิขสิทธิ์จาก Disney และหาผู้ลงทุนเข้ามาร่วมดำเนินการ โดยหลังจากที่มีการพูดถึงเรื่องนี้ออกไปพบว่ามีนักลงทุนไทยให้ความสนใจที่จะเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการนี้กันบ้างแล้ว
ปัจจุบันอีอีซีมีพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ โดยกำหนดพื้นที่รวมสำหรับคอมเพล็กซ์นี้ไว้ที่ 5,000 ไร่ ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนาผสมผสาน Sport Complex และ Entertainment Complex ที่ประกอบด้วย สนามฟุตบอลมาตรฐานจุคนได้ 80,000 ที่นั่ง สนามแข่งม้าและสระว่ายน้ำมาตรฐานโลกพื้นที่ 1,500 ไร่
อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟเชื่อม 3สนามบินที่อยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนนั้น นายพิพัฒน์ยังคงยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่จะให้ “สร้างไป-จ่ายไป”แต่จะยึดตามสัญญาที่มีอยู่เดิมเป็นหลัก
จุดยืนของกระทรวงคมนาคมข้างต้น ทำเอาหลายฝ่ายที่เฝ้าติดตามความคืบหน้า 2โครงการโครงสร้างพื้นฐานใน EEC คือ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินตะวันออก ได้แต่แสดงความเป็นกังวล
หากแม้แต่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักของอีอีซียังถูกรัฐบาลลอยแพ แบบ”เท”โครงการได้ขนาดนี้ แล้วจะไปคาดหวังการลงทุนสร้างสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ หรือสนามกีฬาระดับโลกให้เข้ามาลงทุนในเขต EECได้อย่างไร
เกิดเอกชนลงทุนไปแล้วรัฐบาลลอยแพ ไม่ดูดำดูดีแบบนี้อีกนักลงทุนหน้าไหนจะกล้าเข้ามาลงทุน จะให้นักท่องเที่ยวตะเกียดตะกายเดินทางไปยังสวนสนุก และสนามกีฬารัดับโลกที่ว่านี้กันอย่างไร
ในเมื่อโครงข่ายระบบขนส่งที่มีในปัจจุบัน มีเพียงทางด่วนบางนา-ชลบุรี และมอเตอร์เวย์ สาย 7 เท่านั้นจะให้ผู้โดยสารนักท่องเที่ยยขับรถไปกันเอง หรือนั่งรถบขส. โบกรถสองแถวไปกันเอง หรือเหมาแท็กซี่ที่คิดราคาเหมือนปล้นผู้โดยสารกันหรืออย่างไร ?
แน่นอนว่า หากพิจารณาความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3สนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่บริษัท เอเซียเอราวัน จำกัด ของกลุ่มทุนซีพี.ที่แม้จะเซ็นสัญญาสัมปทานไปตั้งแต่ปลายปี 2562 หรือเมื่อกว่า 6 ปีมาแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ บริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานกลับยังไม่ เริ่มต้นก่อสร้างโครงการใดๆไปแม้แต่น้อย
ความคืบหน้าที่เห็นเป็นรูปธรรม กลับมีแต่การร้องขอแก้ไขสัญญาสัมปทานที่เซ็นกันเอาไว้ ด้วยข้ออ้างได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ และไวรัสโควิด-19 ทำให้สถาบันการเงินตั้งแง่ปล่อยกู้ให้โครงการ
ผลพวงจากความล่าช้าของโครงการนี้ ส่งผลให้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตัเภา และเมืองการบินตะวันออกมูลค่าลงทุนกว่า 290,000 ล้านบาทพลอยได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปด้วย
ล่าสุดบริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่นจำกัด หรือ UTA ที่ประกาศจะเดินหน้าโครงการต่อไปไม่รอรถไฟความเร็วสูงนี้แล้ว ต้องปรับลดขนาด ลดไซส์โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารสนามบ่นอู่ตะเภาลง จากเดิมที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 12 ล้านคน เหลือเพียง 3ล้านคนเท่านั้นในเฟสแรก ส่วนโครงการลงทุนอื่นๆก็ต้องปรับลดขนาดลงไปตาม
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความล่าช้าโครงการนี้ ตลอดช่วง 6-7ปีมานี้ กล่าวได้ว่าไม่สามารถประเมินมูลค่าได้เลย ตวามสูญเสียโอกาสที่ประชาชนจะได้ใช้รถไฟความเร็วสูงเป็นหน้าเป็นตา ไม่อายเพื่ิอนบ้านอย่างสปป.ลาวที่ริเริ่มโครงการรถไฟจีน-ลาวมาในห้วงเวลาเดียวกัน แต่สามารถเปิดให้บริการไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2564
ความสูญเสียที่ประเทศได้รับอาจทะลุไปหลายแสนล้านบาท มากกว่าวงเงินอุดหนุนโครงการจำนวน 120,000 ล้านบาทที่บริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานร้องขอแก้ไขสัญญาสัมปทานอยู่นี้เสียอีก!
อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของความล่าช้าในการดำเนินโครงการนี้ ภาครัฐเองก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะนับตั้งแต่เซ็นสัญญาสัมปทานเมื่อปลายปี 2562 เปลี่ยนผ่านรัฐบาลมาแล้ว 3-4 ชุด รัฐบาลแต่ละชุดที่เข้ามา และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่เข้ามากำกับดูแลโครงการนี้ต่าง “ส่งทอด” เอาแต่การตรวจสอบ และทบทวนร่างสัญญาที่มีการเจรจาแก้ไขกัน
ไม่มีรัฐบาลชุดใดกล้าตัดสินใจฟัน”โช๊ะ”ลงไปว่าจะเอาอย่างไรกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ว่านี้ จะไฟเขียวให้แก้ไขสัญญาเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ หรือยืนหยัดบังคับให้เอกชนต้องดำเนินไปตามสัญญาสัมปทานที่มีอยู่เดิม หากทำไม่ได้ ก็ให้เพิกถอนหรือยกเลิกสัญญาไป
มีแต่การพิจารณาทบทวน และ”ซื้อเวลา”มาโดยตลอดด้วยผวาข้อครหาอาจเป็นการ”เอื้อประโยชน์เอกชน”
ผิดกับกรณีการอนุมัติเม็ดเงืนภาษีกว่า 3,997 ล้านในการต่อสัญญาลิขสิทธิ์การแข่ง MotoGP ล่วงหน้า5ปีจนถึงแี 2574 ที่คณะรัฐมนตรีขุดนี้ อนุมัติกันออกไปแบบสายฟ้าแล่ปตั้งแต่นั่งประชุม ครม.ก้นยังไม่ทันร้อนในเดือนแรก ที่เข้ามา
ทั้งที่เต็มไปด้วยข้อครหา และกระแสวิพากษ์ว่า ประเทศชาติได้ประโยชน์อะไรจากการผลาญงบประมาณทีว่านี้บ้าง นอกจากการคาดการจะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาและสามารถสร้างเม็ดเงินที่คาดว่าจะสะพัด 28,000 ล้านบาทในระยะ 5ปี
หรือกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานร้านปลอดภาษี”ดิวตี้ฟรี” ของบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ให้กับ กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ซึ่งคณะกรรมการ(บอร์ด) ทอท.และกระทรวงคมนาคมไฟเขียวกันไปไม่รู้จักกี่รอบ ต่อกี่รอบแล้ว จากข้ออ้างได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและไวรัสโควิด
ล่าสุดเมื่อปลายเดือน ธ.ค.2568 ที่ผ่านมาบอร์ด ทอท.ก็ยังไฟเขียวแก้ไขสัญญาสัมปทานรอบใหม่ที่มีทั้งการปรับเกณฑ์จ่ายส่วนแบ่งค่าสัมแทาน ยกเลิก Minimum Guaranttee และขยายสัญญาสัมปทานแถมไปให้อีก 2-5 ปีด้วยอีก
เรียกได้ว่ามีการแก้ไขสัญญาสัมปทานประเคนกันไปจนแทบจะสำลัก แต่ไม่เห็นมีใครจะล้วงลูกเข้ามาตรวจสอบ ทั้งๆที่สำนักงานคณะกรรมการป.ป.ช.เอง มีการจัดทำรายงานการเฝ้าติดตามกรณีการแก้สัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีในครั้วก่อนที่ดำเนินการในช่วงปี 2563 ว่าอาจทำให้รัฐสูญเสียประโยชน์ไปกว่า 1.8แสนล้าน แต่ก็ไม่สามารถจะทัดทานความพยายามในการแก้ไขสัญญสัมปทานดิวตี้ฟรีที่ว่านี้ได้
ขณะที่การแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อม 3สนามบิน ที่บริษัทเอเซียเอราวัน ร้องขอแก้ไขสัญญาจากเดิมที่ภาครัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนก่อสร้าง หรือเงินร่วมลงทุนวงเงิน 120,000 ล้านบาทเมื่อโครงการแล้วเสร็จ มาเป็นการ “สร้างไป-จ่ายไป” ภายใต้วงเงินเดิมตามมติ ครม.อนุมัติให้ไว้ เพื่อ “ผ่าทางตัน”จากที่สถาบันการเงินยังคงตั้งแง่ปล่อยกู้ให้
กรอบวงเงินที่บริษัทเอกชนผู้รับสัมแทานร้องขอนั้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง หรือปรับเพิ่มขึ้นไปแต่อย่างใด ยังคงเป็นตามกรอบวงเงินเดิมที่ ครม.อนุมัติไว้ทุกกระเบียดนิ้ว แต่กลับถูก”ตราหน้า”ว่าเอื้อประโยชน์เอกชน ส่อขัดหลักการร่วมลงทุน และขัดเจตนารมย์ของสัญญาสัมปทานที่ทำกันเอาไว้
ทั้งที่หากสามารถจุดพลุให้โครงการนี้เดินหน้าก่อสร้างต่อไปได้ ไม่เพียงจะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในอีอีซี ในโครงการอื่น ๆ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินตะวันออก มูลค่า 290,000 ล้าน ที่ไม่แน่ใจในนโยบายของรัฐ รวมทั้งศูนย์ซ่อมเครื่องบิน MRO ก็สามารถจะขับเคลื่อนต่อไปได้ทันที
รวมทั้งโครงการดึงสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ และสนามกีฬาระดับโลก แม้แต่การแข่งขันฟอร์มูล่าวัน (F1) นั่นด้วย
ยังมีการประเมินว่า หาก โครงการนี้เดินหน้าไปตามเป้าหมาย จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจรวมกว่า 980,000 ล้านบาท ตลอดอายุสัมปทาน 50 ปี ซึ่งมากกว่าเม็ดเงินที่รัฐต้องควักจ่าย 120,000ล้านบาทหลายเท่าตัว
เพียงแต่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องวางกลไกระบบตรวจสอบการใช้งบประมาณร่วมลงทุนที่ว่านี้อย่างเข้มงวด ทำอย่างไรจะไม่ให้เอกชนผู้รับสัมปทานเบี้ยวสัญญาขึ้นมาได้หากท้ายที่สุดแล้วรัฐไฟเขียวแก้สัญญาให้ไป
หรือทำอย่างไรจะสามารถริบ”แบงก์การันตี”หากเอกชนไม่ปฏิบัติตามสัญญาได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ต้องไปฟ้องร้อง “ค่าโง่”กันนัวเนียแบบโครงการโฮปเวลล์ในอดีต
ก่อนจะไปฝันไกลถึงการดึงโครงการลงทุนยักษ์เข้ามาสร้างสีสรรในเขตเศรษฐกิจพืศษ EEC ช่วยหันกลับมาสะสางสัมปทานรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน และเมืองการบินตะวันออก ให้มันสะเด็ดน้ำก่อนจะดีไหม ไม่ใช่ตั้งแง่ จะ”ล้มกระดาน”ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้นอย่างที่เป็นอยู่ !!!!



