วันที่ 21 ม.ค.69 ที่ศาลปกครองกลาง นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน อ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากชาวบ้านในพื้นที่ กทม. เดินทางมายื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ฟ้องนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ฐานละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร เหตุปล่อยให้ฝุ่นละออง (PM2.5) เกินมาตรฐานทั่ว กทม.มาตั้งแต่ปลายปี 2568 มาจนปัจจุบัน จนทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจกันมาก
ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเกิดวิกฤตปัญหาฝุ่นพิษ หรือ PM2.5 แพร่กระจายเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรหลายเท่า ปกคลุมทั่ว กทม. มานานต่อเนื่องหลายวัน หลายสัปดาห์ตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.68 มาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง จนเป็นเหตุให้ประชาชนเจ็บป่วย ทั้งๆที่ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศให้ กทม.เป็นเขตควบคุมมลพิษมาตั้งแต่ 17 ก.ย.68 แล้ว ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ว่า กทม.ที่จะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษ และใช้กลไกในทุกวิถีทางในการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแหล่งกำเนิดมลพิษฝุ่นละอองให้หมดไปโดยเร็ว ไม่ให้เกินมาตรฐานที่กำหนด
แต่ปรากฎว่าปัญหาฝุ่นละออง(PM2.5) ยังคงแพร่กระจายเกินมาตรฐานมาโดยตลอด เพราะอาจมีแต่การแถลงข่าวสร้างภาพว่าดำเนินมาตรการมากมายหลาย 10 มาตรการ แต่ไม่มีมาตรการหรือแผนงานใดที่สามารถจับต้องได้เป็นรูปธรรมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากปล่อยไปก็อาจจะเกิดวังวนของปัญหาเช่นนี้กลับมาอีกในแต่ละปี ซึ่งจะกระทบต่อสุขภาพอนามัยของชาว กทม. รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้
ด้วยเหตุดังกล่าว ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ต่างๆ จึงรวมตัวกันมอบอำนาจให้สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน นำความมายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ว่าฯ กทม.เร่งดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยเร่งปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการเพื่อควบคุม ลด และขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษกรุงเทพมหานคร ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนมีนาคม ของทุก ๆ ปี โดยปฏิบัติให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมทุกมาตรการ ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด และรายงานให้สาธารณชน ผู้ฟ้องคดี และศาลทราบทุก ๆ 30 วัน (ทุกๆสิ้นเดือน พ.ย.-จนถึงสิ้นเดือน มี.ค.ของทุก ๆ ปี) จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
รวมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ว่าฯ กทม. กำหนดมาตรการห้ามตัดต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะ ส่วนในพื้นที่เอกชนต้องมีมาตรการขุดล้อมย้ายไปปลูกในพื้นที่อื่นและดูแลรักษาไว้ให้รอด เอาไว้ให้ชัดเจน โดยมีบทลงโทษที่เด็ดขาด เหมือนประเทศสิงคโปร์หรือตามที่ศาลเห็นสมควรด้วย





