ถึงเวลารื้อระบบ—หยุดปล้นเชิงนโยบายจากคนทำงาน และเปลี่ยนเป็น “บำนาญเพื่อประชาชน”
รศ.ดร.โสภณ เอส.บิวโดอิน (ดร.โจ) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยรวมไทย ตีแผ่ประกันสังคมไทยกำลังกลายเป็น “แชร์ลูกโซ่เชิงโครงสร้าง” ที่รอวันล่มสลาย และทางรอดเดียวคือการ “ผ่าตัด” ครั้งใหญ่สู่เวอร์ชัน 2.0 ตามโมเดลสวีเดน
เดือนนี้คือเดือนแรกที่มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากเห็นสลิปเงินเดือนแล้ว “สะดุ้ง” หลังถูกหักเงินประกันสังคมเพิ่มจริง จากการขยับเพดานฐานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท ทำให้ลูกจ้างที่ถึงเพดานต้องจ่ายสูงสุด 875 บาท/เดือน เพิ่มขึ้น 125 บาท หรือ 1,500 บาทต่อปีต่อคน โดยยังไม่รวมเงินที่นายจ้างถูกบังคับจ่ายเพิ่มในอัตราเดียวกัน
แต่แทนที่จะเกิดความรู้สึกมั่นคง สังคมกลับตั้งคำถามหนักขึ้นว่า นี่คือสวัสดิการ หรือคือการ “รีดซ้ำจากคนกลุ่มเดิม” เพื่ออุดระบบที่ออกแบบผิดพลาด
แม้ สำนักงานประกันสังคม จะประกาศผลตอบแทนจากการลงทุนปีล่าสุดราว 80,000 ล้านบาท และมีเงินสะสมกว่า 2.9 ล้านล้านบาท แต่ตัวเลขนี้คือ “กำไรปีเดียว” ไม่ใช่คำตอบของภาระระยะยาว
ในระบบ Pay-As-You-Go (PAYG) เงินที่เก็บจากผู้ทำงานวันนี้ ถูกนำไปจ่ายให้ผู้รับสิทธิวันนี้ ความอยู่รอดของระบบจึงขึ้นกับ “จำนวนคนจ่ายต่อคนรับ” ซึ่งกำลังทรุดลงพร้อมกันจาก 3 ปัจจัย
-อัตราเกิดต่ำ
-สังคมสูงวัยเร็ว
-แรงงานนอกระบบ มากกว่าครึ่งประเทศ
เมื่อฐานผู้จ่ายไม่โต ทางลัดเดียวที่ทำได้ทันทีคือ ขึ้นเงินสมทบจากคนที่เก็บได้แน่นอน นี่คือเหตุผลที่ “มีกำไร แต่ยังต้องเก็บเพิ่ม” และเป็นจุดที่คนเริ่มเรียกว่า “แชร์ลูกโซ่เชิงโครงสร้าง” ไม่ใช่เพราะเจตนาโกง แต่เพราะกลไกพึ่งคนใหม่ตลอดเวลา
ข้อมูลแรงงานชี้ว่า ราว 69% ของลูกจ้างไทยมีรายได้ต่ำกว่า 17,500 บาท/เดือน แต่ระบบกลับใช้เพดานนี้เป็นฐานแก้ปัญหาทั้งกองทุน นั่นแปลว่า รัฐกำลังยึดรายได้ของคนกลุ่มบน ~31% มาอุดช่องโหว่ของทั้งระบบ โดยไม่เพิ่มสิทธิที่จับต้องได้ตามสัดส่วน
ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างเงินสมทบยิ่งตอกย้ำความไม่สมดุล ลูกจ้าง 5% + นายจ้าง 5% = 78% ของเงินทั้งระบบ รัฐจ่ายเพียง 2.75% แต่ถืออำนาจกำหนดกติกา
นี่คือเหตุผลที่คนทำงานรู้สึกว่า “เงินเรา เขาใช้—รัฐจ่ายน้อยกว่า แต่สั่งได้มากกว่า” และการขึ้นเงินสมทบจึงถูกมองว่าเป็น “ปล้นเชิงนโยบาย” มากกว่าความร่วมมือทางสังคม
ประเทศอย่างสวีเดนเห็นความเสี่ยงนี้ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และปฏิรูปก่อนศรัทธาจะพัง เขาเก็บเงินบำนาญรวม 18.5% ของรายได้ แล้วแยกบทบาทชัดเจน 16% เป็นบัญชีสิทธิส่วนบุคคล (NDC) ให้ผู้จ่ายเห็นว่าจ่ายเท่าไร สิทธิขึ้นกับเงินที่จ่ายจริง อีก 2.5 % เป็นบัญชีลงทุนจริงของแต่ละคน (fully funded) ไม่ต้องพึ่งคนรุ่นใหม่
พร้อมใส่ กลไกเบรกอัตโนมัติ หากภาระสิทธิสูงกว่าเงินรองรับ ระบบจะชะลอทันที ไม่รอขึ้นเงินสมทบจากคนเดิม
ผลคือ ระบบไม่ต้อง “ลุ้นดวง” กับประชากร และไม่ถูกมองว่าเป็นแชร์ลูกโซ่
ทางรอดไทย เลิกรีด—เพิ่มคนจ่าย ด้วย “บำนาญเพื่อประชาชน”
คำตอบไม่ใช่ขึ้นเงินสมทบต่อไป แต่คือ เปลี่ยนโครงสร้าง
1.เงินต้องเป็นของผู้จ่าย มีบัญชีส่วนบุคคล เห็นยอด เห็นผลตอบแทนจริง
2.หยุดแก้ปัญหาด้วยการรีดจากคนเดิม ใส่เบรกอัตโนมัติ ไม่สัญญาเกินตัว
3.เปิด “ประกันสังคมเวอร์ชันสอง” ให้คนนอกระบบสมัครใจเข้า จ่ายเอง 100% ไม่มีนายจ้างหรือรัฐสมทบ แต่เป็นแผนประกันชีวิตที่อยู่ได้ด้วยตัวมันเอง เพิ่มฐานผู้จ่ายหน้าใหม่โดยไม่เบียดเบียนใคร
เมื่อโครงสร้างเปลี่ยน ชื่อก็ต้องเปลี่ยนจาก “ประกันสังคม” เป็น “บำนาญเพื่อประชาชน” ระบบบำนาญแห่งชาติที่เงินใครเงินมัน สิทธิเป็นสัญญา และไม่พึ่งการรีดซ้ำ
ประกันสังคมไม่ใช่แชร์ลูกโซ่
แต่ถ้ายังปล่อยให้เงินไม่เป็นของผู้จ่ายและแก้ปัญหาด้วยการรีดจากคนเดิม วันหนึ่งมันจะถูกมองว่าไม่ต่าง ถึงเวลาหยุดปล้นเชิงนโยบาย แล้วคืนระบบให้เป็น “บำนาญเพื่อประชาชน”














