วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 4/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้
2.กสม. ตรวจสอบกรณีร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ละเมิดสิทธิผู้ถูกควบคุมตัวในศูนย์ซักถาม แนะปรับปรุงระบบกล้องวงจรปิดให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้โปร่งใสและตรวจสอบได้
นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้การใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษ (กฎอัยการศึก) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2 กรณี ซึ่งมีประเด็นสำคัญว่า เจ้าหน้าที่สังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจของผู้เสียหายหลายราย กรณีแรกเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2566 โดยผู้เสียหายถูกควบคุมตัวและเข้าสู่กระบวนการซักถาม ณ ศูนย์ซักถามของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) (ผู้ถูกร้อง) ผู้ร้องอ้างว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินกระบวนการซักถามที่ยาวนานและต่อเนื่องจนล่วงเลยเวลาปฏิบัติศาสนกิจและเวลารับประทานอาหาร ขณะดำเนินกรรมวิธีซักถามเจ้าหน้าที่ใช้วาจาข่มขู่ และนำวัตถุต่าง ๆ มาวางประกอบการซักถามเพื่อให้เกิดความหวาดกลัว สำหรับกรณีที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2566 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยผู้เสียหายถูกควบคุมตัวและเข้าสู่กระบวนการซักถาม ณ ศูนย์ซักถามของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. เช่นกัน กรณีนี้ผู้เสียหายอ้างว่าขณะจับกุมถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายจนมีบาดแผลที่ปากและใต้ตา และขณะดำเนินกรรมวิธีซักถามถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่ว่าจะทำร้ายคนในครอบครัว และถูกกระทำการย่ำยีศักดิ์ศรีด้วยการถ่มน้ำลายใส่ศีรษะ จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ในประเด็นการทำร้ายร่างกายขณะการเข้าจับกุมตัวของเจ้าหน้าที่ ผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์และใบรับรองแพทย์ ไม่พบร่องรอยบาดแผลหรือการถูกทำร้ายตามที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง ส่วนประเด็นการซักถามที่ยาวนานและต่อเนื่องจนล่วงเลยเวลาปฏิบัติศาสนกิจและเวลารับประทานอาหาร นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ยังคงจัดสรรเวลาให้ผู้ถูกควบคุมตัวได้รับประทานอาหารตามปกติวิสัย และปฏิบัติศาสนกิจละหมาดในช่วงเวลาที่เหมาะสมตามหลักศาสนบัญญัติ ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า มีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
สำหรับประเด็นการข่มขู่และทรมานผู้เสียหายระหว่างการควบคุมตัวในระหว่างการซักถาม จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ปรากฏข้อโต้แย้งซึ่งเป็นสาระสำคัญโดยฝ่ายผู้เสียหายให้ข้อมูลที่สอดคล้องต้องกันว่า ในระหว่างการควบคุมตัว ณ ศูนย์ซักถามของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. เจ้าหน้าที่ได้ใช้วาจาในลักษณะข่มขู่ คุกคาม และสร้างสภาวะอันน่าหวาดกลัวผ่านพฤติการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การถ่มน้ำลายใส่ศีรษะ การข่มขู่ว่าจะทำร้ายบุคคลในครอบครัว หรือการขู่บังคับให้ลงบ่อกักเก็บมูลสุกร ตลอดจนมีการนำวัตถุที่มีนัยสื่อถึงการใช้ความรุนแรง เช่น ถุงดำหรือนวมต่อยมวย มาวางประกอบไว้บนโต๊ะเพื่อกดดันทางจิตวิทยาระหว่างการซักถาม
ในขณะที่ฝ่ายผู้ถูกร้องเรียนได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าวโดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งยื่นพยานหลักฐานเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ เอกสารการเบิกตัว บันทึกความในใจของผู้เสียหายซึ่งระบุว่าไม่ได้รับการปฏิบัติที่มิชอบ ผลการตรวจร่างกายโดยแพทย์ที่ยืนยันว่าไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย ตลอดจนภาพถ่ายกิจกรรมต่าง ๆ ภายในสถานที่ควบคุมตัว
อย่างไรก็ดี เมื่อ กสม. ได้พยายามแสวงหาพยานหลักฐานเชิงประจักษ์โดยการร้องขอภาพเคลื่อนไหว (CCTV) ภายในห้องซักถาม ฝ่ายผู้ถูกร้องกลับมิได้ส่งมอบพยานหลักฐานสำคัญดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลเรื่องความขัดข้องทางเทคนิคและความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์บันทึกภาพในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ส่งผลให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นการทรมานทางจิตใจและการข่มขู่คุกคามขาดพยานหลักฐานดิจิทัลที่จะมายืนยันความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างสิ้นสงสัย
กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่ศูนย์ซักถามมีลักษณะเป็นพื้นที่ปิดซึ่งอยู่ในความครอบครองและภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสว่ามิได้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นในระหว่างการควบคุมตัวนั้น ย่อมเป็นหน้าที่ของ กอ.รมน. ภาค 4 สน. ผู้ถูกร้อง ในการที่จะต้องแสดงพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก น่าเชื่อถือและเป็นที่ประจักษ์มากกว่าเพียงคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหรือเอกสารทางราชการที่จัดทำขึ้นภายในสถานที่ควบคุมตัวนั้นเอง
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ถูกร้องไม่อาจแสดงหลักฐานภาพเคลื่อนไหวอันเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการยืนยันความบริสุทธิ์โปร่งใสตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งกฎหมายบัญญัติหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการควบคุมตัว และการที่ผู้ถูกร้องปล่อยให้ระบบตรวจสอบด้วยกล้องโทรทัศน์วงจรปิดบกพร่องในช่วงเวลาสำคัญ ย่อมถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ ขัดต่อเจตนารมณ์ในการป้องกันการกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม และทำให้น่าเชื่อได้ว่าอาจมีการปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิด
กสม. ยังเห็นว่า การข่มขู่ คุกคาม หรือการประติบัติที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้จะไม่ได้ปรากฏร่องรอยบาดแผลทางกายภาพ แต่ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการทรมานทางจิตใจที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของบุคคลไม่ต่างจากการประทุษร้ายร่างกาย และการที่ผู้ถูกร้องอ้างถึงบันทึกความในใจของผู้เสียหายที่ระบุว่าไม่ถูกทำร้ายนั้น เห็นว่า เมื่อเอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นในขณะที่ผู้เสียหายยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานที่ปิดภายใต้อำนาจของผู้ถูกร้อง ย่อมถือได้ว่าตกอยู่ในสภาวะบีบคั้นและขาดอิสระในการแสดงเจตนาโดยสมัครใจที่แท้จริง จึงไม่อาจนำมาหักล้างข้อกล่าวอ้างเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้เป็นที่สิ้นสงสัยได้ ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องมีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยัง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ให้ตรวจสอบหน่วยงานภายใต้บังคับบัญชาซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมตัวตามกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงเพื่อให้บันทึกภาพเคลื่อนไหวผู้ต้องสงสัยหรือผู้ถูกควบคุมตัวให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งจัดให้มีการตรวจสอบสภาพการทำงานของกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในทุกพื้นที่ที่ใช้ในการควบคุมตัวและซักถามอย่างสม่ำเสมอ และต้องรายงานผลการตรวจสอบต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น







