แฉเล่ห์ธุรกิจปล่อยเงินกู้ยักษ์ มุบมิบ จนท.บังคับคดีบังคับขายทรัพย์ลูกหนี้ต่ำติดดิน แถมดิดตั้งบริษัทเข้าซื้อหนี้ที่ตัวเองบริหาร ทำลูกหนี้ตายทั้งเป็น “สูญทั้งทรัพย์-แบกหนี้ข้ามภพข้ามชาติ”
แฉเล่ห์ผู้บริหารธุรกิจปล่อยเงินกู้ยักษ์มุบมิบจนท.กรมบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ลูกหนี้สุดพิศดาร ตั้งเงื่อนไขขายทอดตลาดทั้งที่ติดจำนอง ก่อนผู้บริหารดอดไปตั้งบริษัทตัว ทนเข้าซื้อเอง ทำลูกหนี้-เจ้าหนี้-ผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ถ้วนหน้า ส่อไซฟ่อนเงิน ผิดกฏหมายมหาชน-กลต.
เรื่องราวสุดอื้อฉาวกระบวนการขายทอดตลาดสินทรัพย์ค้ำประกันหนี้ของธุรกิจปล่อยเงินกู้เลื่องชื่อที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ผู้บริหารกลับมีพฤติกรรมส่อขัดธรรมาภิบาลและกฏหมายกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.)รายนี้
ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา เจ้าพนักงานบังคับคดี สาขาพัทยาได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์(ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง)ค้ำประกันหนี้ของ บริษัท สิกขรา อินเตอร์โฮม จำกัด ที่มีอยู่กับบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นโฉนดเลขที่ 19546,100723,และ157927 เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ตำบลหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีบริษัท ไอ.ดี.2023 จำกัด เป็นผู้เข้าซื้อทรัพย์ดังกล่าวไปในราคา 150 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามหลังกระบวนการขายทอดตลาดเสร็จสิ้น บริษัท สิกขรา อินเตอร์โฮม จำกัด ได้ให้ฝ่ายกฏหมายยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อให้ระงับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้ผู้ซื้อสินทรัพย์ เนื่องจากก่อนหน้านี้บริษัทได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ค้ำประกันหนี้ก้อนนี้ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.69 และศาลได้ส่งหมายงดขายทอดตลาดไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว โดยนัดไต่สวนคดีในวันที่ 9 มี.ค.2569 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดี ยังคงเดินหน้าขายทอดตลาดทรัพย์ต่อไป บริษัทสิกขราฯ ในฐานะลูกหนี้ที่ได้รับความเสียหาย จึงมีหนังสือร้องไปยังกรมบังคับคดีเพื่อให้ระงับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ และรอฟังคำสั่งศาลต่อไป
#แฉเล่ห์ฮุบทำเลทอง 2.2 พันล้านบังคับขายแค่150ล้าน!
จากการตรวจสอบที่มาของทรัพย์ขายทอดตลาดครั้งนี้ พบว่าเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้ของบริษัท สิกขรา อินเตอร์โฮม จำกัดที่ขอกู้เงินจากบริษัท ศรีสวัสดิ์พาวเวอร์ 1979 จำกัด (มหาชน)เมื่อปี 2559 จำนวน 310 ล้านบาท โดยใช้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 3 แปลงที่ตำบลหนองปรือ อ.บางละมุง เนื้อที่รวม 30 ไร่ ราคาประเมินกว่า 2,257 ล้านบาท เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่บริษัทอ้างว่าได้รับเงินกู้จริงมาเพียง 200 ล้านบาทเท่านั้น ที่เหลือผู้บริหารศรีสวัสดิ์ในเวลานั้นอ้างว่าจะให้เพิ่มเติมเมื่อดำเนินการจดจำนองเสร็จสิ้น
แต่หลังดำเนินการจดจำนองหลักประกันเสร็จสิ้น ทางบริษัทอ้างว่าไม่ได้ให้เงินกู้ส่วนที่เหลือเพิ่มเติม และเมื่อครบกำหนดสัญญาชำระหนี้ 1 ปี บริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน)ที่เป็นผู้รับจำนอง ได้ใช้สิทธิ์ฟ้องแพ่งเรียกคืนหนี้เงินกู้ทั้งหมด ก่อนจะดำเนินการฟ้องบังคับคดี เพื่อทำการบังคับขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของลูกหนี้ดังกล่าว
ท่ามกลางความงุนงงของผู้บริหารบริษัท สิกขราฯที่เป็นลูกหนี้ที่เห็นว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมทั้งเงื่อนไขการขายทอดตลาด และกระบวนการขายทอดตลาด รวมทั้งยังพบความไม่ชอบมาพากลของบริษัทที่เสนอเข้าซื้อทรัพย์ที่เป็นบุคคลเดียวกับผู้รับจำนอง ซึ่งน่าจะขัด “พรบ.กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)”ด้วย
โดยกระบวนการขายทอดตลาดที่บมจ.ศรีสวัสดิ์ และเจ้าพนักงานกรมบังคับคดีดำเนินการไป นอกจากจะกำหนดเงื่อนไขการขายทรัพย์แบบ “ติดจำนอง”ด้วยข้ออ้างเป็นสิทธิ์ของเจ้าหนี้จะเลือกใช้วิธีการใดก็ได้ ยังพบด้วยว่า มีการกำหนดราคาขายทรัพย์ไว้ต่ำติดดินเพียง 150 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งที่คณะกรรมการกำหนดราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประเมินราคาไว้ที่ 1,057 ล้านบาท
ขณะลูกหนี้ได้เสนอให้ใช้ผู้ประเมินอิสระชั้นนำที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กลต.คือ บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟรส์ จำกัด (AREA) ซึ่งได้ประเมินมูลค่าตลาดที่ดินแปลงนี้ไว้สูงถึง 2,257 ล้านบาท แต่ได้รับการปฏิเสธจากเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อ้างว่า เคสนี้ไม่มีผู้เชี่ยวชาญประเมินราคา ก่อนจะเดินหน้ากำหนดราคาเริ่มต้นประมูลไว้เพียง 150 ล้านบาท โดยมีความพยายามขายมาถึง 2 ครั้งแต่ไม่มีผู้เสนอราคา ก่อนจะถูกขายตลาดออกไปในที่สุดเมื่อวัน่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา
#กังขาเจ้าพนักงานบังคับคดี ร่วมฉ้อฉลขายทอดตลาด?
นายวิรัช ศรีอินทรสุทธิ์ ทนายความของบริษัทสิกขรา ผู้เสียหายกล่าวว่า แม้ตามกฎหมายเจ้าหนี้ผู้รับจำนองมีสิทธิให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดเงื่อนไขการขายทอดตลาดโดย “ติดจำนอง” หรือ “ปลอดภาระจำนอง” ได้ก็ตาม
แต่เมื่อเจ้าหนี้ผู้จำนองกับเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เป็นบุคคลคนเดียวกัน และมูลหนี้จำนองกับมูลหนี้ตามคำฟ้องเป็นมูลหนี้เดียวกันและถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อจะบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเพื่อมาชำระหนี้ ก็ต้องชำระทั้งหนี้สามัญตามคำฟ้องและหนี้จำนองไปด้วย
การที่จ้าหนี้เลือกยืนยันให้ตั้งขายแบบ “ติดจำนอง” เพื่อให้การประมูลไม่มีคู่แข่ง และราคาออกมาต่ำที่สุด การเข้าซื้อทรัพย์เมื่อไม่มีใครกล้าสู้ราคา เจ้าหนี้ให้บริษัทในเครือเข้าประมูลซื้อเองในราคาต่ำตืดดิน (150 ล้านบาท)นั้น
ผลลัพธ์ที่ได้คือ 2เด้ง เจ้าหนี้ได้ทั้งที่ดินของลูกหนี้ไปในราคาต่ำ ติดดิน 150 ล้านบาท แม้ที่ดินจะติดภาระจำนองไป ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้ต้องมารับภาระจำนอง เพราะเจ้าหนี้เป็นผู้รับจำนอง เจ้าของทรัพย์จำนองเป็นบุคคลเดียวกันความเป็นหนี้จำนองย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 353 ขณะที่ลูกหนี้ยังคงต้องแบกหนี้ตามคำพิพากษาจำนวนมหาศาลต่อไป เพราะเงินที่ได้จากการขาย (ที่จงใจให้ต่ำ) ไม่เพียงพอที่จะไปหักลบหนี้ที่มีอยู่
#แฉ ผู้บริหารบลจ.ใช้ข้อมูลภายใน”ไซฟ่อนเงิน”?
นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่า บริษัทที่ประมูลสินทรัพย์ได้ไปคือ บริษัท ไอ.ดี.2023 จำกัด ที่มีนายฉัตรชัย แก้วบุตตา ประธานกรรมการบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น และลูก-เมียร่วมกันก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2566 โดยมีที่ตั้งอยู่ภายในอาคารเดียวกับบมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้รับจำนอง และเป็นการยื่นซื้อทรัพย์เพียงรายเดียว ไม่มีคู่แข่ง
“กรณีเช่นนี้จะให้ลูกหนี้เข้าใจว่าอย่างไร ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บมจ.)ที่ประกอบธุรกิจปล่อยเงินกู้โดยตรง แต่กลับไปตั้งบริษัทขึ้นมาซื้อสินทรัพย์ค้ำประกันหนี้เงินกู้ที่ตัวเองเป็นผู้บริหาร และฟ้องบังคับชำระหนี้ ถือเป็นการใช้ข้อมูลภายใน Insider เพื่อประโยชน์ตัวเองหรือไม่ เป็นเรื่องต้องห้ามของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหรือไม่ เป็นการใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์ที่เข้าข่ายขัด พรบ.กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ห้ามผู้บริหาร บมจ.แสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ สมควรที่สำนักงาน กลต.จะลงมาตรวจสอบหรือไม่”
เพราะหากกรณีนี้ถูกปล่อยผ่านก็เชื่อแน่ว่า บรรดาลูกหนี้เงินกู้ราย อื่นๆ คงจะถูกปฏิบัติตามครรลองเดียวกันและพาเหรดตามมาอีกเป็นพรวนแน่นอน”
#เปิดหัวอกลูกหนี้ สูญทั้งทรัพย์ หนี้ไม่ลดสักแดง
ขณะที่ นายสุขพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหารบริษัทสิกขรา คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กรณีเจ้าพนักงานกรมบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ข้างต้นออกไปทั้งที่ติดจำนอง ไม่เพียงจะทำให้ลูกหนี้ เสียหาย ในส่วนของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นบริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่นเองได้รับความเสียหายไม่ต่างกัน
เพราะแทนที่บริษัทจะได้รับการชำระหนี้มากกว่า 1,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาประเมินที่เจ้าพนักงานกรมบังคับคดีได้ประเมินไว้เอง แต่กลับได้รับชำระหนี้จริงมาเพียง 150 ล้านบาทเท่านั้น ขณะเดียวกันในส่วนของลูกหนี้ที่ถูกบังคับขายสินทรัพย์ นอกจากต้องสูญเสียสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันหนี้มูลค่ากว่า 2,200 ล้านบาทไปแล้ว มูลหนี้ที่เหลือและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น เจ้าหนี้คือบริษัทศรีสวัสดิ์ยังคงมีสิทธิ์ไล่เบี้ยเอากับลูกหนี้ได้อีกไปชั่วลูกชั่วหลาน หรือเปิดทางบังคับเรียกหนี้ไปยันภพหน้าได้อีก
ที่สำคัญการที่เจ้าพนักงานกรมบังคับคดี สาขาพัทยา ดำเนินการขายทอดตลาดทั้งที่ทรัพย์ยังติดจำนอง และลูกหนี้มีข้อทักท้วงมากมาย โดยเฉพาะกรณีไม่ยอมแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญทำการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทั้งที่ลูกหนี้ได้เสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญการประเมินราคาที่เป็นกลางที่ขึ้นทะเบีบนไว้กับ กลต.ให้แล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับบอกปัดไม่ยอมรับ และอ้างว่าไม่มีผู้เชี่ยวชาญประเมินราคาก่อนทำการประเมินราคากันเองและตั้งราคาขายหลักทรัพย์ไว้ต่ำติดดินนั้น
กรณีดังกล่าว กรมบังคับคดีจะตอบลูกหนี้ และเจ้าหนี้ผู้ถือหุ้นได้อย่างไรว่าสิ่งที่ดำเนินการไปนั้นเป็นไปตามครรลองกฏหมายที่ต้องให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหนี้-ลูกหนี้ ในเมื่อเจ้าหนี้ที่แท้จริงคือศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่นเองก็แทบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการขายทรัพย์ประกันหนี้ที่ว่า ตัวลูกหนี้เองที่ถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาดไปแทนที่มูลหนี้จะสื้นสุดลง กลับยังคงต้องแบกหนี้ไปชั่วลูกชั่วหลาน
“แบบนี้ถือว่าเป็นธรรมทั้งกับลูกหนี้และเจ้าหนี้หรือ กรมบังคับคดีควรต้องมีคำตอบต่อสังคม” นายสุขพงศ์ กล่าวในที่สุด
หากแม้แต่นักธุรกิจระดับ “เจ้าสัว” พันล้านยังถูกเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี ที่ร่วมกับธุรกิจปล่อยเงินกู้นอกลู่สุมหัวปล้นกันได้ขนาดนี้แล้ว
นับประสาอะไรกับชาวบ้านร้านรวงที่เป็นลูกค้าเงินกู้ของบริษัทปล่อยเงินกู้ยักษ์ระดับชาติรายนี้ที่จะไม่ถูก “ปล้นกลางแดด” จนหมดตัว !!!






