จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความล่าช้าในการรับร่างผู้เสียชีวิตของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่บางละมุง จนทำให้เกิดความกังวลในหมู่ญาติและประชาชนในพื้นที่นั้น
ภายหลัง โรงพยาบาลได้ชี้แจงลำดับเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ โดยมีรายละเอียดดังนี้
เวลา 13.41 น. เจ้าหน้าที่ได้นำร่างผู้เสียชีวิตรายหนึ่งออกมาดำเนินพิธีเตรียมส่งมอบ (ผ้าคลุมสีฟ้า) และแล้วเสร็จในเวลา 13.51 น. อย่างไรก็ตาม รถรับศพยังไม่เดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่จึงนำร่างกลับเข้าเก็บรักษาชั่วคราว เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับอีกกรณีหนึ่งที่รถมารอรับแล้ว (ผ้าคลุมสีชมพู) ซึ่งได้ดำเนินการตามขั้นตอนในเวลา 13.52 น.
ต่อมา เวลา 14.17 น. รถของกรณีผ้าคลุมสีฟ้าเดินทางมาถึง แต่ในช่วงจังหวะนั้น เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติภารกิจอื่นในพื้นที่เดียวกัน จึงมีผู้ช่วยอยู่ประจำเพียงบางส่วน และได้แจ้งให้ญาติรอสักครู่เพื่อจัดกำลังช่วยเคลื่อนย้ายร่าง รวมถึงขอความร่วมมือให้นำรถไปจอดรอด้านล่างชั่วคราว เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ ซึ่งหากมีรถจอดขวาง อาจกระทบต่อการเข็นเคลื่อนย้ายร่างจากวอร์ดขึ้นมา
เวลา 14.33 น. เจ้าหน้าที่กลับมาประจำจุด และเวลา 14.37 น. ได้ดำเนินการส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตเรียบร้อย รวมระยะเวลาที่เกิดความล่าช้าประมาณ 20 นาที
เมื่อพิจารณาจากลำดับเหตุการณ์ จะเห็นได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีหลายกรณีเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ภายใต้ข้อจำกัดของสถานที่และกำลังเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจทำให้การประสานงานไม่ราบรื่นเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ในมุมของครอบครัวผู้สูญเสีย ทุกนาทีในช่วงเวลาแห่งความอาลัยย่อมมีคุณค่าและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน ความคาดหวังต่อความพร้อมและความรวดเร็วจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้อย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน บุคลากรของโรงพยาบาลก็ปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางภาระงานที่ต้องดูแลหลายกรณีพร้อมกัน และต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและให้เกียรติแก่ผู้วายชนม์ทุกราย ความคลาดเคลื่อนในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงอาจเกิดขึ้นได้ในบริบทของงานที่ต้องอาศัยทั้งความถูกต้อง ความปลอดภัย และความเหมาะสมของสถานที่
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ “การสื่อสาร” ในช่วงเวลาอ่อนไหว หากมีการอธิบายขั้นตอนหรือแจ้งระยะเวลารอคอยอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น อาจช่วยลดความกังวลของญาติได้ ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากประชาชนก็เป็นโอกาสให้หน่วยงานได้นำไปพัฒนาระบบบริหารจัดการและการประสานงานให้ดียิ่งขึ้น
ในท้ายที่สุด เรื่องราวครั้งนี้อาจไม่ใช่ประเด็นของความผิดพลาด หากแต่เป็นบทเรียนร่วมกันของทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ว่าช่วงเวลาแห่งความสูญเสียต้องอาศัยทั้งความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และการทำงานอย่างเป็นระบบควบคู่กันไป เพื่อให้ทุกฝ่ายก้าวผ่านสถานการณ์ด้วยความเคารพและศักดิ์ศรีของผู้จากไปอย่างสมบูรณ์ที่สุด








