วันพุธ, เมษายน 1, 2026
หน้าแรกคอลัมนิสต์วัชระ เพชรทอง“วัชระ” ยื่นปปช.สอบจริยธรรมร้ายแรง “สส.อรรถวิชญ์“ กรณีศาลฎีกาสั่งยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินจากทรัพย์สินนางภคินีมารดาโกงธ.มหานคร 4,000 ล้าน

Related Posts

“วัชระ” ยื่นปปช.สอบจริยธรรมร้ายแรง “สส.อรรถวิชญ์“ กรณีศาลฎีกาสั่งยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินจากทรัพย์สินนางภคินีมารดาโกงธ.มหานคร 4,000 ล้าน

คำพิพากษาศาลฎีการะบุชัด“นักการเมืองต้องซื่อสัตย์สุจริตยึดมั่นคุณธรรมเคารพกฎหมายเป็นแบบอย่างที่ดี ยึดตาม พรบ.ฟอกเงินแล้ว2แปลง เหลือ 97 แปลง ถาม อสส.ฟ้องยึดทรัพย์คืบหน้าหรือไม่

วันที่ 1 เมษายน 2569 นายวัชระ เพชรทอง เปิดเผยว่าได้ไปยื่นหนังสือลงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ถึงนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เรื่องขอให้สอบสวนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงนายอรรถวิชญ์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติและผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทรัพย์สินจากการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน กรณีนางภคินี สุวรรณภักดีทุจริตธนาคารมหานคร

​ตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศนโยบายประชาธิปไตยสุจริต ให้ยึดถือมาตรฐานจริยธรรมเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงขอให้คณะกรรมการป.ป.ช.ตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ

​ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงตามพยานเอกสารคำสั่งของศาลแพ่ง นายอรรถวิชช์ฯ ถูกยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นทรัพย์ได้จากการกระทำความผิดของนางภคินีฯ มารดาของนายอรรถวิชช์ในคดีทุจริตธนาคารมหานคร กว่า 4,000 ล้านบาท ตามคำสั่งศาลแพ่งคดีหมายเลขดำที่ ฟ.1/2556 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 20/2558 และยึดทรัพย์โฉนด 2 แปลง เลขที่ 83149 และเลขที่ 78699 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3712/2561
​จึงเป็นเหตุให้สงสัยในมาตรฐานทางจริยธรรมของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ว่าขัดมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2561 หมวด 1 ข้อ 6,8 หมวด 2 ข้อ 11,12,17,18 หมวด 3 ข้อ 21 หรือไม่

ซึ่งตามข้อ 8 ของมาตรฐานทางจริยธรรมฯ อยู่ในหมวด 1 กำหนดว่าต้อง “ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” แม้การรับโอนทรัพย์สินเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ภายในครอบครัว แต่เมื่อมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยรู้ถึงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าว อาจถือว่าขาดความซื่อสัตย์สุจริตอย่างร้ายแรง และเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบซึ่งการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่มีลักษณะร้ายแรง ตามนัยข้อ 27 และตามข้อ 17 ของมาตรฐานทางจริยธรรมฯ โดยจริยธรรมข้อนี้หมายถึงการรักษาชื่อเสียง ของตำแหน่งหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการไม่ประพฤติปฏิบัติตนหรือดำเนินการอื่นใดที่ส่งผลกระทบ ต่อภาพลักษณ์และเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้ดำรงตำแหน่งและองค์กรของผู้ดำรงตำแหน่ง แม้จะมิได้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของตนโดยตรงก็ตาม แต่อาจทำให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (เทียบกับคดีหมายเลขแดงที่ คมจ. 1/2565 กรณีนางสาวปารีณา ไกรคุปต์)

ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการรับโอนทรัพย์สินที่นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รู้ดีอยู่แก่ใจแล้วว่าเป็นทรัพย์ที่มารดาได้มาจากการกระทำความผิด (จากการยักยอกทรัพย์) เพื่อช่วยปกปิดอำพรางเจ้าของที่แท้จริง (การฟอกเงิน) เมื่อศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดีผู้ถือกรรมสิทธิ์ ตกเป็นของแผ่นดินในฐานะผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 อาจเป็นการกระทำที่กระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนและเป็นการไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของส.ส.อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมข้อนี้ได้

อนึ่งศาลฎีกา ได้เขียนคำพิพากษาตอนหนึ่งถึงนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี (ผู้คัดค้านที่ 3) ว่า “ผู้คัดค้านที่ 3 บุตรของผู้คัดค้านที่ 1 (นางภคินี) กับนายสมพงศ์ก็สำเร็จการศึกษาทางด้านกฎหมาย ทั้งประกอบอาชีพเป็นนักการเมืองซึ่งต้องประกอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริตยึดมั่นในคุณธรรมและเคารพกฎหมาย เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม”

อีกทั้งยังปรากฏว่าในรายการทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดของนางภคินี สุวรรณภักดี มีโฉนดที่ดินทั้งสิ้น 116 แปลง มีชื่อนายอรรถวิชช์ฯ ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมากถึงจำนวน 95 แปลง และมีชื่อนายอรรถวิชช์ฯ คนเดียวอีก 2 แปลง
​จึงขอให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัดและรวดเร็วที่สุด หากได้ผลประการใด กรุณาแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบภายใน 15 วัน

นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า“คำพิพากษาศาลฎีการะบุชัดถึงนักการเมืองอย่างนี้ ไม่ทราบว่ามีหิริโอตัปปะกันหรือไม่ จะอ้างว่าได้มาโดยสุจริตแล้วทำไมศาลฎีกาพิพากษายึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินตามพรบ.ฟอกเงิน แล้วที่ดินอีก 97 แปลงเป็นลาภลอยหรือไม่ สำนักงานอัยการสูงสุดฟ้องยึดทรัพย์ไปถึงไหนแล้ว คดีคืบหน้าหรือไม่”

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts