ตลอดเวลา 10 ปี (ระหว่างปี 2557–2567) คนไทยมีโอกาสเห็นการทำคดีใหญ่ระดับมหากาพย์ เป็นคดีที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ร้องทุกข์กล่าวโทษ ดีเอสไอ ให้รับเป็นคดีพิเศษดำเนินคดีกับพนักงานการท่าเรือฯ จำนวนกว่า 500 คน ทุจริตเงินค่าล่วงเวลากว่า 3,000 ล้านบาท
ซึ่งมีพนักงานฯ ผู้บริสุทธิ์ถูกกล่าวหามากกว่าครึ่งพันคน และต้องอยู่ภายใต้เงาคดีนานกว่า 7 ปี สุดท้ายอัยการส่งฟ้องได้แค่ 30 กว่าคน ก่อนศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ชั้นต้น) ยกฟ้อง
มหากาพย์ครั้งนั้นทิ้งไว้เพียงบาดแผล เลือด คราบน้ำตา และศพเพื่อนที่เสียชีวิตระหว่างรอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพนักงานฯ ผู้บริสุทธิ์หลายราย
แต่ในปีนี้ 2569 มหากาพย์ครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เมื่อเดือนตุลาคม 2568 อดีตพนักงานฯ ผู้เสียหายจำนวน 46 คน ได้ร่วมกันยื่นฟ้องการท่าเรือแห่งประเทศไทย เรียกค่าเสียหายคนละ 4 ล้านบาท จากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคดีพิเศษดังกล่าว
ทว่าแทนที่ข้อเท็จจริงจะถูกเปิดเผยต่อศาล กลับมีการต่อสู้คดีโดยอ้างว่า การท่าเรือฯ แจ้งความดำเนินคดี “นายจงเด่น กับพวก” เพียง 32 รายเท่านั้น และกล่าวหาโจทก์ทั้ง 46 คนว่าใช้สิทธิไม่สุจริต หรือฟ้องเท็จในคดีแพ่ง โดยอ้างว่าไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีท้ายหนังสือมอบอำนาจแจ้งความ ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2560
ขณะเดียวกัน คดีแพ่งทั้ง 46 สำนวน ยังถูกโอนไปยังศาลแรงงานกลาง ยิ่งทำให้ความขัดแย้งทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทวีความรุนแรงขึ้น
บัดนี้ “ทนายปราบโกง” พร้อมอดีตพนักงานการท่าเรือฯ ที่ได้รับผลกระทบทั้ง 46 คน ประกาศเปิดศึกใหญ่ เพราะจากนี้จะมีหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง และเจ้าหน้าที่รัฐหลายราย ต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาญา
*คดีที่ 1…ผู้เสียหายทั้ง 46 คน เตรียมฟ้องการท่าเรือฯ ผู้บริหาร ตลอดจนผู้ประสานงานคดีทั้งเก่าและใหม่ ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีพิเศษที่ 4/2557 และคดีแพ่งละเมิดทั้ง 46 สำนวน ในข้อหาแจ้งความเท็จ อันอาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับโทษทางอาญา รวมถึงข้อหานำส่งเอกสารเท็จต่อศาล
*คดีที่ 2…ทนายปราบโกง ในฐานะโจทก์ ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ดีเอสไอ ทั้งรองอธิบดี ผู้อำนวยการกอง และรองผู้อำนวยการกอง ที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ ดีเอสไอ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2567 ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ “เปลี่ยนตัวเลขผู้ถูกกล่าวหา” ในคดีพิเศษที่ 4/2557 จาก 560 คน ให้เหลือเพียง 32 คน
ผลจากการเปลี่ยนตัวเลขดังกล่าว ทำให้คดีพิเศษระดับชาติ มูลค่าความเสียหายกว่า 3,000 ล้านบาท ถูกทำให้กลายเป็นคดีระดับท้องถิ่น เห็นได้จากคำฟ้องในคดีพิเศษ 34 คน ที่ตัวเลขความเสียหายหดจากหลัก 3,000 ล้านบาท เหลือเพียงหลักแสนบาท และเอกสารหลักฐานกว่า 400,000 แผ่น หดเหลือเพียงประมาณ 30,000 แผ่น พฤติการณ์เช่นนี้จึงถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่าเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 180 หรือไม่
*คดีที่ 3…นายมนตธร ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีละเมิด ได้ฟ้องการท่าเรือและอัยการเจ้าของสำนวนคดีละเมิดต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหา มาตรา 157 และ 180 ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นตรวจคำฟ้อง
ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุด คือความขัดแย้งกันเองระหว่าง “อัยการคดีแรงงาน” กับ “อัยการคดีแพ่งละเมิด”
เพราะในการสืบพยานที่ศาลแรงงานกลางเมื่อปี 2565 อัยการคดีแรงงานได้นำพยานเข้าสืบชัดเจนว่า ผู้ต้องหาคดีพิเศษที่ 4/2557 มีจำนวนตั้งแต่ 384 คน 560 คน ไปจนถึง 800 คน ซึ่งสอดคล้องกับมติคณะกรรมการคดีพิเศษ และสอดรับกับข้อกล่าวหาเรื่องพนักงานการท่าเรือฯ ทุจริตเบิกค่าล่วงเวลา และการนำข้อกล่าวหานั้นไปใช้เป็นฐานฟ้องเรียกเงินเพิ่มเติมต่อศาลแรงงานกลางในช่วงปี 2545–2555
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง การนำสืบของอัยการคดีแรงงาน มีน้ำหนักสอดคล้องกับโครงสร้างของคดีพิเศษที่ 4/2557 อย่างมีนัยสำคัญ
แต่พอมาถึงปี 2569 อัยการคดีแพ่งละเมิดกลับโต้แย้งว่า ตัวเลข 384, 560 และ 800 เป็นเรื่องเท็จ รับฟังไม่ได้ และเป็นเพียงการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย โดยยืนยันว่าความจริงมีเพียง 32 คนเท่านั้น
เมื่อคดีทั้ง 46 สำนวนถูกโอนไปยังศาลแรงงานกลาง ความขัดแย้งครั้งใหญ่จึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจะเกิดคำถามสำคัญว่า ระหว่างอัยการสองฝ่ายที่ต่างก็ทำหน้าที่แก้ต่างให้การท่าเรือฯ ใครกันแน่ที่พูดความจริง และใครกันแน่ที่กำลังบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อศาล
นักกฎหมายจำนวนไม่น้อยมองตรงกันว่า หากวัดกันด้วยน้ำหนักพยานหลักฐานเดิม อัยการคดีแรงงานย่อมได้เปรียบอัยการคดีละเมิดอย่างชัดเจน
สังคมกำลังจับตาใครรอดใครร่วง



